เมื่อความรักกลายเป็นธุรกรรม และทุกคนลืมว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็อยากได้อะไรบางอย่างเหมือนกัน
เมื่อความรักกลายเป็นธุรกรรม และทุกคนลืมว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็อยากได้อะไรบางอย่างเหมือนกัน
เราเจอโพสต์นึงในเธรด คนเขียนบอกว่าได้ยินหลายคนพูดว่า "ถ้าคบหรือแต่งงานกับผู้ชายแล้วชีวิตไม่สบายขึ้น ยังต้องทำงานเลี้ยงตัวเองเหมือนเดิม ก็ไม่รู้จะแต่งไปทำไม อยู่เป็นโสดดีกว่า" แล้วก็มีคำถามตามมาว่า มีผู้ชายคนไหนแต่งงานเพราะอยากลำบากกว่าเดิม อยากแบกรับภาระมากขึ้น เพียงเพื่อให้อีกคนใช้ชีวิตในฝันโดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยหรือเปล่า
นั่งอ่านจบ เราต้องหยุดคิด 3 วินาที
ไม่ใช่เพราะโพสต์นั้นผิด แต่เพราะมันถูกจนน่ากลัว แล้วก็เศร้าพอๆ กับว่ามันถูก
เรื่องนี้มันไม่ได้เริ่มแค่วันนี้ มันเริ่มมาตั้งแต่สมัยที่เรายังเชื่อว่าความรักคือการแลกเปลี่ยน เรายังคิดว่าความสัมพันธ์คือสัญญาซื้อขาย และเรายังมองไม่เห็นว่า ตัวเราเองก็กำลังวัดมูลค่าคนอื่นด้วยสเกลเดียวกับที่เราไม่อยากถูกวัด
เมื่อความรักถูกแปลงเป็นสมการเศรษฐศาสตร์
คำถามที่ว่า "แต่งไปทำไมถ้าชีวิตไม่ได้สบายขึ้น" มันฟังดูเหมือนคำถามที่มีเหตุผล แต่ถ้าเราถอยออกมาดูให้ดี มันคือคำถามที่วัดความสัมพันธ์ด้วย ROI เหมือนกับเราไปลงทุนในหุ้นตัวนึง แล้วคำนวณว่าได้กำไรเท่าไหร่ ถ้าไม่คุ้ม ก็ไม่ต้องซื้อ
ปัญหาคือ เวลาเราคิดแบบนี้ เรากำลังลืมไปว่าอีกฝ่ายก็คิดแบบเดียวกัน
ในพุทธศาสนา มีหลักธรรมข้อนึงที่พูดถึงการรับรู้ที่บิดเบือน เรียกว่า "วิปัลลาส" แปลตรงๆ ว่า "ความคิดที่กลับกลาย" มันมี 4 แบบ แต่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรงคือ "สัญญาวิปัลลาส" คือความคิดที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริง เราคิดว่าสิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นเที่ยง คิดว่าสิ่งที่ทุกข์เป็นสุข คิดว่าสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนเป็นตัวตน และคิดว่าสิ่งที่ไม่งามเป็นงาม
เวลาเรามองความรักเป็น "ธุรกรรม" เรากำลังคิดว่าความสุขที่ได้จากการ "ได้รับ" เป็นความสุขที่เที่ยง แต่ความจริงคือ มันไม่เที่ยง เพราะความสุขที่แท้จริงในความสัมพันธ์ไม่ได้มาจากการ "ได้" แต่มาจากการ "ให้" แล้วรู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของอะไรบางอย่างที่ใหญ่กว่าตัวเอง
แต่ในโลกที่ทุกอย่างต้องวัดได้ ชั่งได้ แปลงเป็นตัวเลขได้ เรากำลังสอนตัวเองให้มองความรักเป็นสินค้า และมองคู่ครองเป็นซัพพลายเออร์
การทดลองที่บอกว่า เราไม่ได้อยากได้ "ของฟรี" เราอยากรู้สึกว่าเราสำคัญ
มีการทดลองหนึ่งในปี 1971 ที่มหาวิทยาลัย Stanford ประเทศ
