มองข่าวการปรับลดภาษีระหว่างจีนกับแคนาดา

มองข่าวการปรับลดภาษีระหว่างจีนกับแคนาดา แล้วเราก็นึกขึ้นมาได้ว่า เอ้า ทำไมมันดูคล้ายๆ กับตอนที่เราเคยนั่งดูคู่รักทะเลาะกัน แล้วพอมีคนนอกมาก้าวก่ายหรือสร้างปัญหา สองคนที่เคยหน้าชื้นกันกลับหันมาจับมือกันซะงั้น
ข่าวนี้มันไม่ได้แค่เรื่องของภาษีสินค้า มันเป็นเรื่องของการเลือกข้าง การหาพันธมิตรใหม่ และที่สำคัญคือการตัดสินใจว่าจะอยู่ฝั่งไหนของโลกที่กำลังแบ่งขั้วอย่างชัดเจน เมื่อนายกรัฐมนตรีแคนาดาอย่าง Mark Carney บินไปปักกิ่งและประกาศลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจีนจาก 100% เหลือแค่ 6.1% ในขณะที่จีนลดภาษีน้ำมันคาโนลาจาก 85% เหลือ 15% มันไม่ได้หมายความแค่ว่าทั้งสองประเทศตกลงกันได้ มันหมายความว่าสหรัฐอเมริกากำลังเสียพันธมิตรสำคัญให้กับจีนไปทีละคน
เรื่องนี้มันเริ่มจากไหน ต้องย้อนกลับไปดูที่นโยบายภาษีของ Donald Trump ที่ชอบเปิด-ปิดภาษีแบบไม่มีความแน่นอน บางทีก็ประกาศภาษีสูงลิ่ว บางทีก็บอกว่าจะลด บางทีก็ขู่ว่าจะขึ้นอีก จนพันธมิตรของสหรัฐอย่างแคนาดาเริ่มรู้สึกว่ามันไม่มีเสถียรภาพพอที่จะวางแผนเศรษฐกิจระยะยาว Carney เลยต้องหาทางเลือกใหม่ และทางเลือกนั้นคือจีน ประเทศที่แคนาดาเคยมีความสัมพันธ์แย่มากตั้งแต่ปี 2018 เมื่อแคนาดาจับกุม Meng Wanzhou ซีเอฟโอของ Huawei ตามคำร้องของสหรัฐ แล้วจีนก็ตอบโต้ด้วยการจับพลเมืองแคนาดาสองคนข้อหาสายลับ
แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป Carney บอกกับสื่อว่าความสัมพันธ์กับจีน "คาดเดาได้มากขึ้น" และการเจรจากับปักกิ่ง "สมจริงและให้เกียรติ" ซึ่งมันตรงข้ามกับการติดต่อกับทรัมป์ที่ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเปลี่ยนใจอะไร ข้อตกลงนี้ไม่ได้หมายความว่าแคนาดายอมทุกอย่างที่จีนต้องการ Carney ยังคงเน้นย้ำเรื่องสิทธิมนุษยชน การแทรกแซงการเลือกตั้ง และปัญหาไต้หวัน แต่ข้อเท็จจริงคือแคนาดาเลือกที่จะนั่งโต๊ะเจรจากับจีนแทนที่จะรอคอยความเมตตาจากทรัมป์
คำถามที่เราต้องถามตัวเองคือ เมื่อไหร่ที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่กว่าการไม่เห็นด้วยในเรื่องค่านิยม
ในพุทธศาสนามีหลักธรรมที่เรียกว่า "อวิชชา" ซึ่งแปลว่าความไม่รู้หรือความหลงผิด แต่ที่น่าสนใจคือในบาลีมีคำว่า "สันทิฏฐิกธรรม" หมายถึงธรรมที่เห็นได้ชัดในปัจจุบัน ไม่ต้องรอดูผลในอนาคต เมื่อเราเชื่อมโยงสองแนวคิดนี้เข้าด้วยกัน เราจะเห็นว่าการตัดสินใจของแคนาดามันไม่ได้มาจากความชอบหรือไม่ชอบจีน แต่มันมาจากความเห็นชัดในปัจจุบันว่าความสัมพันธ์กับสหรัฐภายใต้ทรัมป์นั้นเต็มไปด้วยอวิชชา เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนที่ทำให้วางแผนอะไรไม่ได้ ในขณะที่จีนแม้จะมีปัญหาเรื่องค่านิยม แต่อย่างน้อยมันมี "สันทิฏฐิกธรรม" คือความชัดเจนและคาดการณ์ได้ในการเจรจาทางการค้า
