เมื่อความรักไม่ได้มีแค่แสงสว่าง แต่มีเงามืดให้เราเดินด้วยกัน

เมื่อความรักไม่ได้มีแค่แสงสว่าง แต่มีเงามืดให้เราเดินด้วยกัน
เคยไหมทุกคน ที่เรานั่งมองคนที่เรารักแล้วคิดในใจว่า "โอ้ยยย ทำไมมึงถึงได้ดีขนาดนี้" แต่พอผ่านไปสักพัก เราก็เจอด้านที่มันไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด บางทีคนที่เรารักก็มีนิสัยแปลกๆ มีอารมณ์ขึ้นๆลงๆ หรือบางครั้งก็ทำอะไรที่เราไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงทำแบบนั้น
นี่แหละคือความจริงของความรัก มันไม่ได้เหมือนในหนังรักโรแมนติกที่ตัวเอกตัวละครสมบูรณ์แบบ ยิ้มมาแป๊ปเดียวโลกก็สดใส แต่ในชีวิตจริงมัน messy (ยุ่งเหยิงวุ่นวาย) กว่านั้นเยอะ เหมือนตอนที่โทนี่ สตาร์คใน Iron Man บอกว่า "I am Iron Man" ไม่ใช่ตอนที่เขาเจ๋งสุดๆ แต่เป็นตอนที่เขายอมรับว่าเขาคือคนที่มีทั้งความเจ๋งและมีปัญหาเต็มไปหมด มีบาดแผลทางใจจากอดีต แต่เขายังคงเป็นฮีโร่ได้
เวลาเราเข้าสู่ความสัมพันธ์ใหม่ๆ มันจะมีช่วงที่เรียกว่า honeymoon phase (ช่วงฮันนีมูน คือช่วงเริ่มต้นที่ทุกอย่างดูดีไปหมด) ตอนนั้นเราจะมองแต่ด้านดีของอีกคน รู้สึกว่าทุกอย่างสมบูรณ์แบบ แต่พอผ่านไปสักพัก เราก็เริ่มเห็นด้านอื่นๆ ด้านที่ไม่ได้สวยงามเสมอไป บางคนอาจจะมี insecurity (ความไม่มั่นใจในตัวเอง) บางคนอาจจะมีบาดแผลจากความสัมพันธ์เก่าที่ยังไม่หาย บางคนอาจจะมี toxic trait (นิสัยที่ไม่ดีหรือเป็นพิษ) บางอย่างที่เขาเองก็อาจจะไม่ได้ตระหนัก
แล้วจุดนี้แหละที่สำคัญ เราจะทำยังไง เราจะเลือกหนีหรือเลือกที่จะเดินไปด้วยกัน
ในนวนิยายคลาสสิคเรื่อง Pride and Prejudice ของเจน ออสเตน ตัวเอกทั้งสองคืออลิซาเบธกับมิสเตอร์ดาร์ซี่ ตอนแรกพวกเขาก็มองกันแบบไม่ถูกชะตา อลิซาเบธคิดว่าดาร์ซี่หยิ่งยโสไม่มีใครเทียม ส่วนดาร์ซี่ก็คิดว่าอลิซาเบธเป็นแค่ผู้หญิงชนชั้นกลางๆ ธรรมดา แต่พอเวลาผ่านไป พวกเขาก็เริ่มเห็นความจริงของกันและกัน ดาร์ซี่ไม่ได้หยิ่ง แต่เขาแค่ไม่เก่งการสื่อสาร ส่วนอลิซาเบธเองก็มีอคติและตัดสินคนเร็วเกินไป แต่สุดท้ายพวกเขาก็เลือกที่จะเข้าใจและยอมรับกัน ไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายสมบูรณ์แบบ แต่เพราะพวกเขายอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของกันและกัน
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "embrace imperfection" (การโอบกอดหรือยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบ) มันไม่ได้หมายความว่าเราต้องทนกับพฤติกรรมที่ทำร้ายเราหรือทำให้เราทุกข์ทรมาน ไม่ใช่แบบนั้น มันคือการที่เรารู้ว่าคนที่เรารักก็เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งที่มีทั้งด้านดีและด้านที่ยังไม่ดีพอ แล้วเราก็เลือกที่จะยืนข้างๆเขา ช่วยเขาเติบโตไปด้วยกัน ไม่ใช่ทิ้งเขาไปทันทีที่เห็นด้านมืด
บางทีคนที่เรารักอาจจะมี dark side (ด้านมืด) ที่มาจากประสบการณ์ในอดีต บางทีเขาอาจจะเคยถูกทำร้ายจากความสัมพันธ์เก่า ทำให้เขามีปัญหาเรื่องความไว้วางใจ บางทีเขาอาจจะเติบโตมาในครอบครัวที่มีปัญหา ทำให้เขาไม่รู้จักวิธีแสดงความรักที่ถูกต้อง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เขาเป็นคนเลว แต่มันคือส่วนหนึ่งของเขาที่เขากำลังพยายามจะเยียวยาและแก้ไข
เหมือนในเรื่อง The Little Prince (เจ้าชายน้อย) ที่สุนัขจิ้งจอกบอกกับเจ้าชายน้อยว่า "You become responsible forever for what you have tamed" (เธอจะต้องรับผิดชอบตลอดไปสำหรับสิ่งที่เธอทำให้เชื่อง) ความรักก็เหมือนกัน เมื่อเราเลือกที่จะรักใครสักคน เราก็ต้องพร้อมที่จะรับผิดชอบกับความสัมพันธ์นั้น รับผิดชอบทั้งด้านดีและด้านที่ยังไม่ดี ไม่ใช่แค่เอาด้านดีอย่างเดียวแล้วทิ้งด้านที่ยุ่งยากไป
