สวนในเมืองที่ทำให้คนเดินทางไกล 80 กิโลฯ มาแค่ดูต้นไม้เรียงตรง
สวนในเมืองที่ทำให้คนเดินทางไกล 80 กิโลฯ มาแค่ดูต้นไม้เรียงตรง
วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องหนึ่งที่ฟังดูน่าเบื่อสุดๆ นั่นก็คือ "สวนในเมือง" แต่ทีนี้ถ้าบอกว่าสวนแห่งนี้เป็นจุดเปลี่ยนของสถาปัตยกรรมภูมิทัศน์โลกยุคใหม่ ทำให้คนเดินทางข้ามรัฐไปถ่ายรูปกับต้นไม้เรียงแถว และมีคนถกเถียงกันจนปากเปื่อยว่ามันสวยหรือไม่สวยจนถึงทุกวันนี้ เอาล่ะ ตอนนี้น่าสนใจขึ้นมาแล้วใช่มั้ย
เรื่องราวเริ่มต้นที่ Dallas รัฐ Texas ปีคริสต์ทศวรรษ 1970 ตอนที่อเมริกากำลังหลงใหลกับความเป็นโมเดิร์น (modern หมายถึงทันสมัย เรียบง่าย เน้นการใช้งาน ไม่ฟุ้งเฟ้อ) Dan Kiley สถาปนิกภูมิทัศน์ระดับตำนานได้รับมอบหมายให้ออกแบบพื้นที่สาธารณะหน้าอาคารสำนักงาน The Fountain Place ซึ่งออกแบบโดย I.M. Pei สถาปนิกชื่อดังระดับโลก อาคารนี้ดูเหมือนเพชรเม็ดยักษ์ที่หั่นด้วยมีดโกนสุดคม แล้ว Kiley ก็ตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่คนส่วนใหญ่มองว่าบ้าไปแล้ว
Kiley ปลูกต้นไม้ Bald Cypress (เสาวรสหัวโล้น แต่จริงๆ ชื่อไทยคือ สนน้ำ ต้นไม้ใบเข็มขนาดใหญ่ที่อยู่ได้ในน้ำ) จำนวน 216 ต้น เรียงเป็นตาราง (grid) สม่ำเสมอสุดๆ ระยะห่างเท่ากันหมดทุกต้น ตรงกลางมีน้ำพุเป็นร้อยๆ จุด พุ่งขึ้นมาในจังหวะเดียวกัน ทั้งหมดนี้อยู่บนพื้นแกรนิตสีดำเรียบลื่น เดินไปมาแล้วเหมือนอยู่ในฉากหนัง The Matrix ตอนที่ Neo ต้องเลือกระหว่างเม็ดยาสีแดงกับสีน้ำเงิน แต่ทีนี้เราเลือกระหว่าง "เข้าใจ" หรือ "งง"
ความงามของ The Fountain Place ไม่ได้อยู่ที่ความโก้หรูหรูฟรุ้งฟริ้ง มันอยู่ที่ concept (แนวคิด) ที่เรียกว่า "minimalism" (การลดทอนให้เหลือแค่สิ่งสำคัญที่สุด ตัดความซับซ้อนออกไปหมด) แบบเดียวกับที่ Steve Jobs ออกแบบ iPhone ด้วยปุ่มเดียว หรือแบบที่คุณแม่บอกว่า "กินข้าวเปล่าก็อร่อยแล้ว อย่าเอาแต่กินกับข้าว" งานของ Kiley ตอบโจทย์หลักการที่เขายึดถือมาตลอดชีวิตว่า สถาปัตยกรรมภูมิทัศน์ที่ดีต้อง "create order in nature" (สร้างระเบียบในธรรมชาติ) ไม่ใช่ปล่อยให้ป่าเถื่อนแบบสวนป่าอะเมซอน แต่ก็ไม่ใช่เอาคอนกรีตมาปูจนหมดแบบที่จอดรถ
ตรงนี้น่าสนใจมาก เพราะ Kiley ได้แรงบันดาลใจจากสวนฝรั่งเศสแบบคลาสสิค (French formal garden) โดยเฉพาะสวน Versailles ที่ปารีส ซึ่งมีต้นไม้เรียงแถวแบบทหารเข้าแถว แต่เขาดึงเอาความเป็นสมัยใหม่เข้ามาผสม ตัดของตกแต่งฟุ้งเฟ้อออกไปหมด เหมือนเอาเค้กชั้นสิบมาทำเป็นเค้กชิฟฟ่อนชิ้นเดียว นุ่มๆ กลิ่นหอมๆ กินง่าย แต่ยังคงเป็นเค้ก ถ้าจะให้เปรียบกับวรรณกรรม มันเหมือน Ernest Hemingway เขียนประโยคสั้นๆ กระชับ ไม่เยิ่นเย้อ แต่พอเราอ่านจบแล้วรู้สึกถึงความหนักแน่นแบบถูกชกเข้าใจกลาง