พระพุทธเจ้ายังสอนเรื่อง "อุปายโกสัลย์" ซึ่งแปลว่าความชำนาญในอุบาย หรือภูมิปัญญาในการเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ อุปายโกสัลย์ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมทุกอย่าง แต่มันหมายความว่าเราต้องรู้จักเลือกสนามรบที่เหมาะสม Carney ใช้อุปายโกสัลย์โดยการไปหาข้อตกลงกับจีนในส่วนที่ทำได้ ขณะเดียวกันก็ยังคงเส้นแดงในเรื่องที่สำคัญ เขาไม่ได้ขายประเทศให้จีน เขาแค่เลือกที่จะไม่ให้สหรัฐเป็นตัวแปรเดียวที่กำหนดอนาคตของแคนาดา
ในวรรณกรรมจีนคลาสสิกอย่าง "สามก๊ก" มีเหตุการณ์หนึ่งที่น่าสนใจคือการที่เล่าปี่ก่อตั้งพันธมิตรกับซุนกวนเพื่อต่อสู้กับโจโฉที่มีกำลังมากกว่า แม้ว่าเล่าปี่กับซุนกวนจะมีผลประโยชน์ขัดแย้งกันในหลายเรื่อง แต่พวกเขาเลือกที่จะรวมพลังกันเพราะรู้ว่าถ้าปล่อยให้โจโฉชนะคนเดียว ทั้งสองฝ่ายจะแพ้ไปพร้อมกัน สถานการณ์นี้คล้ายกับที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน เมื่อสหรัฐภายใต้ทรัมป์เริ่มใช้นโยบาย "America First" แบบสุดโต่ง ประเทศอื่นๆ ที่เคยเป็นพันธมิตรก็เริ่มมองหาทางเลือกอื่น ไม่ใช่เพราะพวกเขารักจีน แต่เพราะพวกเขาต้องการความสมดุลในโลกที่ไม่มีประเทศใดครอบงำเบ็ดเสร็จ
ปรัชญาตะวันออกมีแนวคิดเรื่อง "กลางทาง" หรือ "มัชฌิมาปฏิปทา" ในพุทธศาสนา ซึ่งสอนว่าไม่ควรไปสุดโต่งทางใดทางหนึ่ง การที่แคนาดาเลือกที่จะมีความสัมพันธ์กับทั้งสหรัฐและจีนไปพร้อมกัน แม้จะยากลำบาก แต่มันคือการเดินกลางทางที่ชาญฉลาดกว่าการเลือกข้างใดข้างหนึ่งอย่างเบ็ดเสร็จ โลกในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่โลกสงครามเย็นที่ทุกประเทศต้องเลือกระหว่างสหรัฐกับสหภาพโซเวียต โลกตอนนี้ซับซ้อนกว่า มีผู้เล่นมากกว่า และที่สำคัญคือเศรษฐกิจของทุกประเทศเชื่อมโยงกันแน่นแฟ้นจนการตัดขาดกันอย่างสมบูรณ์เป็นไปไม่ได้
มีการทดลองทางจิตวิทยาสังคมที่น่าสนใจเรียกว่า "Robbers Cave Experiment" ที่ทำโดยนักจิตวิทยา Muzafer Sherif ในปี 1954 การทดลองนี้เริ่มจากการแบ่งเด็กชาย 22 คนที่ไม่รู้จักกันออกเป็นสองกลุ่มแยกกันในค่ายพักแรม ขั้นตอนแรกคือการให้แต่ละกลุ่มสร้างสัมพันธภาพภายในกลุ่มจนเกิดความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียว พวกเขาตั้งชื่อกลุ่มตัวเองว่า Eagles และ Rattlers
จากนั้นนักวิจัยก็เริ่มขั้นตอนที่สองคือการสร้างการแข่งขันระหว่างสองกลุ่มในกิจกรรมต่างๆ เช่น เบสบอล การชักเย่อ ที่มีรางวัลเป็นถ้วยและมีดพก ผลที่เกิดขึ้นคือทั้งสองกลุ่มเริ่มมีความเป็นปรปักษ์กันอย่างรุนแรง พวกเขาเรียกชื่อกันแบบดูถูก เผารูปธงของฝ่ายตรงข้าม และมีการทะเลาะวิวาทกันจริงจัง สิ่งที่น่าสนใจคือขั้นตอนสุดท้ายของการทดลอง Sherif พยายามหาวิธีลดความขัดแย้ง เขาเริ่มจากการจัดกิจกรรมที่ทั้งสองกลุ่มต้องอยู่ใกล้กัน เช่น ดูหนังด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน แต่วิธีนี้ไม่ได้ผล ความเกลียดชังยังคงอยู่ แต่เมื่อ Sherif สร้าง "superordinate goals"