สหรัฐอเมริกา โดยนักจิตวิทยาชื่อ Philip Zimbardo เรียกว่า "Stanford Prison Experiment" แม้การทดลองนี้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องจริยธรรมและความน่าเชื่อถือในภายหลัง แต่ข้อค้นพบหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่องของ "บทบาท" กับ "พฤติกรรม"
ในการทดลอง Zimbardo คัดเลือกนักศึกษาชาย 24 คนที่ผ่านการคัดกรองทางจิตวิทยาว่ามีสุขภาพจิตดีและเสถียร แล้วแบ่งเป็นสองกลุ่มแบบสุ่ม กลุ่มหนึ่งเป็น "ผู้คุม" อีกกลุ่มเป็น "นักโทษ" จำลองสถานการณ์เรือนจำขึ้นมาที่ชั้นใต้ดินของอาคารจิตวิทยา ผู้คุมได้รับเครื่องแบบ กระบอง และแว่นตากันแดด นักโทษถูกใส่ชุดคล้ายเสื้อคลุม มีหมายเลขแทนชื่อ และมีโซ่ล่ามที่ข้อเท้า
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ภายในไม่กี่วัน ผู้คุมเริ่มใช้อำนาจมากเกินไป ทำโทษนักโทษด้วยวิธีที่โหดร้าย บังคับให้ทำกิจกรรมที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ส่วนนักโทษเริ่มแสดงอาการซึมเศร้า วิตกกังวล และยอมจำนน บางคนเริ่มมีอาการทางจิตจนต้องถูกปล่อยตัวออกจากการทดลองก่อนกำหนด การทดลองที่ตั้งใจจะทำ 2 สัปดาห์ ต้องยุติลงหลังเพียง 6 วัน เพราะสถานการณ์เริ่มอันตรายเกินไป
ข้อสรุปที่ Zimbardo ดึงออกมาคือ เมื่อคนถูกกำหนดให้อยู่ใน "บทบาท" ที่มีอำนาจไม่เท่ากัน พฤติกรรมของเขาจะเปลี่ยนไปตามบทบาทนั้น แม้ว่าเขาจะเป็นคนดีมาก่อนก็ตาม คนที่มีอำนาจมากกว่าจะใช้อำนาจนั้นเพื่อควบคุม ส่วนคนที่ไม่มีอำนาจจะค่อยๆ สูญเสียตัวตน สูญเสียศักดิ์ศรี และยอมจำนนต่อระบบ
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับความรักและการแต่งงาน
เวลาเราตั้งความคาดหวังว่า "ฉันต้องได้ชีวิตที่สบายขึ้น" โดยไม่ได้คิดว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกยังไง เรากำลังสร้างความสัมพันธ์ที่ฝ่ายหนึ่งมี "บทบาท" เป็นผู้ให้ และอีกฝ่ายมี "บทบาท" เป็นผู้รับ และเหมือนในการทดลองของ Zimbardo บทบาทที่ไม่เท่ากันนี้จะค่อยๆ กัดกินความสัมพันธ์จนเหลือแต่ความเหนื่อยล้า ความขุ่นเคือง และความรู้สึกว่า "ทำไมต้องเป็นฉันคนเดียวที่แบก"
ไม่มีใครอยากเป็นผู้คุมที่ต้องควบคุมทุกอย่าง และไม่มีใครอยากเป็นนักโทษที่ต้องพึ่งพาทุกอย่าง
ฉากหนึ่งจากหนังที่ทำให้เราเห็นภาพ
มีหนังเรื่องหนึ่งชื่อ "Marriage Story" กำกับโดย Noah Baumbach ออกฉายปี 2019 จากสหรัฐอเมริกา เล่าเรื่องของ Charlie กับ Nicole คู่สามีภรรยาที่กำลังหย่าร้าง
มีฉากหนึ่งที่เราจำได้ คือฉากที่ทั้งคู่ทะเลาะกันในอพาร์ตเมนต์ของ Charlie ฉากนี้ยาวประมาณ 10 นาที ถ่ายแบบ long take ไม่ตัดต่อ กล้องติดตามตัวละครทั้งสองคนขณะที่พวกเขาเดินไปมาในห้อง พูดคุยกัน แล้วค่อยๆ เริ่มทะเลาะ
ตอนแรก Nicole พูดถึงความรู้สึกที่เธอถูกมองข้าม ว่าเธอเสียสละอาชีพการงานของเธอเพื่อตามสามีมา New York แต่ Charlie ไม่เคยเห็นว่านั่นคือการเสียสละ เขาคิดว่านั่นคือ "การตัดสินใจร่วมกัน" ของครอบครัว เสียงของ Nicole เริ่มสั่น เธอพูดว่า "You didn't notice me" แล้ว Charlie ตอบว่า "I did notice you"
