เห็นข่าวจากอังกฤษว่ารัฐบาลกำลังเปิดให้ปรึกษาหารือเรื่องห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเล่นโซเชียลมีเดีย
กูกำลังนั่งดู timeline เฟซบุ๊กเช้าวันอังคาร แล้วเห็นข่าวจากอังกฤษว่ารัฐบาลกำลังเปิดให้ปรึกษาหารือเรื่องห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเล่นโซเชียลมีเดีย กูหยุดนิ่ง เพราะเมื่อสามเดือนที่แล้วออสเตรเลียทำอะไรแบบนี้แล้ว กลายเป็นประเทศแรกของโลกที่บังคับใช้กฎห้ามเด็กต่ำกว่า 16 เล่นโซเชียล กูเริ่มเห็นภาพว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่แค่นโยบายของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่มันกำลังกลายเป็นกระแสโลก ตัวกูเองมีประวัติขึ้นโรงพยาบาลจิตเวชมาเก้ารอบ ไปมาจนชินตากับห้องปรึกษา ได้เจอหน้าเด็กหลายคนที่ถูกส่งมาจากครอบครัวเพราะติดหน้าจอจนควบคุมไม่ได้ กูเห็นพ่อแม่ร้องไห้ เห็นเด็กมองหน้าจอแล้วไม่สบตาใครเลย แม้แต่คุณหมอ
แล้วกูก็มานั่งคิดว่า การห้ามเด็กใช้โซเชียลมีเดียตั้งแต่อายุ 16 มันจะแก้ปัญหาได้จริงหรือเปล่า หรือมันเป็นแค่การปิดฝาหม้อ โดยที่ข้างในยังเดือดอยู่ เพราะที่จริงแล้วปัญหาไม่ใช่ที่ "อายุ" แต่อยู่ที่ "โครงสร้างของตัวแพลตฟอร์ม" ที่ออกแบบมาให้ทุกคนติดโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม
ในข่าวจากอังกฤษมันมีข้อมูลที่น่าสนใจมาก กว่า 60 ส.ส.จากพรรคเลเบอร์เซ็นชื่อเขียนจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ห้ามเด็กใช้โซเชียล หนึ่งในนั้นคือแม่ของ Brianna Ghey เด็กสาวทรานส์เจนเดอร์วัย 16 ปีที่ถูกฆาตกรรม แม่ของเธอเขียนว่า "เด็กบอบบางไม่จำเป็นต้องเข้าโซเชียลเพื่อหาชุมชน กลับกัน โซเชียลทำให้ลูกสาวของเราไม่กล้าออกไปมีปฏิสัมพันธ์ในโลกจริง เธอมีเพื่อนจริงๆ แต่เธอเลือกที่จะอยู่ในหน้าจอแทน" ประโยคนี้มันตีกูจนสะดุ้ง เพราะมันคือประโยคที่กูเห็นเกิดขึ้นกับคนรอบตัวมากเกินไป ทั้งที่ตัวกูเองก็เคยเป็นคนแบบนี้เหมือนกัน
ความสุขปลอม กับ ความสุขจริง
พุทธศาสนาพูดถึงเรื่อง "ปีติ" กับ "สุข" แยกกันชัดเจน ปีติคือความรู้สึกตื่นเต้นฟินๆ ชั่วครู่ มันเป็นพลังที่กระตุ้นให้เราอยากได้อะไรบางอย่างมากขึ้นไปอีก แต่พอได้แล้วก็หายไว เหมือนกินน้ำตาลทีละช้อน ยิ่งกินยิ่งติด สุข ในทางพุทธมันคือความสงบ ความพอใจที่ลึกกว่า ไม่ใช่ความตื่นเต้นแบบชั่วคราว แต่เป็นความรู้สึกที่เรามีความพอดีกับสิ่งที่เรามีอยู่ตอนนี้ ไม่ต้องการอะไรเพิ่ม ไม่ใช่ความเฉยๆ แต่เป็นความสงบที่เกิดจากความเข้าใจ
โซเชียลมีเดียมันสร้าง "ปีติ" ได้เก่งมาก ทุก notification ทุกไลก์ ทุกคอมเมนต์ มันกระตุ้น dopamine ในสมองเรา ยิ่งเราเห็นตัวเลขเพิ่มขึ้น เราก็ยิ่งอยากเช็คอีก อยากโพสต์อีก อยากได้ความสนใจอีก มันเหมือนเราติดวงจร แต่วงจรนี้มันไม่ได้พาเราไปสู่ "สุข" ที่ยั่งยืน มันพาเราไปสู่ความว้าเหว่ เพราะพอเราหยุดเล่น ความว่างเปล่ามันก็จะกลับมา
