พูดถึง Aoi Nanase ขอแยกมาอีกประเด็นนึงที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Carnelian

 พูดถึง Aoi Nanase ขอแยกมาอีกประเด็นนึงที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Carnelian


วันที่เราเริ่มเข้าใจว่าโลกมันหมุน
เมื่อวานเราไปเจอโพสต์อันนึง พูดถึง Aoi Nanase หรือ 七瀬葵 นักวาดที่เราบูชามาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาโง่ๆ ที่คอยรีเฟรชหน้าเว็บทุกวันตอนประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว เว็บไซต์ของอาจารย์แกชื่อ Seventh Heaven สวยงามเหมือนชื่อ ในยุคที่ทุกคนต้องนั่งเขียน HTML เองทีละบรรทัด หรือไม่ก็ง้อโปรแกรมสำเร็จรูปอย่าง Dreamweaver มาช่วย

อาจารย์แกท่านนี้ไม่ใช่คนธรรมดานะทุกคน เธอคือตำนานเลยล่ะ ออกแบบตัวละครในเกม Asuka 120% ที่คนรักเกมต่อสู้ยุค 90 ต้องรู้จัก แถมยังออกแบบ Nakoruru สาวน้อยนักรบจาก Samurai Shodown อีกด้วย ใครที่เคยเล่นเกมนี้ต้องจำได้ว่า Nakoruru น่ารักแค่ไหน เธอยังวาดมังงะเรื่อง Seraphim Call และมีผลงานโดจินชิในชื่อกลุ่ม Himegami อีกต่างหาก ประวัติการงานเนี่ยแกร่งสุดๆ

ลายเส้นของอาจารย์แกในยุค 90 มันมีเสน่ห์มาก มีความนุ่มนวล สีสันสดใส แต่ไม่ฉูดฉาดจนเกินไป มีความละเอียดอ่อนที่ทำให้ดูอบอุ่น เราได้แรงบันดาลใจจากอาจารย์แกเยอะมากจริงๆ ถึงขั้นบอกได้เลยว่าถ้าไม่มีอาจารย์แก เราอาจจะไม่ได้เป็นคนที่เป็นทุกวันนี้

แล้วพอเราเข้าไปดูผลงานล่าสุดของอาจารย์แก มันก็มีความเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ตอนแรกเราก็ช็อกเหมือนกัน คิดว่าทำไมลายเส้นที่เคยคุ้นตามันหายไปไหน แต่พอเราค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม เราก็เริ่มเข้าใจมุมมองของอาจารย์แกมากขึ้น

อาจารย์แกเป็นหนึ่งในศิลปินญี่ปุ่นกลุ่มแรกๆ ที่ออกมาสนับสนุนและนำเทคโนโลยี AI มาใช้ช่วยในการวาดภาพ ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า "AI-assisted drawing" หรือการวาดภาพที่มี AI เข้ามาช่วยเสริมในบางขั้นตอน เธอเคยมีงานนิทรรศการชื่อ "Aoi" ที่แสดงร่วมกับศิลปินชื่อ Uni Aoi ซึ่งเป็นการทดลองใช้ AI สร้างคาแรกเตอร์ต้นแบบแล้วค่อยนำมาวาดหรือระบายสีต่อด้วยมือ เพื่อสำรวจพรมแดนใหม่ระหว่างเทคโนโลยีกับศิลปะแบบดั้งเดิม

นี่คือจุดที่น่าสนใจมากนะทุกคน อาจารย์แกไม่ได้ทิ้งลายเส้นของตัวเองไปเลย แต่กำลังทดลองหาวิธีใหม่ในการสร้างสรรค์ผลงาน ภาษาอังกฤษมีสำนวนว่า "evolve or die" พัฒนาไปหรือตาย หมายความว่าถ้าเราไม่ปรับตัวตามโลกที่เปลี่ยนไป เราก็อาจจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

แต่ประเด็นมันไม่ใช่แค่การปรับตัวตามกระแสเท่านั้น มันเกี่ยวกับ "degree" หรือระดับของการใช้เทคโนโลยีด้วย อาจารย์แกดูเหมือนจะเลือกใช้ AI ในรูปแบบของ "enhancement" การเสริมความสามารถ ไม่ใช่ "replacement" การแทนที่ความสามารถทั้งหมด เหมือนในหนังเรื่อง Iron Man ที่ Tony Stark ใช้ชุดเกราะไอรอนแมนเสริมความสามารถของเขา แต่ Tony ยังคงเป็น Tony ชุดเกราะไม่ได้กลายเป็น Tony แทนเขา

ในวงการศิลปะดิจิทัลตอนนี้ มีศิลปินหลายคนที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือในการทำงาน บางคนใช้ AI ช่วยสเก็ตช์เบื้องต้น แล้วค่อยมาวาดทับด้วยมืออย่างละเอียด บางคนใช้ AI ช่วยสร้างพื้นหลังที่ซับซ้อน แล้วโฟกัสไปที่ตัวละครที่วาดด้วยมือ บางคนใช้ AI ช่วยทดลององค์ประกอบภาพหลายๆ แบบก่อนที่จะเริ่มวาดจริง วิธีเหล่านี้ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของศิลปินไว้ได้ เพราะการตัดสินใจสุดท้ายยังอยู่ที่มนุษย์