แล้วบทสนทนาก็เริ่มร้อนแรงขึ้น จนทั้งคู่เริ่มตะโกนใส่กัน มีประโยคหนึ่งที่ Charlie พูดออกมาเพราะความโกรธจัด เขาตะโกนว่า "Every day I wake up and I hope you're dead" เสียงของเขาแตก น้ำตาไหล แล้วหลังจากนั้นไม่กี่วินาที เขาทรุดลงพื้น กอดเข่าตัวเอง ร้องไห้
การจัดแสงในฉากนี้เป็นแบบธรรมชาติ แสงจากหน้าต่างส่องเข้ามา ทำให้เห็นใบหน้าของตัวละครทั้งสองคนอย่างชัดเจน ทุกรอยยิ้มเศร้า ทุกน้ำตาที่ไหล และทุกความเงียบที่เกิดขึ้นหลังจากคำพูดที่ไม่ควรพูดออกไป ฉากนี้ไม่มีดนตรีประกอบ มีแต่เสียงของตัวละคร เสียงหายใจ เสียงร้องไห้ และความเงียบที่หนักหน่วง
ฉากนี้สะท้อนสิ่งที่ Zimbardo พูดถึงในการทดลอง เมื่อ Nicole รู้สึกว่าเธอถูกมองเป็น "บทบาท" ของภรรยาที่ต้องเสียสละทุกอย่างเพื่อสามี โดยที่ไม่มีใครเห็นว่าเธอก็มีความฝัน มีเป้าหมาย มีสิ่งที่เธออยากทำ เธอเริ่มรู้สึกเหมือนนักโทษที่ถูกจำกัดอยู่ในกรอบที่คนอื่นสร้างขึ้นให้ ส่วน Charlie ก็รู้สึกว่าเขาถูกมองเป็นผู้คุมที่ต้องรับผิดชอบทุกอย่าง ต้องทำงานหนัก ต้องดูแลครอบครัว และไม่มีสิทธิ์จะบ่น เพราะนั่นคือ "บทบาท" ของเขา
แล้วความสัมพันธ์ก็กลายเป็นเรือนจำ ที่ทั้งสองคนต่างก็เป็นทั้งผู้คุมและนักโทษไปพร้อมกัน
เมื่อสังคมสอนให้เราเชื่อว่า ความรักคือการแลกเปลี่ยน
ประเด็นนี้ลึกกว่าที่เราคิด เพราะมันไม่ได้เกิดจากความคิดของบุคคลคนใดคนหนึ่ง แต่มันเป็นความเชื่อที่ฝังลึกอยู่ในระบบความคิดของสังคม
ในปรัชญาตะวันตก มีแนวคิดหนึ่งจากนักปรัชญาชื่อ Karl Marx ที่พูดถึง "Commodity Fetishism" หรือการที่เรามองทุกอย่างเป็น "สินค้า" รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างคน Marx บอกว่าในระบบทุนนิยม มนุษย์เริ่มมองความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นความสัมพันธ์ระหว่างสินค้า ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน
เวลาเราถามว่า "แต่งไปทำไมถ้าชีวิตไม่ได้สบายขึ้น" เรากำลังมองคู่ครองเป็นสินค้า และวัดมูลค่าของเขาด้วยสิ่งที่เขา "ให้" เราได้ แทนที่จะมองว่า เขาคือมนุษย์คนหนึ่งที่มีความรู้สึก มีความต้องการ และมีความฝันเหมือนเรา
แล้วถ้าเราวัดเขาแบบนี้ เราจะไม่แปลกใจหรอกถ้าเขาจะวัดเราแบบเดียวกัน
ในทางจิตวิทยา มีแนวคิดหนึ่งจากนักจิตวิทยาชื่อ Abraham Maslow ที่พูดถึง "Hierarchy of Needs" หรือลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ เขาบอกว่ามนุษย์มีความต้องการ 5 ระดับ เริ่มจากความต้องการทางกายภาพ ความปลอดภัย ความรักและการเป็นที่ยอมรับ การยกย่องและเห็นคุณค่าในตัวเอง และการบรรลุศักยภาพสูงสุด