การทดลองที่เปิดเผยความจริง
มีการทดลองหนึ่งที่กูเคยอ่านมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ชื่อว่า the Skinner Box experiment ทำโดย B.F. Skinner นักจิตวิทยาพฤติกรรมชาวอเมริกันในช่วงทศวรรษ 1930 เขาสร้างกล่องขนาดเล็กใส่หนูไว้ข้างใน ในกล่องมีคันโยกอันหนึ่ง ตอนแรกหนูไม่รู้ว่าต้องทำอะไร แต่พอมันกดคันโยกโดยบังเอิญ อาหารก็ตกมา หนูเริ่มเรียนรู้ว่า "กดคันโยก = ได้อาหาร" แล้วมันก็เริ่มกดบ่อยขึ้น สิ่งที่น่าสนใจคือ Skinner ได้ปรับเปลี่ยนเงื่อนไข บางทีกดครั้งแรกได้อาหาร บางทีต้องกดสามครั้ง บางทีกดไปแล้วไม่ได้อะไรเลย แต่บางทีกดแล้วได้อาหารสองก้อน Skinner พบว่าเมื่อการให้รางวัลเป็นแบบ "สุ่ม" และ "ไม่แน่นอน" หนูกลับติดพฤติกรรมการกดคันโยกมากกว่าตอนที่ได้อาหารทุกครั้ง เพราะความไม่แน่นอนมันกระตุ้นความหวัง ความตื่นเต้น และความอยากรู้ว่า "ครั้งหน้าจะได้ไหม" จนหนูกดไปเรื่อยๆ โดยไม่หยุด
นี่คือหลักการเดียวกับที่บริษัทโซเชียลมีเดียใช้กับเรา อัลกอริทึมของพวกเขาถูกออกแบบให้ "สุ่มรางวัล" บางทีเราโพสต์ภาพหนึ่งได้ไลก์เยอะมาก บางทีโพสต์ต่อไปไม่มีใครสนใจ แต่บางทีโพสต์ครั้งต่อไปไวรัล ความไม่แน่นอนนี้แหละที่ทำให้เราติดหน้าจอ เราเช็คบ่อยขึ้น เราหวังว่าจะได้ validation จากคนอื่นอีกครั้ง และเมื่อไม่ได้ เรารู้สึกว่างเปล่า กังวล หรือแม้แต่ซึมเศร้า นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ มันคือ "การออกแบบ" ที่บริษัทเทคโนโลยีใช้เพื่อให้เราอยู่บนแพลตฟอร์มนานที่สุด เพราะยิ่งเราอยู่นาน พวกเขายิ่งขายโฆษณาได้มากขึ้น
เมื่อชีวิตจริงสู้หน้าจอไม่ได้
มีหนังเรื่องหนึ่งที่กูชอบมาก ชื่อ Her กำกับโดย Spike Jonze จากสหรัฐอเมริกา ออกฉายปี 2013 เล่าเรื่อง Theodore ชายหนุ่มที่ทำงานเขียนจดหมายแทนคนอื่น เขาโดดเดี่ยว ไม่มีใครใกล้ชิด จนวันหนึ่งเขาได้พบกับ Samantha ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่มีเสียงหญิงอบอุ่น เข้าใจเขา และคอยคุยกับเขาทุกเมื่อ Theodore ตกหลุมรัก AI แต่ในท้ายที่สุดเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริงว่า Samantha ไม่มีตัวตน ไม่มีร่างกาย ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นจากโค้ด
มีฉากหนึ่งที่กูจำได้ชัดมาก Theodore นั่งอยู่คนเดียวในห้อง แสงจากจอคอมพิวเตอร์สะท้อนลงบนใบหน้าของเขา เสียงของ Samantha ดังขึ้นอย่างนุ่มนวล เธอพูดว่า "I'm here" แต่จริงๆ แล้วเธอไม่ได้อยู่ตรงนั้น เธออยู่ในเซิร์ฟเวอร์ไหนสักที่ในโลก Theodore พยายามจะจับต้องอะไรบางอย่างที่มันไม่มีตัวตน เขาพยายามจะรู้สึกใกล้ชิดกับใครบางคนที่เขาไม่เคยได้สัมผัส และสิ่งที่เหลืออยู่คือความว่างเปล่า ฉากนี้มันเชื่อมกับการทดลอง Skinner Box ได้อย่างลงตัว เพราะ Theodore ก็เหมือนหนูที่กดคันโยก เขาพยายามหาความรู้สึกอบอุ่นจากสิ่งที่ไม่มีตัวตน และยิ่งเขาพยายาม เขายิ่งรู้สึกโดดเดี่ยว
