เวลาเราขอพร กับ "ดาวตก" ที่บินไม่ถึงฝัน

เวลาเราขอพร กับ "ดาวตก" ที่บินไม่ถึงฝัน
เคยมั้ยทุกคนที่มองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืน แล้วเห็นไฟวับวาบผ่านไปแล่นเร็ว เราก็หลับตารีบขอพรไปแบบเต็มที่ เอาทุกอย่างที่อยากได้ในชีวิตมาบอกกับจักรวาล แต่พอเช้ามาถึง ก็ตระหนักว่าเฮ้ย นั่นมันไฟเครื่องบินชิมิ ไม่ใช่ดาวตกสักหน่อย วะเว้ย
เพลง Airplanes ของ B.o.B ที่ฟีเจอริ่ง Hayley Williams มันก็พูดถึงเรื่องแบบนี้แหละ เป็นการเล่นสำนวนที่ชาญฉลาดมาก ระหว่าง wishful thinking (ความคิดฝันเฟื่องที่ไม่สมจริง) กับความเป็นจริงที่โหดร้าย เนื้อเพลงบอกว่า "Can we pretend that airplanes in the night sky are like shooting stars" หรือแปลง่ายๆ คือ "เราทำเป็นว่าเครื่องบินที่บินผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืนเป็นดาวตกได้มั้ย" นี่มันคือการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เราก็รู้นะว่ามันไม่ใช่ดาวตกจริงๆ แต่เราแค่อยากจะมีความหวังบ้าง อยากจะขอพรบ้าง แม้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ก็ตาม
ตรงนี้น่าสนใจมากเลยว่า ทำไมมนุษย์เราถึงชอบขอพรกับดาวตกกันนักหนา ประเพณีนี้มาจากความเชื่อโบราณที่ว่า ดาวตกเป็นสัญญาณจากเทพเจ้าหรือจักรวาล คนกรีกโบราณเชื่อว่าดาวตกคือวิญญาณที่กำลังขึ้นสู่สวรรค์ และถ้าเราขอพรในช่วงเวลานั้น คำอธิษฐานของเราจะถูกส่งตรงถึงสวรรค์เลย แต่ความจริงทางวิทยาศาสตร์บอกว่า ดาวตกที่เราเห็นคือเศษหินอวกาศหรือดาวเคราะห์น้อยที่เข้ามาในชั้นบรรยากาศโลก แล้วเผาไหม้จนเป็นแสงสว่าง เรียกว่า meteor ไม่ใช่ดาวจริงๆ แต่มันก็ยังสวยงามและน่าตื่นตาตื่นใจอยู่ดี
กลับมาที่เพลงของ B.o.B มันมีความหมายลึกซึ้งกว่าแค่การเล่นคำพอสมควร ศิลปินเขาพยายามบอกว่า ในชีวิตเรามีช่วงเวลาที่เราอยากจะย้อนเวลากลับไป อยากได้โอกาสครั้งที่สอง หรืออยากให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นแม้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ การขอพรกับเครื่องบินแทนที่จะเป็นดาวตกมันคือการยอมรับว่า เราไม่มีอำนาจเหนือธรรมชาติหรือโชคชะตา แต่เราก็ยังมีความหวัง เหมือนกับในนิยายเรื่อง The Alchemist (นักเล่นแร่แปรธาตุ) ของ Paulo Coelho ที่บอกว่า "เมื่อเราต้องการบางสิ่งอย่างแรงกล้า จักรวาลทั้งใบก็จะสมคบคิดช่วยให้เราได้มัน" แต่บางทีจักรวาลก็อาจจะส่งเครื่องบินมาแทนดาวตก และเราก็ต้องเลือกว่าจะรับมันหรือเปล่า
จริงๆ แล้วมันมีสติปัญญาอยู่ในการยอมรับความเป็นจริงแบบนี้นะ เป็น reality check (การตรวจสอบความเป็นจริง) ที่ดีมาก แทนที่เราจะหลงฝันไปกับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เราก็ควรจะรู้ว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความฝัน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเลิกฝันหรือเลิกมีความหวัง มันเหมือนกับคำพูดของ Dumbledore ใน Harry Potter ที่บอกว่า "It does not do to dwell on dreams and forget to live" (การหมกมุ่นกับความฝันจนลืมใช้ชีวิตมันไม่ดีหรอก) เราต้องหาจุดสมดุลระหว่างการฝันกับการลงมือทำจริง
