ตื่นมาแล้วรู้สึกว่าชีวิตมันเหมือนโทรศัพท์ที่แบตเตอรี่เหลือ 3%

 เคยมั้ยทุกคน ตื่นมาแล้วรู้สึกว่าชีวิตมันเหมือนโทรศัพท์ที่แบตเตอรี่เหลือ 3% แต่ไม่มีสายชาร์จ เพราะคนที่เคยเป็นแหล่งพลังงานหลักของเรากลับกลายเป็นคนที่มีแต่งานยุ่ง แชทน้อยลง โทรมาน้อยลง จนเราเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังลอยอยู่กลางอวกาศไม่มีแรงโน้มถ่วง อาการแบบนี้ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า "emotional dependency" หรือการพึ่งพาทางอารมณ์ ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานจะกลายเป็น "codependency" ที่แปลว่าเรามีชีวิตเพื่อคนอื่นมากกว่าตัวเอง

ตอนนี้ถ้าเราไปถามใครก็ได้ เขาก็จะบอกว่า "เอ้า ก็ต้องมีชีวิตของตัวเองสิ ไปหางานอดิเรกทำ ไปเจอเพื่อน ไปออกกำลังกาย" แต่เอาเข้าจริงมันไม่ง่ายขนาดนั้นใช่มั้ย เพราะตอนที่รู้สึกแบบนี้ เราไม่มีแรงจะทำอะไรเลย แค่นอนจ้องเพลงอยู่บนเตียงยังรู้สึกหนักเหมือนมีคนเอาถุงทรายมากองทับอก เหมือนตอนที่โนบิตะโดนจอมยักษ์ไล่ล่า แต่ไม่มีโดเรม่อนมาช่วย
ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร ก็คือเราได้สร้างระบบนิเวศทางอารมณ์ (emotional ecosystem) ที่มีแหล่งพลังงานหลักอยู่แค่จุดเดียว พอจุดนั้นขาดหายไป ทุกอย่างก็พังทลาย เหมือนเมืองที่มีโรงไฟฟ้าแค่แห่งเดียว พอโรงไฟฟ้าเจ๊ง ทั้งเมืองก็ดับ นี่คือสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า "single point of failure" ในชีวิตความรัก
แล้วจะแก้ยังไง ไม่ใช่แค่ไปหางานอดิเรกทำแบบธรรมดา แต่เราต้องสร้างระบบพลังงานสำรองหลายจุด เหมือนเดอะอเวนเจอร์สที่ไม่ได้มีแค่ไอรอนแมนคนเดียว ถ้าไอรอนแมนไม่อยู่ก็ยังมีกัปตันอเมริกา ธอร์ ฮัลค์ และพวกนั้นอีกเพียบ
วิธีแรกคือการสร้างความหมายในชีวิตที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนใดคนหนึ่ง ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า "self-authored meaning" คือการหาเหตุผลในการตื่นมาแต่ละวันที่มาจากตัวเราเอง อาจจะเป็นโปรเจกต์ที่อยากทำสักอย่าง ทักษะที่อยากเรียน หรือแม้แต่แค่การดูแลต้นไม้สักต้นก็ได้ ฟังดูเหมือนเล็กน้อย แต่มันคือการสร้างจุดยืนให้ตัวเอง ในหนังสือ "Man's Search for Meaning" ของ Viktor Frankl นักจิตวิทยาที่รอดชีวิตจากค่ายกักกันนาซี เขาบอกว่าคนที่รอดชีวิตได้ไม่ใช่คนที่แข็งแรงที่สุด แต่เป็นคนที่มีเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ที่ชัดเจน
วิธีที่สองคือการกระจายแหล่งความสุข ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า "hedonic diversification" หรือการไม่ใส่ไข่ทุกใบในตะกร้าใบเดียว เราต้องมีแหล่งความสุขที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน งานอดิเรก การเรียนรู้สิ่งใหม่ การออกกำลังกาย การอ่านหนังสือ หรือแม้แต่การดูซีรีส์ที่ชอบ เพราะถ้าแฟนไม่มีเวลาให้วันนี้ เราก็ยังมีแหล่งพลังงานอื่นที่จะพาเราผ่านวันนั้นไปได้