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กที่ใช้ชีวิตบนโซเชียลมากเกินไป พวกเขารู้สึกว่าตัวเองมีเพื่อนหลายพันคน มี follower เยอะ มีคนกดไลก์ มีคนคอมเมนต์ แต่พอปิดหน้าจอ พวกเขารู้สึกว่างเปล่า เพราะทุกอย่างบนนั้นมันไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่แท้จริง มันเป็นแค่ตัวเลข แค่สัญลักษณ์ แค่ภาพลวงตา และเมื่อเราสร้างความสัมพันธ์จากภาพลวงตาตลอดเวลา เราก็จะไม่รู้จักสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริง
จิตวิทยาเบื้องหลังความติด
นักจิตวิทยาเรียกสภาวะนี้ว่า social comparison theory ซึ่งเสนอโดย Leon Festinger ในปี 1954 ทฤษฎีนี้บอกว่ามนุษย์มีแนวโน้มที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นอยู่เสมอ เพื่อประเมินคุณค่าของตนเอง แต่บนโซเชียลมีเดีย การเปรียบเทียบมันเกิดขึ้นทุกวินาที ทุกครั้งที่เราเลื่อนดู feed เราเห็นแต่คนที่สวยกว่า รวยกว่า ประสบความสำเร็จกว่า มีความสุขกว่า แม้ว่าเราจะรู้ว่ามันคือภาพที่ถูกตัดต่อ ถูกเลือกมาโชว์แค่ด้านดีๆ แต่สมองเรามันไม่ได้ทำงานแบบนั้น สมองเรามันเชื่อสิ่งที่มันเห็นซ้ำๆ และเมื่อเราเห็นภาพความสำเร็จของคนอื่นซ้ำไปซ้ำมา เราก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า ไม่พอ ไม่ดีพอ
สำหรับเด็กที่สมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ การเปรียบเทียบแบบนี้มันรุนแรงกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า เพราะในช่วงวัยรุ่น สมองส่วน prefrontal cortex ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมการตัดสินใจและการประเมินผล ยังเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์ เด็กจึงตัดสินใจจากอารมณ์มากกว่าเหตุผล และเมื่อพวกเขาเห็นว่าตัวเองไม่ได้รับความสนใจเท่าคนอื่น พวกเขาจะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า จนบางคนเลือกที่จะทำร้ายตัวเอง หรือแม้แต่ฆ่าตัวตาย
ทางออกที่ไม่ใช่แค่การห้าม
ที่จริงแล้ว กูไม่คิดว่าการห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียลจะแก้ปัญหาได้จริง เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่อายุ แต่อยู่ที่โครงสร้างของตัวแพลตฟอร์ม และที่สำคัญคือ เราไม่ได้สอนเด็กให้รู้จักใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติ ในข่าวจากอังกฤษมีผู้เชี่ยวชาญหลายคนออกมาพูดว่า "ไม่มีหลักฐานที่แข็งแกร่งว่าการห้ามตามอายุจะได้ผล" Professor Amy Orben จาก University of Cambridge บอกว่า "เราต้องการแนวทางที่สมดุลกว่านี้ เช่น ลดการเผยแพร่เนื้อหาที่เป็นอันตรายผ่านอัลกอริทึม ปรับปรุงมาตรการป้องกัน และสนับสนุนความรู้ด้านดิจิทัล"