ประเด็นคือ เวลาเรามองความสัมพันธ์เป็นธุรกรรม เรากำลังติดอยู่แค่ระดับที่ 1 และ 2 คือความต้องการทางกายภาพและความปลอดภัย เราอยากได้บ้านที่อยู่ เงินเดือนที่มั่นคง ชีวิตที่สบาย แต่เราลืมไปว่า ความรักที่แท้จริงมันอยู่ที่ระดับ 3 4 และ 5 คือความรู้สึกว่าเราเป็นที่รัก เป็นที่เห็นคุณค่า และเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่
เวลาผู้ชายบอกว่า "ผมไม่อยากเป็นคนเดียวที่ต้องแบกทุกอย่าง" เขาไม่ได้อยากบ่นว่าเหนื่อย เขาอยากบอกว่า เขาอยากรู้สึกว่าเขาไม่ใช่แค่ "ซัพพลายเออร์" หรือ "เครื่องจักร" ที่ต้องทำงานไม่หยุด เขาอยากรู้สึกว่าเขามีคนเข้าใจ มีคนเห็นความพยายามของเขา และมีคนที่พร้อมจะเดินไปด้วยกัน ไม่ใช่แค่นั่งรอที่ปลายทาง
ทำไมเราถึงคิดแบบนี้
ในสังคมไทย มีความเชื่อหนึ่งที่ถูกส่งผ่านมาเป็นรุ่นๆ ว่า "ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วต้องได้อะไรมากกว่าเดิม" เพราะเราถูกสอนมาว่า การแต่งงานคือการ "เสียเปรียบ" ของผู้หญิง ผู้หญิงต้องมีลูก ต้องเลี้ยงลูก ต้องทำงานบ้าน ต้องดูแลสามี ถ้าไม่ได้อะไรมากกว่านี้ ก็เหมือนกับว่าเราโดนเอาเปรียบ
แต่ความเชื่อนี้มันสร้างผลข้างเคียงที่เราไม่ได้คาดคิด มันทำให้เราเริ่มมองความรักเป็น "การชดเชย" แทนที่จะเป็น "การแบ่งปัน"
เราคิดว่าเรา "สูญเสีย" เวลา สูญเสียแรงกาย สูญเสียอิสรภาพ ดังนั้นเราต้อง "ได้" อะไรบางอย่างกลับมา แต่เราลืมไปว่า อีกฝ่ายก็สูญเสียเหมือนกัน เขาก็ต้องสูญเสียเวลา สูญเสียแรงกาย สูญเสียอิสรภาพ แล้วเขาก็อยาก "ได้" อะไรบางอย่างกลับมาเหมือนกัน
และถ้าทั้งสองฝ่ายต่างก็คิดว่าตัวเองเสียเปรียบ คิดว่าตัวเองให้มากกว่า คิดว่าตัวเองสมควรได้มากกว่า ความสัมพันธ์นั้นจะกลายเป็นสนามรบที่ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันเพื่อพิสูจน์ว่าใครเหนื่อยกว่ากัน แทนที่จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ทั้งสองคนสามารถพักผ่อนและเติมพลังให้กันได้
ข้อมูลจากการสำรวจที่น่าสนใจ
มีการสำรวจหนึ่งที่ทำโดยสถาบัน Pew Research Center ในสหรัฐอเมริกา ปี 2019 พบว่า คนรุ่นใหม่ (Gen Z และ Millennials) มีแนวโน้มที่จะอยู่โสดมากขึ้น โดยเหตุผลหลักไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่อยากมีความสัมพันธ์ แต่เพราะพวกเขากลัวว่าความสัมพันธ์จะ "จำกัด" ชีวิตของพวกเขา
การสำรวจพบว่า 38% ของคนโสดอายุ 18-29 ปี บอกว่าพวกเขาไม่อยากมีความสัมพันธ์เพราะ "อยากมีเวลาให้กับตัวเอง" และ 32% บอกว่าพวกเขา "ชอบความเป็นโสด"
แต่เมื่อถามลึกลงไป คำว่า "ชอบความเป็นโสด" ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่อยากมีความรัก แต่มันหมายความว่า พวกเขาไม่อยากมีความสัมพันธ์แบบที่พวกเขาเห็นรอบตัว คือความสัมพันธ์ที่ฝ่ายหนึ่งต้องเสียสละมากเกินไป และอีกฝ่ายต้องแบกรับภาระมากเกินไป
พวกเขาไม่กลัวความรัก พวกเขากลัว "บทบาท" ที่สังคมคาดหวังว่าพวกเขาต้องแสดง
ย้อนกลับไปที่หลักธรรมอีกครั้ง