วิธีที่สามคือการฝึก "emotional self-regulation" หรือการควบคุมอารมณ์ตัวเอง ซึ่งไม่ได้หมายถึงการกดทับอารมณ์ แต่คือการรู้จักว่าเมื่อไหร่ที่อารมณ์เรากำลังตกต่ำ เราจะทำอะไรเพื่อดึงตัวเองขึ้นมาได้ อาจจะเป็นการไปวิ่ง ฟังเพลง เขียนไดอารี่ หรือโทรหาเพื่อน ไม่ใช่รอให้แฟนมาช่วย เหมือนเวลาที่แบทแมนไม่ได้รอให้ซูเปอร์แมนมาช่วยทุกครั้ง เขามีแผนสำรองของตัวเองเสมอ
วิธีที่สี่ที่สำคัญมากคือการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาแต่ไม่เป็นการกดดัน ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า "assertive communication" คือการบอกความรู้สึกของเราอย่างชัดเจนแต่ไม่ใช่การบ่น หรือทำเป็นเหยื่อ ลองบอกแฟนว่า "เราเข้าใจว่าเธอยุ่งมาก แต่เราก็รู้สึกว่าอยากได้เวลาคุณกันบ้าง ถ้าเป็นไปได้เราอยากนัดเวลาที่เธอว่างสักวันละ 15 นาทีเพื่อคุยกันได้มั้ย" การบอกแบบนี้มันดีกว่าการงอนหรือทำเป็นเฉย เพราะมันให้ทางออกที่ชัดเจน
วิธีที่ห้าคือการทำความเข้าใจว่าความรักไม่ได้วัดกันที่ปริมาณเวลา แต่วัดกันที่คุณภาพของเวลา ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า "quality over quantity" แฟนอาจจะไม่มีเวลาแชทบ่อยๆ แต่ถ้าเวลาที่เจอกันหรือคุยกันนั้นมันมีคุณภาพ มีความใส่ใจ มันก็มีค่ามากกว่าการแชทเรื่องไร้สาระทั้งวัน นี่คือสิ่งที่หนังสือ "The Little Prince" พยายามบอกเรา เจ้าชายน้อยไม่ได้ดูแลดอกกุหลาบทุกนาทีทุกวินาที แต่เขาดูแลมันด้วยความตั้งใจ ด้วยความใส่ใจ จนดอกกุหลาบดอกนั้นมีความหมายพิเศษกว่าดอกอื่นๆ
วิธีที่หกคือการลงทุนกับตัวเอง ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า "self-investment" หรือการทำให้ตัวเองเป็นคนที่น่าสนใจมากขึ้น ไปเรียนอะไรใหม่ๆ พัฒนาตัวเอง อ่านหนังสือ เรียนภาษา ออกกำลังกาย เพราะนอกจากจะทำให้เรามีชีวิตที่น่าสนใจขึ้นแล้ว มันยังทำให้เวลาที่เจอแฟน เรามีเรื่องราวใหม่ๆ ที่น่าสนใจจะเล่าให้ฟังด้วย ไม่ใช่นั่งรอแต่จะได้ฟังเรื่องของเขาอย่างเดียว
วิธีที่เจ็ดคือการสร้าง "secure attachment" หรือความผูกพันที่มั่นคงกับตัวเอง ซึ่งเป็นแนวคิดจากทฤษฎีการผูกพัน (Attachment Theory) ของ John Bowlby เราต้องเรียนรู้ที่จะให้ความรักกับตัวเอง ปลอบตัวเองได้ เข้าใจตัวเองได้ ไม่ต้องรอให้ใครมาทำให้ เหมือนการที่เราเป็นพ่อแม่ที่ดีให้กับตัวเองนั่นแหละ
และวิธีสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือการยอมรับความจริงว่าทุกคนมีชีวิตของตัวเอง ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า "radical acceptance" คือการยอมรับอย่างเต็มที่โดยไม่ต่อต้าน แฟนมีสิทธิ์ที่จะยุ่ง มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตของเขา และเราก็มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตของเราเหมือนกัน การยอมรับตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าเราไม่สนใจเขา แต่มันหมายความว่าเราเข้าใจว่าความรักที่ดีคือความรักที่ให้อิสระกัน ไม่ใช่การครอบครองกัน
ในหนัง "500 Days of Summer" ตัวเอกเขาต้องเจ็บปวดมากกว่า 500 วันกว่าจะเข้าใจว่า ความรักไม่ได้หมายความว่าอีกคนต้องเป็นทุกอย่างในชีวิตเรา ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็จะหนักไปทั้งสองฝ่าย คนหนึ่งก็หายใจไม่ทันเพราะต้องแบกภาระในการเป็นแหล่งความสุขเดียวของอีกคน อีกคนก็เหนื่อยเพราะต้องคอยรอคอยหวัง
คำศัพท์ที่น่าสนใจอีกอันคือ "interdependence" ซึ่งต่างจาก "codependence" ตรงที่ interdependence คือการพึ่งพาซึ่งกันและกัน แต่ยังคงรักษาความเป็นตัวของตัวเองไว้ได้ เหมือนต้นไม้สองต้นที่ราากพันกัน ช่วยเหลือกันในยามพายุ แต่ก็ยังมีลำต้นและกิ่งก้านของตัวเอง ไม่ใช่มันเถาที่ต้องพันต้นไม้อื่นไว้ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นก็ล้มไป
สิ่งหนึ่งที่เราต้องเข้าใจคือ การที่แฟนไม่มีเวลาให้มากขนาดนั้นอาจจะไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รักเรา แต่มันอาจจะหมายความว่าเขากำลังสร้างอนาคตให้กับทั้งสองคนก็ได้ หรือเขากำลังต่อสู้กับปัญหาของเขาเอง และถ้าเราไม่มีชีวิตของตัวเอง เวลาที่เขากลับมาพร้อม เราก็จะกลายเป็นภาระแทนที่จะเป็นที่พึ่งพา
ดังนั้นแทนที่จะนั่งรอและรู้สึกแย่ทั้งวัน ลองหันมามองว่านี่คือโอกาสในการพัฒนาตัวเอง เหมือนในหนัง "Batman Begins" ที่บรูซ เวย์นต้องไปฝึกอยู่บนภูเขาตัวคนเดียวกว่าจะกลับมาเป็นแบทแมน ช่วงเวลาที่เราอยู่คนเดียวนี้คือช่วงเวลาที่เราจะกลายเป็นเวอร์ชันที่ดีขึ้นของตัวเอง ไม่ใช่เวลาที่เราจะนั่งมองหน้าจอโทรศัพท์แล้วรู้สึกหมดพลัง
และสุดท้ายนี้ ถ้าทำทุกอย่างแล้ว แฟนยังไม่มีเวลาให้เลย ไม่ใส่ใจเลย ไม่พยายามหาเวลาให้เลย ก็อาจจะถึงเวลาที่เราต้องถามตัวเองว่า ความสัมพันธ์นี้มันคุ้มค่ากับสิ่งที่เราให้ไปมั้ย เพราะความรักที่ดีคือความรักที่ทั้งสองฝ่ายพยายาม ไม่ใช่ฝ่ายเดียวแบกไว้คนเดียว นี่ไม่ใช่การเห็นแก่ตัว แต่เป็นการรักตัวเอง หรือที่เขาเรียกว่า "self-love" ซึ่งเป็นรากฐานของความรักทุกรูปแบบในชีวิต
ตอนนี้ทุกคนคงเข้าใจแล้วว่า คำตอบไม่ได้อยู่ที่การมีชีวิตของตัวเองอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างชีวิตที่มีความหมาย มีความสุข และมีพลังที่มาจากหลายแหล่ง ไม่ใช่แค่คนเดียว แล้วเวลาที่แฟนกลับมา เราก็จะเป็นคนที่น่าสนใจมากขึ้น มีพลังมากขึ้น และที่สำคัญคือมีความสุขกับตัวเองได้ ไม่ต้องรอให้ใครมาสร้างความสุขให้

ความคิดเห็น