สิ่งที่น่าสนใจคือมีคนนำลายเส้นของอาจารย์แกไปเทรนเป็นโมเดล AI แบบ LoRA ซึ่ง LoRA ย่อมาจาก "Low-Rank Adaptation" เป็นเทคนิคในการปรับแต่งโมเดล AI ให้สามารถเลียนแบบสไตล์เฉพาะได้โดยไม่ต้องเทรนทั้งระบบใหม่ทั้งหมด เหมือนกับการสอนให้ AI จำลายเส้นของอาจารย์แกได้ และที่น่าสนใจคืออาจารย์แกเองก็รับทราบเรื่องนี้และแสดงท่าทีสนับสนุน
นี่คือจุดที่เราต้องหยุดคิดนะ ถ้าเป็นศิลปินคนอื่น อาจจะโกรธมากที่มีคนเอางานไปเทรน AI โดยไม่ได้รับอนุญาต แต่อาจารย์แกกลับเลือกที่จะสนับสนุน มันบอกอะไรเราบางอย่างเกี่ยวกับทัศนคติของเธอต่อเทคโนโลยี เธอเห็นมันเป็นส่วนหนึ่งของอนาคต ไม่ใช่ศัตรูที่ต้องต่อต้าน

เรื่องนี้มันเหมือนในนวนิยาย "The Old Man and the Sea" ของ Ernest Hemingway ที่ชายชราต้องต่อสู้กับปลามาร์ลินตัวใหญ่ในทะเล แต่สุดท้ายเขาก็เข้าใจว่าปลาไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่ต้องอยู่ร่วมกัน อาจารย์แกอาจจะมองว่า AI ไม่ใช่ศัตรูของศิลปิน แต่เป็นเครื่องมือที่เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน

แต่เราเข้าใจความรู้สึกของคนที่เสียดายลายเส้นเก่าๆ ของอาจารย์แกนะ มันเหมือนกับว่าเพลงที่เราชอบถูกรีเมคใหม่ รสชาติมันอาจจะดี แต่มันไม่ใช่รสชาติแบบเดิมที่เราตกหลุมรัก ความรู้สึกแบบนี้มันปกติมาก ภาษาอังกฤษเรียกว่า "nostalgia" ความคิดถึงอดีต ความรู้สึกที่อบอุ่นแต่แฝงไว้ด้วยความเศร้าเมื่อนึกถึงสิ่งที่ผ่านไป

ผลงานยุค 90 ของอาจารย์แกมันมีเสน่ห์พิเศษจริงๆ ในยุคที่ทุกอย่างต้องทำด้วยมือทั้งหมด ทุกเส้นทุกสี ทุกรายละเอียด มันใช้เวลา ใช้ความอดทน ใช้ทักษะที่สะสมมานานหลายปี ผลงานแต่ละชิ้นมันมีชีวิต มี "human touch" การสัมผัสของมนุษย์ที่ AI จำลองได้ยาก

แต่เราก็ต้องเข้าใจว่าศิลปินเองก็มีสิทธิ์ที่จะพัฒนาตัวเอง ทดลองสิ่งใหม่ๆ และเดินไปข้างหน้า อาจารย์แกอายุ 50 กว่าแล้ว ร่างกายคนเราไม่สามารถวาดภาพละเอียดๆ ได้เหมือนตอนอายุ 20-30 ตลอดไป มือก็อาจจะไม่แข็งแรงเท่าเดิม สายตาก็อาจจะไม่คมชัดเท่าเดิม นี่คือความจริงของชีวิตที่ทุกคนต้องเผชิญ

การที่อาจารย์แกเลือกใช้เทคโนโลยีมาช่วย อาจจะเป็นวิธีที่เธอจะยังคงสร้างสรรค์ผลงานได้ต่อไปโดยไม่ต้องทรมานร่างกายตัวเองจนเกินไป เหมือนนักดนตรีที่เคยเล่นกีตาร์ไฟฟ้ารอกหนักๆ พอโตขึ้นก็หันมาเล่นอะคูสติกบรรเลงเบาๆ ดนตรีมันยังคงเป็นดนตรี แค่รูปแบบมันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

มีศิลปินหลายคนในประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนสไตล์ไปตามช่วงอายุ Pablo Picasso มีช่วง Blue Period, Rose Period, และ Cubism ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง Claude Monet วาดภาพแบบต่างๆ ตลอดชีวิต โดยเฉพาะภาพบัวในช่วงปลายชีวิตที่สีสันและรูปแบบเปลี่ยนไปมากเพราะสายตาแย่ลง การเปลี่ยนแปลงมันเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นศิลปิน