หรือเป้าหมายร่วมที่ทั้งสองกลุ่มต้องช่วยกันถึงจะบรรลุผล เช่น รถที่เอาอาหารมาให้ค่ายพักแรมเสียและต้องช่วยกันดันรถ หรือท่อน้ำแตกและต้องช่วยกันซ่อม ความเป็นปรปักษ์ก็เริ่มลดลง เด็กๆ ทั้งสองกลุ่มเริ่มมองกันเป็นเพื่อนร่วมงานแทนที่จะเป็นศัตรู การทดลองนี้สรุปได้ว่าความขัดแย้งระหว่างกลุ่มไม่ได้เกิดจากความแตกต่างพื้นฐานของคน แต่เกิดจากการแข่งขันเพื่อทรัพยากรจำกัด และวิธีแก้ไขที่ดีที่สุดคือการสร้างสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายต้องร่วมมือกัน
เมื่อเรานำการทดลองนี้มาเทียบกับสถานการณ์ระหว่างประเทศ เราจะเห็นว่าสหรัฐภายใต้ทรัมป์กำลังสร้างสถานการณ์ที่คล้ายกับขั้นตอนที่สองของการทดลอง คือการสร้างการแข่งขันแบบ zero-sum game ที่ฝ่ายหนึ่งชนะแปลว่าอีกฝ่ายต้องแพ้ นโยบายภาษีที่ไม่แน่นอน การขู่คู่ค้า การถอนตัวจากข้อตกลงระหว่างประเทศ ทั้งหมดนี้กำลังสร้างความรู้สึกเป็นปรปักษ์ระหว่างสหรัฐกับประเทศอื่นๆ รวมถึงพันธมิตรเก่าแก่
ในทางตรงกันข้าม จีนภายใต้สี จิ้นผิง กำลังพยายามสร้าง "superordinate goals" โดยการนำเสนอโครงการต่างๆ เช่น Belt and Road Initiative หรือการเน้นความร่วมมือในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงานสะอาด จีนกำลังพยายามสร้างภาพว่าโลกมีปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ไขร่วมกัน และจีนพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้
ความหมายของการทดลอง Robbers Cave ต่อสถานการณ์ปัจจุบันคือมันแสดงให้เห็นว่าการสร้างความขัดแย้งนั้นง่ายมาก แต่การแก้ไขนั้นยากและต้องใช้เวลา และที่สำคัญคือการแก้ไขความขัดแย้งไม่สามารถทำได้โดยการบังคับให้คนที่เกลียดกันอยู่ใกล้กันหรือพูดคุยกัน
มันต้องสร้างสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นว่าพวกเขาต้องการกันและกัน การที่แคนาดาเลือกที่จะมีความสัมพันธ์กับจีนไม่ได้หมายความว่าพวกเขาลืมค่านิยมประชาธิปไตย แต่มันหมายความว่าพวกเขาเห็นว่ามีปัญหาใหญ่ เช่น การค้า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่พวกเขาต้องการหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ และตอนนี้จีนดูเหมือนจะเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้มากกว่าสหรัฐภายใต้ทรัมป์
มีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่สะท้อนประเด็นนี้ได้ดีคือ "The Third Man" ของผู้กำกับ Carol Reed ที่ออกฉายในปี 1949 จากประเทศอังกฤษ ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องราวหลังสงครามโลกครั้งที่สองในกรุงเวียนนาที่ถูกแบ่งเป็นสี่เขต ควบคุมโดยสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหภาพโซเวียต มีฉากหนึ่งที่เด็ดมากคือตอนที่ตัวละครหลัก Holly Martins ยืนอยู่บนชิงช้าสวนสนุกยักษ์ Wiener Riesenrad กับเพื่อนเก่าของเขา Harry Lime