และนี่แหละที่กูคิดว่าเป็นทางออกที่แท้จริง เราต้องเปลี่ยนโครงสร้างของแพลตฟอร์ม ไม่ใช่แค่ห้ามเด็กเล่น ถ้าอัลกอริทึมยังคงออกแบบมาให้คนติด ยังคงสุ่มรางวัลเหมือน Skinner Box ไม่ว่าจะเป็นเด็ก 10 ปี 16 ปี หรือ 40 ปี ทุกคนก็จะติดเหมือนกัน แต่ถ้าเราบังคับให้แพลตฟอร์มต้องโปร่งใส ต้องแสดงว่าอัลกอริทึมทำงานอย่างไร ต้องให้ผู้ใช้สามารถปิดระบบแนะนำอัตโนมัติได้ ต้องจำกัดการแสดงผลเนื้อหาที่สร้างความเปรียบเทียบ นั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีกว่า
นอกจากนี้ เราต้องสอนเด็กให้มี "digital literacy" ไม่ใช่แค่รู้ว่าจะใช้แอปอะไร แต่ต้องรู้ว่าแอปเหล่านั้นมันทำงานอย่างไร มันออกแบบมาเพื่ออะไร และเราควรจะใช้มันอย่างไรให้มันไม่ทำลายเรา เหมือนเราสอนเด็กให้รู้จักข้ามถนน เราไม่ได้ห้ามเด็กออกจากบ้าน แต่เราสอนพวกเขาว่าต้องระวังรถ ต้องมองซ้ายมองขวา ต้องข้ามตอนไฟเขียว
และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีด้วย ถ้าเราบอกเด็กว่าอย่าจ้องหน้าจอ แต่ตัวเราเองกลับจ้องโทรศัพท์ตลอดเวลา มันก็ไม่มีความหมาย ในข่าวจากอังกฤษมีการพูดถึงว่า Ofsted องค์กรตรวจสอบการศึกษาของอังกฤษ จะได้รับอำนาจในการตรวจสอบนโยบายการใช้โทรศัพท์ในโรงเรียน และที่สำคัญคือ ครูจะต้องไม่ใช้โทรศัพท์ส่วนตัวต่อหน้านักเรียนด้วย นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะเด็กเรียนรู้จากสิ่งที่พวกเขาเห็น ไม่ใช่จากสิ่งที่เราพูด
สรุปทางแก้ไขปัญหานี้
ถ้าจะแก้ปัญหาเรื่องเด็กติดโซเชียลจริงจัง เราต้องทำหลายอย่างพร้อมกัน ไม่ใช่แค่ห้ามตามอายุแล้วจบ
หนึ่ง บังคับให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต้องเปิดเผยอัลกอริทึมว่าทำงานอย่างไร เพื่อให้ผู้ใช้รู้ว่าตัวเองกำลังถูกชักจูงอย่างไร และบังคับให้มีปุ่มปิดระบบแนะนำอัตโนมัติได้ ให้ผู้ใช้เลือกได้ว่าจะเห็นเนื้อหาแบบไหน ไม่ใช่ปล่อยให้อัลกอริทึมเลือกให้ตลอด
สอง สร้างกฎหมายให้แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่เป็นอันตราย ไม่ใช่แค่ลบโพสต์ทีหลัง แต่ต้องป้องกันตั้งแต่ต้นทางด้วยการออกแบบระบบที่ไม่ส่งเสริมเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชัง ความรุนแรง หรือความเปรียบเทียบที่ทำลายจิตใจ
สาม สอนเด็กให้มีความรู้ด้านดิจิทัล ไม่ใช่แค่รู้ว่าจะกดปุ่มอะไร แต่ต้องเข้าใจว่าเทคโนโลยีมันทำงานอย่างไร มันถูกออกแบบมาเพื่ออะไร และเราควรใช้มันอย่างไรให้ปลอดภัย ต้องสอนให้เด็กรู้จักตั้งคำถามกับสิ่งที่เห็นบนหน้าจอ ไม่ใช่เชื่อทุกอย่างที่อัลกอริทึมป้อนมาให้