สิ่งที่เราควรทำคือเคารพในการตัดสินใจของอาจารย์แก แต่ในขณะเดียวกันเราก็มีสิทธิ์ที่จะชื่นชอบผลงานยุคไหนก็ได้ที่เราชอบ เหมือนแฟนเพลงที่บอกว่าชอบอัลบั้มแรกของวงที่ชอบมากกว่าอัลบั้มล่าสุด มันไม่ได้หมายความว่าอัลบั้มใหม่มันแย่ แค่ว่าเรามีความผูกพันกับอัลบั้มเก่ามากกว่า
ประเด็นสำคัญที่เราได้เรียนรู้จากเรื่องนี้มีหลายข้อ

การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม โลกมันหมุน เทคโนโลยีมันพัฒนา คนเราก็โตขึ้น การยึดติดกับอดีตจนเกินไปอาจจะทำให้เราพลาดอนาคตที่ดีกว่าก็ได้

เครื่องมือมันเป็นกลาง สิ่งสำคัญคือคนใช้มัน AI มันไม่ได้ดีหรือแย่ในตัวมันเอง แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้มันอย่างไร ใช้มันเพื่อเสริมความสามารถหรือเพื่อหลีกเลี่ยงความพยายาม

การเคารพศิลปินหมายถึงการเคารพในการเลือกของเขาด้วย แม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วยก็ตาม อาจารย์แกเลือกที่จะทดลองสิ่งใหม่ เธอมีสิทธิ์ที่จะทำแบบนั้น เราไม่จำเป็นต้องชอบ แต่เราควรเคารพ

ความคิดถึงอดีตมันสวยงาม แต่อย่าปล่อยให้มันขัดขวางการมองไปข้างหน้า ผลงานเก่าๆ ของอาจารย์แกมันยังคงอยู่ เราสามารถกลับไปดูได้ทุกเมื่อ แต่เราก็ควรเปิดใจให้กับสิ่งใหม่ๆ ที่เธอกำลังทำอยู่ด้วย

ทุกคนมีสิทธิ์พัฒนาตัวเอง ทดลองสิ่งใหม่ และเดินทางในเส้นทางของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน นักเขียน นักดนตรี หรือคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ เราไม่ได้ถูกบังคับให้เป็นเหมือนเดิมตลอดไปเพียงเพราะคนอื่นคาดหวังแบบนั้น

ภาษาอังกฤษมีคำว่า "growing pains" แปลตรงตัวคือความเจ็บปวดจากการเติบโต หมายถึงความยากลำบากหรือความไม่สบายใจที่เกิดขึ้นเมื่อเราหรือสิ่งที่เรารักกำลังเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไป สิ่งที่เรากำลังรู้สึกตอนนี้กับผลงานของอาจารย์แก มันอาจจะเป็น growing pains ก็ได้

เหมือนในการ์ตูนเรื่อง One Piece ที่ Luffy บอกว่า "I don't want to conquer anything. I just think the guy with the most freedom in this whole ocean is the Pirate King" ฉันไม่อยากพิชิตอะไรทั้งนั้น ฉันแค่คิดว่าคนที่มีอิสระมากที่สุดในมหาสมุทรนี้คือราชาแห่งโจรสลัด ศิลปินก็เหมือนกัน เป้าหมายสูงสุดคือความเป็นอิสระในการสร้างสรรค์ ไม่ใช่การทำให้แฟนๆ พอใจตลอดเวลา

อาจารย์ Aoi Nanase ท่านนี้ให้ของขวัญมากมายกับเราในรูปแบบของผลงานยุค 90 และต้นยุค 2000 ผลงานเหล่านั้นยังคงอยู่ ยังคงสวยงาม ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่อีกหลายๆ คน แต่ตอนนี้เธอกำลังเดินทางในเส้นทางใหม่ของเธอเอง เราไม่จำเป็นต้องตามไปด้วยถ้าไม่อยากไป แต่เราก็ควรส่งเธอไปด้วยความปรารถนาดี ไม่ใช่ด้วยความผิดหวังหรือความขุ่นเคือง

สิ่งสำคัญที่สุดที่เราเรียนรู้จากเรื่องนี้คือ การพัฒนาตัวเองไม่ได้หมายความว่าเราต้องทิ้งตัวตนเดิมไปทั้งหมด มันหมายถึงการเพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต ทดลองวิธีใหม่ๆ ในการทำสิ่งที่เรารัก และไม่กลัวที่จะเปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาผ่านไป แม้ว่าบางคนจะไม่เข้าใจหรือไม่ชอบก็ตาม
ท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตของเราเป็นของเราเอง ไม่ใช่ของคนอื่น เราสร้างสรรค์มันในแบบที่เราต้องการ ในจังหวะที่เราพร้อม ด้วยเครื่องมือที่เราเลือก และนั่นก็คือสิทธิ์ของเราที่จะทำแบบนั้น

ความคิดเห็น