ที่กลายเป็นคนร้ายค้ายาเสพติด ในฉากนี้กล้องมองลงไปจากที่สูงทำให้คนที่เดินอยู่ข้างล่างดูเล็กเหมือนจุด Harry Lime ชี้ไปที่คนเหล่านั้นแล้วพูดว่า "Look down there. Would you really feel any pity if one of those dots stopped moving forever?" เขากำลังพยายามอธิบายว่าเมื่อคนอยู่ไกลพอ เมื่อเราไม่เห็นหน้าตาหรือไม่รู้จักชีวิตของพวกเขา การทำร้ายพวกเขาก็ง่ายขึ้น แสงในฉากนี้มาจากด้านข้างทำให้ใบหน้าของ Harry Lime ครึ่งหนึ่งอยู่ในเงามืด สะท้อนถึงความเป็นสองหน้าของเขา
บทพูดและภาพในฉากนี้เชื่อมโยงกับการทดลอง Robbers Cave ได้อย่างน่าสนใจ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าเมื่อเรามองคนอื่นเป็นแค่ "กลุ่ม" หรือ "ฝ่ายตรงข้าม" แทนที่จะเป็นบุคคล เราก็ทำร้ายพวกเขาได้ง่ายขึ้น Harry Lime อยู่สูงจนคนด้านล่างดูเป็นแค่จุด เหมือนกับที่เด็กๆ ใน Robbers Cave เริ่มมองกลุ่มตรงข้ามเป็นแค่ "พวก Rattlers" หรือ "พวก Eagles" แทนที่จะเป็นเพื่อนๆ คนหนึ่งคนที่มีชื่อและบุคลิกเฉพาะตัว
สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้สอนเราคือความสำคัญของการมองเห็นความเป็นมนุษย์ในคนที่เราคิดว่าเป็นศัตรู เมื่อทรัมป์พูดถึงจีนด้วยน้ำเสียงเหมารวมว่าเป็น "ภัยคุกคาม" หรือ "คู่แข่ง" โดยไม่เห็นว่าจีนมีคนหลากหลาย มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล มีทั้งคนที่ต้องการสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง มันก็เหมือนกับที่ Harry Lime มองคนข้างล่างเป็นแค่จุด ในทางตรงกันข้าม Carney พยายามมองจีนในมิติที่ซับซ้อนกว่า เขายอมรับว่ามีปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน มีข้อกังวลเรื่องการแทรกแซงการเลือกตั้ง แต่เขาก็เห็นว่ามีพื้นที่ที่สามารถร่วมมือกันได้ นี่คือการมองแบบมีมิติ ไม่ใช่การมองแบบขาวดำ
การวิเคราะห์เชิงจิตวิทยาสังคมที่น่าสนใจคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "reactive devaluation" ซึ่งหมายถึงแนวโน้มที่เราจะประเมินค่าข้อเสนอต่ำลงเมื่อมันมาจากฝ่ายที่เราไม่ชอบหรือเป็นปรปักษ์ ถึงแม้ข้อเสนอนั้นจะดีก็ตาม งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าคนมีแนวโน้มที่จะปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพหรือข้อตกลงการค้าถ้ามันมาจากศัตรู แม้ว่าข้อเสนอนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเองก็ตาม
ปรากฏการณ์นี้อธิบายได้ว่าทำไมหลายคนในสหรัฐหรือในประเทศตะวันตกจึงมองข้อเสนอจากจีนด้วยความสงสัยทันที ไม่ว่าจีนจะเสนออะไร คนก็จะคิดว่ามันต้องมีอะไรแอบแฝงอยู่ แต่สิ่งที่ Carney ทำคือเขาพยายามเอาชนะ reactive devaluation นี้ด้วยการประเมินข้อเสนอจากเนื้อหาจริงๆ ไม่ใช่จากว่ามันมาจากใคร