ทีนี้มาถึงจุดที่น่าสนใจที่สุด นั่นคือเรื่อง "visual art" (ทัศนศิลป์ ศิลปะที่ใช้ตามอง) ที่ซ่อนอยู่ในงานชิ้นนี้ ถ้าเราลองนั่งเก้าอี้ริมสระน้ำพุตอนเช้าตรู่ แสงอาทิตย์สาดผ่านใบไม้ 216 ต้น ทำให้เกิดเงาแบบ pattern (ลวดลาย) ซ้ำๆ บนพื้น พอสายหน่อยแสงเปลี่ยนมุม เงาก็เคลื่อนไหว ทั้งหมดนี้เหมือนภาพเคลื่อนไหวที่ธรรมชาติเป็นคนกำกับ ไม่ต้องใช้หน้าจอ LED เลย คนที่เคยดู installation art (ศิลปะจัดวางที่เน้นให้คนเข้าไปสัมผัสพื้นที่) ของ James Turrell ที่เล่นกับแสงและพื้นที่จะเข้าใจความรู้สึกนี้
น้ำพุที่พุ่งขึ้นมาเป็นร้อยจุดพร้อมกันทุกวินาที มันไม่ได้เป็นแค่ของตกแต่ง เสียงน้ำกระทบพื้นแกรนิตสร้างจังหวะแบบ ambient sound (เสียงแวดล้อมที่ช่วยสร้างบรรยากาศ) บดบังเสียงรถติดข้างนอก ทำให้เราแยกโลกภายในออกจากความวุ่นวายภายนอกได้ชั่วขณะหนึ่ง ถ้าใครเคยไปญี่ปุ่นแล้วเข้าวัด นั่งฟังเสียงน้ำหยดในสวนเซน (Zen garden) จะรู้สึกเหมือนกัน แต่ Kiley ทำในเมืองใหญ่กลางดัลลัสที่อากาศร้อนระอุถึง 40 องศาเซลเซียส
ความเจ๋งของ Kiley อยู่ตรงที่เขาเข้าใจว่า "less is more" (น้อยแต่มาก สำนวนจากสถาปนิก Ludwig Mies van der Rohe หมายความว่าความเรียบง่ายสร้างคุณค่าได้มากกว่าความซับซ้อน) ไม่ต้องมีดอกไม้นานาพันธุ์ ไม่ต้องมีประติมากรรมหินอ่อน แค่ต้นไม้ชนิดเดียว น้ำพุ และพื้นหิน แต่วิธีจัดวางทำให้ทุกคนที่เดินผ่านต้องหันมามอง ถ้าเทียบกับศิลปะ มันใกล้เคียงกับงานของ Donald Judd ศิลปิน Minimalism ที่วางกล่องเหล็กเรียงกันแล้วบอกว่านี่คือศิลปะ คนส่วนใหญ่งง แต่พอมองนานๆ เริ่มเห็นความงามในความสม่ำเสมอ ในการทำซ้ำ ในความแม่นยำ
แน่นอน มีคนวิจารณ์บ้างว่างานของ Kiley มันเย็นชาเกินไป ไร้อารมณ์ เหมือนนักแสดงหุ่นยนต์ในหนัง Her ที่ต้องเรียนรู้ความเป็นมนุษย์ แต่เราคิดว่านั่นแหละคือจุดประสงค์ ในเมืองใหญ่ที่ทุกอย่างวุ่นวาย โฆษณากระพริบไม่หยุด เสียงบีบแตรดังลั่น เรากลับต้องการพื้นที่ที่สงบ เป็นระเบียบ ให้เราหายใจได้สักหน่อย มันเหมือนตอนที่ Harry Potter เข้าไปในห้องของ Dumbledore ที่เงียบสงบท่ามกลางความโกลาหลข้างนอก
ทฤษฎีการออกแบบของ Kiley มีรากฐานมาจากประสบการณ์ทำงานกับสถาปนิก Eero Saarinen และได้ศึกษางานของ Le Corbusier สถาปนิกสวิสในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เขาเชื่อว่าพื้นที่สาธารณะต้อง "democratic" (เป็นประชาธิปไตย เข้าถึงได้ทุกคน ไม่มีชนชั้น) ใครก็เข้ามาใช้พื้นที่นี้ได้เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบริษัทชั้นยี่สิบห้า หรือคนขับแท็กซี่ที่แวะมานั่งพักตอนเที่ยง
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือการเลือกใช้ Bald Cypress ต้นไม้ชนิดนี้ใบร่วงหมดในฤดูหนาว ทำให้เราเห็น "skeletal structure" (โครงกระดูก โครงสร้างเปลือย) ของสวนอย่างชัดเจน เป็นการเน้นย้ำว่างานออกแบบที่ดีต้องสวยทั้งตอนมีใบและไม่มีใบ เหมือนคนที่สวยทั้งตอนแต่งหน้าและไม่แต่งหน้า หลายคนอาจไม่รู้ว่า Kiley ทำงานนี้ตอนอายุเกือบ 70 ปีแล้ว แต่ความคิดของเขายังทันสมัยจนปัจจุบันสถาปนิกภูมิทัศน์รุ่นใหม่ยังคงใช้หลักการของเขาเป็นแม่แบบ
