ไอ้เกมกระดานที่ชื่อว่าอิหร่าน และทุกคนกำลังถือลูกเต๋าคนละลูก
ไอ้เกมกระดานที่ชื่อว่าอิหร่าน และทุกคนกำลังถือลูกเต๋าคนละลูก
เรามานั่งคิดเล่นๆ นะ สมมติทุกคนอยู่ในบ้านที่กำลังไฟไหม้ แล้วมีคนยืนอยู่นอกรั้วตะโกนบอกว่า "วิ่งออกมาสิ เดี๋ยวช่วยให้" ขณะเดียวกันยามที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้านกระซิบบอกว่า "ถ้ามึงขยับ กูยิง" ทุกคนจะทำยังไง
นี่แหละคือสถานการณ์จริงของชาวอิหร่านตอนนี้
เรื่องมันคือสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลและอิหร่านที่ปะทุขึ้นมา ทรัมป์บอกชาวอิหร่านว่า "หยิบรัฐบาลของตัวเองคืนไปเลย นี่อาจเป็นโอกาสเดียวในรุ่น" เนทันยาฮูก็เสริมทำนองเดียวกัน เหมือนสองผู้กำกับนั่งอยู่นอกกองถ่ายตะโกนบอกนักแสดงให้อิมโปรฟ (improvise คือแสดงสดโดยไม่มีบทกำหนด) เองเลย แล้วก็เดินออกจากฉากไป
แต่ในขณะเดียวกัน ผู้บัญชาการตำรวจอิหร่านออกมาพูดตรงๆ เลยว่า "ทุกนิ้วอยู่บนไกปืนพร้อมแล้ว" และโทรทัศน์รัฐบาลก็ประกาศชัดเจนว่า ใครที่ออกมาประท้วงตามคำเรียกร้องของ "ศัตรู" จะโดนยึดทรัพย์สิน และครอบครัวจะโดนลากเข้ามาด้วย ทั้งคนในและคนนอกประเทศ
ตรงนี้เราต้องหยุดก่อนนะ เพราะมันสำคัญมาก
สิ่งที่เกิดขึ้นในอิหร่านช่วงปลายปีที่แล้วจนถึงต้นปีนี้ ชาวอิหร่านกว่า 7,000 คนถูกสังหารระหว่างการประท้วง นี่ไม่ใช่ตัวเลขจากหนังแอ็คชัน นี่คือตัวเลขจากองค์กรสิทธิมนุษยชน ลองเทียบกันให้เห็นภาพ ก็เหมือนคนทั้งอำเภอหนึ่งหายไปเพราะออกมาเดินบนถนน
เรซา ปาห์ลาวี ลูกชายของชาห์องค์สุดท้ายของอิหร่านที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ออกมาพูดว่า "รอสัญญาณสุดท้ายจากผม แล้วออกมา" ฟังดูห้าวมากเลยนะ แต่เรานั่งคิดดูว่า ตัวเองอยู่นอกประเทศ ปลอดภัยดี แล้วบอกคนที่อยู่ในนั้นให้เสี่ยงชีวิต มันเหมือนฉากในหนัง Braveheart ที่ผู้นำตะโกนให้ทหารวิ่งเข้าหาดาบ แต่ตัวเองยืนอยู่หลังเนิน
ในทางรัฐศาสตร์ มีคำว่า Collective Action Problem (ปัญหาการลงมือร่วมกัน) อธิบายง่ายๆ คือ ทุกคนอยากเปลี่ยนแปลง แต่ไม่มีใครอยากเป็นคนแรกที่ออกมา เพราะคนแรกโดนยิงแน่ๆ ถ้าคนอื่นไม่ตามมาด้วย มันเลยกลายเป็นว่าทุกคนนั่งรอให้คนอื่นเริ่มก่อน แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ อิสราเอลส่งโดรนเข้ามาโจมตีด่านตรวจในกรุงเตหะรานหลายจุด โดยมีรายงานว่ามีเป้าหมายเพื่อลดการปรากฏตัวของกองกำลังรักษาความปลอดภัยในเมือง เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ประท้วงออกมาได้ง่ายขึ้น นี่มันไม่ใช่แค่สงคราม มันคือ การออกแบบสภาพแวดล้อมทางสังคม (Social Engineering ในแบบทางทหาร) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลุกฮือจากภายใน
เราอ่านตรงนี้แล้วนึกถึง Art of War ของซุนวู ที่บอกว่า "ชัยชนะสูงสุดคือการชนะโดยไม่ต้องรบ" การทำให้ศัตรูพังจากข้างในนั้นถูกกว่า ประหยัดกว่า และเด็ดขาดกว่าการส่งทหารบุกเข้าไปทุกวิถีทาง
ในอีกมุมหนึ่ง ช่องแคบฮอร์มุซที่อิหร่านคุมอยู่นั้นเป็นจุดผ่านของน้ำมันราว 20% ของโลก ถ้าอิหร่านปิดช่องแคบนี้ ราคาน้ำมันโลกจะพุ่งขึ้นทันที ซึ่งกดดันทั้งยุโรป เอเชีย รวมถึงไทยเราด้วย นี่คือเหตุผลที่ทั้งโลกจ้องมองอยู่ ไม่ใช่แค่เพราะเป็นสงคราม แต่เพราะกระเป๋าสตางค์ทุกคนบนโลกอาจเบาลงด้วย
สรุปสั้นๆ ก่อนจากกัน
สงคราม US-อิสราเอล vs อิหร่านปะทุขึ้น และมีการโจมตีทางทหารอย่างต่อเนื่อง
ชาวอิหร่านถูกกดดันจากสองทาง ทั้งคำเชิญชวนจากนอกและภัยคุกคามจากในประเทศ
การปิดอินเทอร์เน็ตและการตั้งด่านในเมืองทำให้การสื่อสารและการเคลื่อนไหวยากขึ้น
ผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ทุกประเทศจับตา
คำศัพท์ที่อยากฝากไว้ Caught between a rock and a hard place คือ "อยู่ระหว่างหินกับพื้นแข็ง" หมายถึงสถานการณ์ที่ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ลำบากทั้งนั้น นี่แหละคือชีวิตชาวอิหร่านตอนนี้
และบทเรียนที่เราคิดว่าทุกคนน่าจะเอาไปใช้ได้ในชีวิตจริง คือ จงระวังคนที่ตะโกนให้เราเสี่ยงโดยตัวเองไม่ต้องเสี่ยงอะไรเลย เพราะความกล้าที่แท้จริงนั้น ผู้นำต้องยืนอยู่หน้าสุด ไม่ใช่อยู่หลังสุดแล้วโบกมือเชียร์

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น