สี่ สร้างพื้นที่ในโลกจริงให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ไม่ใช่แค่ผ่านหน้าจอ โรงเรียนต้องมีกิจกรรมที่ให้เด็กได้คุยกัน เล่นกัน ทำอะไรร่วมกันจริงๆ ไม่ใช่แค่นั่งเรียนแล้วกลับบ้านไปเล่นโทรศัพท์
ห้า ผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ถ้าเราอยากให้เด็กลดเวลาหน้าจอ เราต้องทำก่อน เราต้องแสดงให้เห็นว่าชีวิตที่ไม่จ้องหน้าจอตลอดเวลามันเป็นอย่างไร มันมีความสุขได้อย่างไร
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องยอมรับความจริงว่า เทคโนโลยีมันไม่ได้เป็นกลาง มันถูกออกแบบมาโดยมนุษย์ที่มีเป้าหมายเฉพาะ และเป้าหมายนั้นคือเงิน ไม่ใช่สุขภาพจิตของเรา ดังนั้น การปล่อยให้บริษัทเทคโนโลยีควบคุมชีวิตเราโดยไม่มีการกำกับดูแล มันก็เหมือนปล่อยให้บริษัทยาสูบโฆษณาบุหรี่ให้เด็ก แล้วบอกว่า "ให้เด็กเลือกเองว่าจะสูบหรือไม่" มันไม่ใช่เรื่องของการเลือก แต่เป็นเรื่องของการออกแบบที่ทำให้คนไม่มีทางเลือก
ประเด็นที่ยังคาใจ
แต่มีอีกประเด็นหนึ่งที่กูคิดว่าทุกคนต้องคิดต่อ นั่นคือ ถ้าเราห้ามเด็กใช้โซเชียลมีเดีย แต่ผู้ใหญ่ยังใช้ได้ มันก็เหมือนเรากำลังบอกว่า "สิ่งนี้มันอันตราย แต่พอโตแล้วใช้ได้" ซึ่งมันไม่สมเหตุสมผลเลย ถ้ามันอันตรายจริง มันก็ควรอันตรายกับทุกคน ไม่ใช่แค่เด็ก ดังนั้น คำถามที่แท้จริงคือ ทำไมเราไม่ปรับปรุงตัวแพลตฟอร์มให้มันปลอดภัยสาหรับทุกคนตั้งแต่แรก แทนที่จะห้ามแค่กลุ่มหนึ่ง
และอีกเรื่องหนึ่งที่ controversy มากคือ การห้ามเด็กใช้โซเชียลมันอาจจะตัดโอกาสของเด็กบางกลุ่มที่ใช้โซเชียลเป็นช่องทางในการหารายได้ หาความรู้ หรือแม้แต่หาชุมชนที่ยอมรับพวกเขา โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในชนบท หรือเด็กที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่อาจจะไม่มีชุมชนในโลกจริงรองรับ การห้ามโดยสิ้นเชิงมันอาจจะทำร้ายพวกเขามากกว่าช่วย
ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดน่าจะไม่ใช่การห้าม แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ที่โปร่งใส ที่ให้ทุกคนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้เทคโนโลยีอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่ถูกบังคับให้ติดโดยไม่รู้ตัว และถ้าเราทำได้แบบนั้น เด็กก็จะโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติ ไม่ใช่เป็นทาสของหน้าจอ
ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เด็กหรืออายุ แต่อยู่ที่ระบบที่เราสร้างขึ้นมา และถ้าเรายังไม่กล้าเปลี่ยนระบบ การห้ามเด็กก็คงเป็นแค่การปิดหูปิดตาตัวเอง ปล่อยให้ปัญหาอยู่ต่อไป แล้วรอวันที่เด็กพอโต 16 ปี พวกเขาก็จะเข้าไปติดอยู่ในวงจรเดิมอีกครั้ง โดยไม่มีใครสอนพวกเขาว่าจะออกมายังไง

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น