แต่นี่ก็ไม่ได้แปลว่าเราต้องทนทุกข์นะ มันต้องมีเส้นแบ่งที่ชัดเจน ถ้าคนที่เรารักทำร้ายเราทางร่างกายหรือจิตใจ ถ้าเขาไม่ยอมเปลี่ยนแปลงหรือไม่ยอมรับว่าตัวเองมีปัญหา หรือถ้าความสัมพันธ์นั้นกลายเป็น toxic relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษต่อทั้งสองฝ่าย) การออกจากความสัมพันธ์นั้นก็ไม่ใช่เรื่องผิด มันคือการดูแลตัวเอง หรือที่เรียกว่า self-care (การดูแลตนเอง)
แต่ถ้าเราพบว่าคนที่เรารักกำลังพยายามเปลี่ยนแปลง กำลังพยายามเยียวยาบาดแผลของตัวเอง กำลังพยายามเป็นคนที่ดีขึ้น การที่เราอยู่เคียงข้างเขาและเดินไปด้วยกันก็คือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดที่เราจะให้กันได้ เหมือนในการ์ตูน Steven Universe ที่สอนเราว่า "Love is patient and kind" (ความรักนั้นอดทนและใจดี) แต่มันก็ต้องมีขอบเขตด้วย
ความจริงแล้ว การมีความสัมพันธ์ที่ดีมันไม่ได้เกิดจากการที่เราเจอคนสมบูรณ์แบบ มันเกิดจากการที่เราเจอคนที่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่เราสองคนก็พร้อมที่จะโตไปด้วยกัน พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา พร้อมที่จะสื่อสารกันอย่างเปิดเผย และพร้อมที่จะยอมรับว่าเราทุกคนก็มีทั้งแสงสว่างและเงามืดในตัวเอง
นักจิตวิทยาหลายคนเรียกสภาวะนี้ว่า "mature love" (ความรักที่เป็นผู้ใหญ่) ซึ่งต่างจาก "romantic love" (ความรักโรแมนติก) ที่เราเห็นในหนังหรือนวนิยายรักๆใคร่ๆ ความรักที่เป็นผู้ใหญ่คือการที่เรารู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มาทำให้เราสมบูรณ์แบบหรือมาแก้ปัญหาทุกอย่างให้เราได้ แต่เขาคือคนที่เราเลือกจะเดินทางไปด้วยกัน ผ่านทั้งวันที่ดีและวันที่แย่
เวลาเราพูดถึงเรื่องนี้ ภาษาอังกฤษมีสำนวนดีๆอยู่คำหนึ่งว่า "Love is not finding someone to live with, it's finding someone you can't live without" (ความรักไม่ใช่การหาคนที่จะอยู่ด้วย แต่เป็นการหาคนที่เราอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา) แต่เราว่าในความเป็นจริง มันอาจจะเป็นแบบนี้มากกว่า "Love is finding someone whose darkness you can accept, and whose light inspires you to be better" (ความรักคือการหาคนที่เรายอมรับความมืดมิดของเขาได้ และแสงสว่างของเขาสร้างแรงบันดาลใจให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น)
เพราะฉะนั้น ถ้าวันนี้เรากำลังรักใครสักคนที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ที่มีข้อบกพร่อง ที่มีบาดแผลจากอดีต อย่าเพิ่งรีบผิดหวังไป ลองถามตัวเองดูว่า เขากำลังพยายามเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า เขายอมรับปัญหาของเขาเองหรือเปล่า และที่สำคัญ เราพร้อมที่จะเดินไปด้วยกันหรือเปล่า ถ้าคำตอบคือใช่ แสดงว่าเราอาจจะเจอความรักที่แท้จริง ความรักที่ยั่งยืนกว่าความโรแมนติกชั่วคราวในหนัง
และอย่าลืมว่า ไม่ใช่แค่คนที่เรารักเท่านั้นที่ไม่สมบูรณ์แบบ เราเองก็เหมือนกัน เราก็มีด้านมืด มีข้อบกพร่อง มีสิ่งที่เราต้องพัฒนา การที่เราคาดหวังให้อีกฝ่ายยอมรับเรา เราก็ต้องพร้อมที่จะยอมรับเขาเช่นกัน นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "reciprocity" (ความสมดุลหรือการตอบแทนซึ่งกันและกัน) ในความสัมพันธ์
สุดท้ายแล้ว ความรักที่ยืนยาวไม่ได้มาจากการที่ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ แต่มาจากการที่เรายอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของกันและกัน แล้วเลือกที่จะเดินไปด้วยกันทั้งในวันที่แสงสว่างส่องถนน และในวันที่เราต้องเดินผ่านความมืด เพราะนั่นแหละคือความรักที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การได้แต่ด้านดี แต่เป็นการยอมรับทั้งหมดทั้งมวลของอีกคน แล้วก็บอกว่า "โอเค เราพร้อมแล้ว ไปกันเถอะ"

ความคิดเห็น