ในโลกของการเมืองระหว่างประเทศ มีแนวคิดที่เรียกว่า "hedging" หรือการกระจายความเสี่ยง ประเทศขนาดกลางอย่างแคนาดา ออสเตรเลีย หรือประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศ พวกเขาไม่สามารถเลือกข้างใดข้างหนึ่งระหว่างสหรัฐกับจีนได้อย่างสมบูรณ์ เพราะทั้งสองประเทศมีความสำคัญต่อพวกเขา สหรัฐคือพันธมิตรด้านความมั่นคงและค่านิยมประชาธิปไตย
จีนคือตลาดการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกและแหล่งการลงทุนสำคัญ การ hedge คือการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งสองฝ่าย โดยไม่ผูกมัดตัวเองจนเกินไปกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง Carney กำลังทำสิ่งนี้ เขาไม่ได้ตัดความสัมพันธ์กับสหรัฐ แต่เขากำลังสร้างทางเลือกให้กับประเทศของเขา
จากมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ สิ่งที่แคนาดาทำมันสมเหตุสมผลมาก จีนเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่อันดับสองของแคนาดา และแคนาดามีทรัพยากรธรรมชาติมากมายที่จีนต้องการ ตั้งแต่น้ำมันคาโนลาไปจนถึงแร่หายาก การที่ทรัมป์ขู่ว่าจะเก็บภาษีสินค้าจากแคนาดาทำให้แคนาดาต้องหาตลาดใหม่
และจีนก็พร้อมที่จะรับซื้อ นี่ไม่ใช่เรื่องของอุดมการณ์ มันเป็นเรื่องของความอยู่รอด การที่เราปล่อยให้อุดมการณ์มาบังตาเราจนมองไม่เห็นความจริงเชิงเศรษฐกิจมันก็เหมือนกับการปิดตาตัวเองแล้วหวังว่าปัญหาจะหายไป
ที่น่าสนใจคือไม่ใช่แค่แคนาดาที่เริ่มเข้าหาจีน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้และนายกรัฐมนตรีไอร์แลนด์ไปเยือนปักกิ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอังกฤษและนายกรัฐมนตรีเยอรมนีก็คาดว่าจะไปเร็วๆ นี้ สิ่งนี้บอกอะไรเรา มันบอกว่าทรัมป์กำลังผลักพันธมิตรของสหรัฐไปหาจีนโดยไม่รู้ตัว หรืออาจจะรู้แต่ไม่สนใจ นโยบาย "America First" ของเขากลายเป็น "America Alone" ในทางปฏิบัติ เพราะเมื่อทุกประเทศรู้สึกว่าสหรัฐไม่ใช่พันธมิตรที่เชื่อถือได้ พวกเขาก็ต้องหาทางเลือกอื่น
นี่คือจุดที่พุทธศาสนาสอนเรื่อง "กฏแห่งกรรม" หรือ "กัมมันตา" ซึ่งหมายถึงการที่ทุกการกระทำมีผลตามมา การที่ทรัมป์เลือกใช้นโยบายภาษีแบบไม่คาดเดา ขู่คู่ค้า ถอนตัวจากข้อตกลงระหว่างประเทศ ทั้งหมดนี้คือกรรมที่เขาสร้างขึ้น และผลของกรรมนั้นคือการที่พันธมิตรของสหรัฐเริ่มหันหลังให้และมองหาพันธมิตรใหม่ กฏแห่งกรรมไม่ได้เกิดขึ้นทันทีเสมอไป บางครั้งมันใช้เวลา แต่มันเกิดขึ้นแน่นอน การที่แคนาดาไปจับมือกับจีนคือผลของกรรมที่ทรัมป์สร้างขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ในทางปรัชญา มีแนวคิดของ Niccolò Machiavelli นักคิดชาวอิตาลีในศตวรรษที่ 16 ที่เขียนหนังสือ "The Prince" ซึ่งพูดถึงศิลปะของการปกครอง Machiavelli บอกว่าเจ้าชายหรือผู้นำที่ดีต้องเป็นทั้งสุนัขจิ้งจอกและสิงโต สิงโตคือความแข็งแกร่งและกล้าหาญ สุนัขจิ้งจอกคือความฉลาดและความสามารถในการปรับตัว