นอกจาก "สัญญาวิปัลลาส" ที่เราพูดถึงไปแล้ว ยังมีหลักธรรมอีกข้อหนึ่งที่น่าสนใจคือ "อิทัปปัจจยตา" แปลว่า "ความเป็นไปตามเหตุปัจจัย" หรือพูดง่ายๆ ว่า "สิ่งนี้มีเพราะสิ่งนั้น"
พระพุทธเจ้าสอนว่า ทุกสิ่งในโลกเกิดขึ้นเพราะมีปัจจัย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยลำพัง และไม่มีอะไรคงอยู่ตลอดไป ถ้าเราเข้าใจหลักนี้ เราจะเห็นว่าความสัมพันธ์ก็เหมือนกัน มันเกิดขึ้นเพราะทั้งสองฝ่ายให้ปัจจัยซึ่งกันและกัน และมันจะคงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายยังคงให้ปัจจัยนั้น
ปัญหาคือ เวลาเรามองความสัมพันธ์เป็นธุรกรรม เราคิดว่าเราให้ปัจจัยไปแล้ว แล้วเราต้อง "ได้" ผลตอบแทนกลับมาทันที แต่ความจริงคือ ปัจจัยที่เราให้ไปมันไม่ได้กลับมาหาเราในรูปแบบเดียวกัน มันอาจจะกลับมาในรูปแบบของความรู้สึกปลอดภัย ความรู้สึกว่ามีคนเข้าใจ หรือความรู้สึกว่าเรามีค่า
แต่ถ้าเราวัดผลตอบแทนด้วย "ชีวิตที่สบายขึ้น" หรือ "เงินที่มากขึ้น" เราจะมองไม่เห็นสิ่งที่เราได้รับจริงๆ
เรื่องจริงที่เราได้ยินมา
เรามีเพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เธอเคยคบกับผู้ชายคนหนึ่งมา 5 ปี ตอนแรกๆ ทุกอย่างดูดี แต่พอเวลาผ่านไป เธอเริ่มรู้สึกว่า "ทำไมชีวิตเรายังไม่ดีขึ้นเลย" เธอยังต้องทำงาน ยังต้องจ่ายค่าใช้จ่าย ยังต้องดูแลตัวเอง เหมือนกับว่าเธอมีแฟนหรือไม่มีก็เหมือนกัน
แล้ววันหนึ่ง แฟนเธอบอกว่า "ฉันเหนื่อยมากนะ ฉันทำงานหนักทุกวัน ฉันก็อยากมีคนที่เข้าใจฉัน ไม่ใช่มาบ่นว่าฉันให้ไม่พอ"
เธอหยุดคิด เธอเริ่มเห็นว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอวัดความสัมพันธ์ด้วยสิ่งที่เธอ "ไม่ได้รับ" แต่เธอไม่เคยหยุดมองว่า เขาให้อะไรเธอบ้าง เขาฟังเธอบ่น เขาอยู่ข้างๆ เธอตอนที่เธอเจ็บป่วย เขาช่วยเธอตอนที่เธอมีปัญหา แต่เธอมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ เพราะมันไม่ใช่ "เงิน" หรือ "ชีวิตที่สบายขึ้น" ที่เธอคาดหวัง
แล้วเธอก็เริ่มเข้าใจว่า ความสัมพันธ์มันไม่ใช่การแลกเปลี่ยนสินค้า มันคือการแบ่งปันชีวิต แบ่งปันความเหนื่อยล้า แบ่งปันความกลัว และแบ่งปันความหวัง
สรุปทางแก้ไขปัญหานี้
ถ้าเรายังคิดว่าความสัมพันธ์คือธุรกรรม เราก็จะติดอยู่ในวงจรที่เราวัดมูลค่าซึ่งกันและกัน แล้วรู้สึกผิดหวังเมื่อไม่ได้ตามที่คาดหวัง
ทางออกไม่ใช่การหาคู่ครองที่ "ให้" มากกว่า หรือการเป็นคนที่ "เอาเปรียบ" ได้มากกว่า ทางออกคือการเลิกวัด
แทนที่จะถามว่า "ฉันได้อะไรจากความสัมพันธ์นี้" ลองถามว่า "เราสร้างอะไรร่วมกันได้บ้างในความสัมพันธ์นี้"
แทนที่จะคิดว่า "เขาต้องทำให้ชีวิตฉันสบายขึ้น" ลองคิดว่า "เราจะช่วยกันให้ชีวิตของทั้งสองคนสมดุลขึ้นได้ยังไง"
แทนที่จะรอให้อีกฝ่าย "พิสูจน์" ว่าเขาคู่ควร ลองมองว่า เราจะสร้างความไว้วางใจร่วมกันได้อย่างไร