ถ้าเราดู The Fountain Place ในบริบทของประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมภูมิทัศน์ มันเป็น "paradigm shift" (การเปลี่ยนกระบวนทัศน์พื้นฐาน จากหนึ่งไปสู่อีกอย่างอย่างสิ้นเชิง) จากสวนแบบ romantic (โรแมนติก เน้นความเป็นธรรมชาติ ป่าเถื่อน คดเคี้ยว) มาเป็นแบบ modernist (ทันสมัย เน้นเส้นตรง ระเบียบ การใช้งาน) คล้ายๆ กับตอนที่ดนตรีเปลี่ยนจากคลาสสิกมาเป็นแจ๊ส หรือจิตรกรรมเปลี่ยนจากสมจริงมาเป็น abstract (นามธรรม ไม่เน้นรูปทรงจริง) ใน The Fountain Place เราจะไม่เห็นทางเดินโค้งคดเคี้ยว ไม่มีเนินเขาจำลอง ไม่มีน้ำตกหลอก มีแต่เส้นตรง มุมฉาก และการทำซ้ำ
สิ่งที่ Kiley ทำสำเร็จคือการพิสูจน์ว่าธรรมชาติกับความเป็นสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน เราไม่ต้องเลือกระหว่างป่าฝนกับตึกระฟ้า เราสามารถนำสองสิ่งนี้มาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว เหมือนตอนที่ Hayao Miyazaki วาดภาพยนตร์ Princess Mononoke ที่ทั้งธรรมชาติและอารยธรรมต่างก็มีคุณค่า เราแค่ต้องหาจุดสมดุล
คำศัพท์ที่เหมาะกับงานชิ้นนี้คือ "architectural clarity" (ความชัดเจนทางสถาปัตยกรรม หมายถึงการออกแบบที่เข้าใจง่าย มีเหตุผล ไม่งุนงง) และ "spatial rhythm" (จังหวะของพื้นที่ การจัดวางที่สร้างการเคลื่อนไหวทางสายตา) เมื่อเราเดินท่ามกลางต้นไม้ 216 ต้น มุมมองเปลี่ยนไปตลอดเวลา บางครั้งเห็นเป็นแถวตรง บางครั้งเห็นเป็นทแยง มันเหมือนดูภาพ optical illusion (ภาพลวงตา) ที่สมองเราต้องปรับการมองตลอดเวลา
งานของ Dan Kiley ที่ The Fountain Place สอนเราได้หลายอย่าง หนึ่ง ความเรียบง่ายไม่ได้หมายความว่าง่ายในการทำ การออกแบบให้ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลังต้องใช้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสัดส่วน แสง เงา และการเคลื่อนไหว สอง พื้นที่สาธารณะไม่จำเป็นต้องตะโกนดังๆ ให้รู้ว่ามันพิเศษ บางทีการเงียบสงบกลับทรงพลังกว่า สาม ธรรมชาติสามารถถูกจัดระเบียบโดยไม่สูญเสียความเป็นธรรมชาติไป เหมือนการเขียนกลอนที่ต้องมีฉันทลักษณ์ แต่ยังคงสื่อความหมายได้อย่างลึกซึ้ง
ถ้าทุกคนมีโอกาสไป Dallas ลองแวะไปนั่งชม The Fountain Place สักครั้ง อย่าเพิ่งรีบถ่าย selfie แล้วไป ลองนั่งสัก 15 นาที มองดูแสงเปลี่ยน ฟังเสียงน้ำ สังเกตเงาไม้บนพื้น บางทีเราอาจเข้าใจว่าทำไม Kiley ถึงเป็นตำนาน ไม่ใช่เพราะเขาทำอะไรที่ซับซ้อนที่สุด แต่เพราะเขาทำอะไรที่ถูกต้องที่สุด และบางทีนั่นอาจเป็นบทเรียนสำหรับเราทุกคนในการใช้ชีวิตด้วย ว่าเราไม่ต้องทำทุกอย่างให้ซับซ้อน บางทีแค่ทำสิ่งเดียวให้ดีที่สุด มันก็พอแล้ว


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น