ที่น่าสนใจคือ เครื่องบินกับดาวตกมันต่างกันยังไงกันแน่ ดาวตกมันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เราไม่สามารถควบคุมได้ มันหายากและเกิดขึ้นแค่ชั่วครู่ แต่เครื่องบินมันถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ มันบินได้เพราะความรู้ทางวิศวกรรม มันมีเส้นทางที่แน่นอน มีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจน บางทีอาจจะนี่แหละคือสิ่งที่เพลงพยายามจะบอก ว่าแทนที่เราจะรอคอยโอกาสหายากๆ ที่มาเองแบบดาวตก เราควรจะสร้างโอกาสของเราเองแบบเครื่องบิน เราควรจะเป็นนักบิน (pilot) ของชีวิตตัวเอง ไม่ใช่แค่นั่งขอพรแล้วรอให้มหัศจรรย์เกิดขึ้น
ในทางจิตวิทยามีคำว่า locus of control (ศูนย์กลางการควบคุม) ที่อธิบายว่าเรามองชีวิตตัวเองว่าควบคุมได้หรือเปล่า คนที่มี internal locus of control (การควบคุมจากภายใน) จะเชื่อว่าตัวเองมีอำนาจในการกำหนดอนาคต แต่คนที่มี external locus of control (การควบคุมจากภายนอก) จะคิดว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับโชคชะตาหรือปัจจัยภายนอก การขอพรกับดาวตกมันเป็น external แต่การสร้างความสำเร็จด้วยมือตัวเองมันเป็น internal ทั้งสองอย่างมันจำเป็นในชีวิต เพราะบางอย่างเราควบคุมได้ แต่บางอย่างเราต้องปล่อยวาง
อีกมุมหนึ่งที่น่าคิดคือ การที่เรารู้ว่ามันเป็นเครื่องบินแต่ก็ยังอยากจะขอพรอยู่ดี มันแสดงให้เห็นถึงความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่อยากจะเชื่อในบางสิ่งบางอย่างที่ใหญ่กว่าตัวเรา แม้ว่าเราจะรู้สึกว่ามันไม่มีเหตุผลก็ตาม นี่คือ suspension of disbelief (การพักความไม่เชื่อไว้ชั่วคราว) เหมือนกับตอนที่เราดูหนังหรืออ่านนิยาย เรารู้ว่ามันไม่จริง แต่เราก็ยอมให้ตัวเองเชื่อเพื่อที่จะได้สนุกกับมัน บางทีชีวิตก็ต้องการความเชื่อแบบนี้บ้าง แม้ว่ามันจะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับก็ตาม
สิ่งที่เราสามารถเรียนรู้จากเพลงนี้และประสบการณ์การขอพรกับสิ่งที่ไม่ใช่ดาวตกก็คือ ความหวังมันเป็นสิ่งที่สำคัญ แม้ว่ามันจะดูไร้สาระในบางครั้งก็ตาม การมีความหวังทำให้เรามีแรงใจที่จะเดินหน้าต่อไป แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่ควรจะพึ่งพาแต่ความหวังเพียงอย่างเดียว เราต้องลงมือทำ ต้องวางแผน ต้องมี action plan (แผนปฏิบัติการ) ที่ชัดเจน เหมือนกับสำนวนที่ว่า "Pray like everything depends on God, but work like everything depends on you" (อธิษฐานเหมือนทุกอย่างขึ้นอยู่กับพระเจ้า แต่ทำงานเหมือนทุกอย่างขึ้นอยู่กับเรา)
แล้วทุกคนเคยขอพรกับดาวตกหรือเปล่า หรือว่าก็เหมือนเรา ที่ตื่นเต้นไปแล้วก็รู้ทีหลังว่านั่นมันแค่เครื่องบิน จริงๆ แล้วมันไม่สำคัญหรอกว่าเราขอพรกับอะไร สำคัญที่ว่าเราจะทำอะไรหลังจากนั้น เราจะลุกขึ้นมาทำให้ความปรารถนาเป็นจริงหรือเปล่า หรือว่าเราจะแค่นั่งรอต่อไปว่าดาวตกดวงจริงจะตกมาสักที
ชีวิตมันสั้นเกินกว่าจะรอแต่ดาวตก บางทีเราอาจจะต้องบินเป็นเครื่องบินเองก็ได้ สร้างแสงสว่างของตัวเองขึ้นมาบนท้องฟ้า แทนที่จะรอให้มันตกลงมาหาเรา นั่นคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย ไม่ใช่การรอคอย แต่คือการกล้าที่จะบิน
- ความหวังเป็นสิ่งสำคัญ แต่การลงมือทำสำคัญกว่า
- เราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างในชีวิตได้ แต่เราสามารถควบคุมปฏิกิริยาของเราต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้
- การยอมรับความเป็นจริงไม่ได้หมายความว่าต้องเลิกฝัน แต่หมายถึงการหาวิธีที่จะทำให้ฝันเป็นจริงอย่างมีสติ
- บางทีสิ่งที่เราต้องการไม่ได้อยู่บนท้องฟ้า แต่อยู่ในตัวเราเอง เราแค่ต้องหาให้เจอ
เลิกรอดาวตกแล้ว ลองบินเป็นเครื่องบินของตัวเองดูสิ ใครรู้ บางทีเราอาจจะกลายเป็นแสงสว่างที่คนอื่นขอพรด้วยก็ได้

ความคิดเห็น