ในแง่ของการปฏิบัติจริง มันหมายความว่า ทั้งสองฝ่ายต้องคุยกันตรงๆ เรื่องความคาดหวัง ไม่ใช่แค่ความคาดหวังเรื่องเงินหรือการดูแล แต่รวมถึงความคาดหวังเรื่องอารมณ์ความรู้สึก เรื่องเวลา เรื่องพื้นที่ส่วนตัว
มันหมายความว่า ต้องยอมรับว่า ทั้งสองคนต่างก็มีข้อจำกัด มีความเหนื่อยล้า มีความกลัว และมีเวลาที่ไม่สามารถให้ได้เต็มที่ แทนที่จะตำหนิว่า "ทำไมเธอไม่ทำแบบนี้" ลองถามว่า "เธอต้องการอะไรตอนนี้"
มันหมายความว่า ต้องหยุดเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่น หยุดดูโพสต์ในโซเชียลว่า "คนอื่นเขาได้แบบนี้ ทำไมเราไม่ได้" เพราะทุกคู่มีบริบทที่ต่างกัน มีความต้องการที่ต่างกัน และมีความสุขที่ต่างกัน
และสำคัญที่สุด มันหมายความว่า ต้องเข้าใจว่าความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้วัดจาก "สิ่งที่เราได้รับ" แต่วัดจาก "สิ่งที่เราสร้างร่วมกัน"
ประเด็น Controversy ที่ควรคิด
ทีนี้มาถึงส่วนที่คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ชอบ
คำถามที่ว่า "แต่งไปทำไมถ้าชีวิตไม่ได้สบายขึ้น" มันไม่ได้ผิด มันเป็นคำถามที่สมเหตุสมผล เพราะเราทุกคนอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น
แต่ประเด็นคือ คำว่า "สบายขึ้น" มันหมายความว่าอย่างไร
ถ้า "สบายขึ้น" หมายถึงมีเงินมากขึ้น มีบ้านใหญ่ขึ้น มีรถดีขึ้น แล้วเราคิดว่าความสัมพันธ์ที่ดีคือความสัมพันธ์ที่ทำให้เราได้สิ่งเหล่านี้ เราอาจจะต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ก่อนว่า เราอยากได้ "คู่ครอง" หรืออยากได้ "สปอนเซอร์"
แต่ถ้า "สบายขึ้น" หมายถึงรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น รู้สึกว่ามีคนเข้าใจมากขึ้น รู้สึกว่าเราไม่ต้องเผชิญทุกอย่างคนเดียว แล้วนั่นคือความสัมพันธ์ที่คุ้มค่า
ความขัดแย้งที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ว่า "ผู้หญิงควรคาดหวังอะไรจากผู้ชาย" หรือ "ผู้ชายควรให้อะไรผู้หญิง" ความขัดแย้งที่แท้จริงอยู่ที่ว่า เราจะหยุดมองความรักเป็นธุรกรรมได้ยังไง ในโลกที่ทุกอย่างถูกสอนให้วัดด้วยตัวเลข
คำตอบคือ เราต้องกล้าที่จะวัดความสัมพันธ์ด้วยสิ่งที่วัดไม่ได้ คือความรู้สึก ความไว้วางใจ และความเข้าใจ
แล้วถ้าเรายังไม่พร้อมที่จะทำแบบนั้น ก็ไม่เป็นไร อยู่โสดก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่อย่าลืมว่า การอยู่โสดเพราะเราต้องการพื้นที่กับตัวเอง กับการอยู่โสดเพราะเรากลัวว่าจะไม่ได้สิ่งที่เราต้องการ มันคนละเรื่อง
อันแรกคือการเลือก อันหลังคือการหนี
และถ้าเราหนีไปเรื่อยๆ โดยไม่เคยหยุดมองว่าทำไมเราถึงหนี สักวันหนึ่งเราอาจจะหันกลับมามองตัวเอง แล้วพบว่า สิ่งที่เราหนีตลอดมา ไม่ใช่ความสัมพันธ์ แต่คือความกลัวที่ว่า เราอาจจะไม่คู่ควรกับความรักที่ไม่มีเงื่อนไข

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น