การที่ทรัมป์พยายามเป็นแค่สิงโตโดยใช้กำลังและการขู่เหน็จทำให้เขาพลาดสิ่งที่สุนัขจิ้งจอกมี คือความเข้าใจว่าบางครั้งการเจรจาและการประนีประนอมมันมีประสิทธิภาพมากกว่าการข่มขู่ ในทางตรงกันข้าม สี จิ้นผิงและทีมงานของเขากำลังเล่นแบบสุนัขจิ้งจอก พวกเขารู้ว่าตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีในการขยายอิทธิพลของจีนโดยไม่ต้องใช้กำลังทหาร แค่เสนอข้อตกลงการค้าที่ดีกว่า แสดงความเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้ และรอให้ประเทศต่างๆ เดินเข้ามาหาเอง
Carney พูดประโยคหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ "We take the world as it is - not as we wish it to be" ประโยคนี้สะท้อนถึงความเป็นผู้นำที่เป็นผู้ใหญ่ มันคือการยอมรับความเป็นจริง ไม่ใช่การยึดติดกับอุดมการณ์จนลืมมองความเป็นจริง โลกในปัจจุบันไม่ได้แบ่งเป็นขาวกับดำ ดีกับชั่ว อย่างชัดเจน มันเป็นโลกที่เต็มไปด้วยสีเทา ประเทศที่มีปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนก็อาจจะเป็นคู่ค้าที่ดี ประเทศที่มีค่านิยมเหมือนกันก็อาจจะไม่ใช่พันธมิตรที่เชื่อถือได้ การเป็นผู้นำในโลกแบบนี้ต้องอาศัยภูมิปัญญาในการเลือกว่าจะต่อสู้กับเรื่องอะไร จะประนีประนอมกับเรื่องอะไร
และจะร่วมมือกับใครในเรื่องอะไร
จากการวิเคราะห์ข้างต้น เราอาจจะเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างแคนาดากับจีนไม่ใช่แค่เรื่องภาษีหรือการค้า มันเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบระหว่างประเทศ เมื่อประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐเลือกที่จะใช้นโยบายที่ไม่คาดเดาและเห็นแก่ตัว ประเทศอื่นๆ ก็ต้องหาทางเลือกใหม่ การที่จีนกำลังเติบโตเป็นทางเลือกนั้นไม่ใช่เพราะจีนสมบูรณ์แบบ แต่เพราะจีนกำลังทำสิ่งที่สหรัฐเคยทำ คือการเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้ มีความสม่ำเสมอในนโยบาย และพร้อมที่จะร่วมมือแบบ win-win
สรุปทางแก้ไขปัญหานี้
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เราจะเห็นได้ว่าการแก้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเลือกข้างใดข้างหนึ่งอย่างสุดโต่ง แต่อยู่ที่การสร้างระบบที่มีความยืดหยุ่นและกระจายความเสี่ยง ทางออกที่ปฏิบัติได้จริงมีดังนี้
หนึ่ง สร้างความสัมพันธ์หลายมิติแทนการผูกขาด ประเทศไม่ควรวางใจพันธมิตรเพียงประเทศเดียว ควรสร้างเครือข่ายการค้าและความร่วมมือที่หลากหลาย ถ้าพันธมิตรหลักเปลี่ยนใจหรือมีนโยบายที่ไม่เป็นประโยชน์ เราก็มีทางเลือกอื่น นี่คือการบริหารความเสี่ยงแบบเดียวกับที่นักลงทุนไม่วางเงินทั้งหมดไว้ในหุ้นตัวเดียว
สอง แยกเรื่องค่านิยมออกจากผลประโยชน์ แต่ไม่ละทิ้งค่านิยม เราสามารถร่วมมือกับประเทศที่มีค่านิยมต่างกันในเรื่องการค้า พลังงาน เทคโนโลยี ขณะเดียวกันก็ยังคงพูดตรงและชัดเจนในเรื่องสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย สิ่งนี้ต้องทำอย่างมีทักษะ ไม่ใช่ใช้วิธีประณามสาธารณะที่ทำให้อีกฝ่ายเสียหน้า แต่ใช้การเจรจาส่วนตัวที่มีประสิทธิภาพมากกว่า Carney ทำสิ่งนี้โดยการยืนยันกับสื่อว่าเขาพูดเรื่องสิทธิมนุษยชนและไต้หวันกับสี จิ้นผิง แต่ไม่ได้ทำแบบโวยวายให้คนทั้งโลกได้ยิน
สาม สร้างกลไกที่ทำให้ข้อตกลงมีความชัดเจนและวัดผลได้ ข้อตกลงระหว่างประเทศต้องมีตัวเลขชัดเจน มีกรอบเวลา มีกลไกการตรวจสอบ ข้อตกลงระหว่างแคนาดากับจีนระบุชัดเจนว่าจีนจะลดภาษีน้ำมันคาโนลาจาก 85% เหลือ 15% ภายใน 1 มีนาคม และแคนาดาจะให้โควต้ารถยนต์ไฟฟ้าจีน 49,000 คันที่ภาษี 6.1% ความชัดเจนนี้ทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้ว่าจะคาดหวังอะไร และสามารถตรวจสอบได้ว่าอีกฝ่ายทำตามสัญญาหรือไม่
สี่ ใช้เวลาและความอดทนในการสร้างความไว้วางใจ ความสัมพันธ์ระหว่างแคนาดากับจีนแย่มากตั้งแต่เหตุการณ์ Meng Wanzhou ในปี 2018 การที่ Carney กลับมาเยือนจีนเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปีไม่ได้ทำให้ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติทันที แต่มันเป็นจุดเริ่มต้น ข้อตกลงที่ได้คือการตกลงที่ "มีความทะเยอทะยานปานกลาง" ตามคำพูดของอดีตนักการทูตแคนาดา Colin Robertson แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นที่สมจริง การสร้างความไว้วางใจใช้เวลา ไม่สามารถเร่งรัดได้
ประเด็น Controversy ที่ต้องคิดต่อ
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เปิดประเด็นที่ท้าทายมาก นั่นคือ ในโลกที่ประเทศมหาอำนาจทั้งสองไม่มีใครเป็นตัวแทนของคุณธรรมอย่างสมบูรณ์ ประเทศขนาดกลางควรทำอย่างไร สหรัฐมีประวัติยาวนานของการโค่นล้มรัฐบาลที่ถูกเลือกตั้งมาในละตินอเมริกา มีปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเรือนจำ Guantanamo มีความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจที่สูงมาก จีนมีปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนในซินเจียง ไม่มีการเลือกตั้งที่เสรี มีการเซ็นเซอร์สื่อ เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่ใช่ตัวอย่างที่สมบูรณ์ การเลือกข้างจึงไม่ใช่เรื่องของศีลธรรมอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการคำนวณอย่างรอบคอบว่าอะไรจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของเราในระยะยาว
สิ่งที่ควรเป็นคือโลกที่ประเทศต่างๆ สามารถเลือกพันธมิตรตามผลประโยชน์ของตัวเองได้โดยไม่ถูกบังคับให้เลือกข้าง โลกที่มีหลายศูนย์กลางอำนาจแทนที่จะมีประเทศเดียวครอบงำ โลกที่ความร่วมมือในเรื่องการค้า พลังงาน สิ่งแวดล้อม ไม่ถูกผูกติดกับการเห็นด้วยในทุกเรื่องทุกประการ แคนาดากำลังพยายามสร้างพื้นที่แบบนี้ โดยการมีความสัมพันธ์กับทั้งสหรัฐและจีน โดยไม่ต้องตัดขาดใครหรือเลือกข้างอย่างสุดโต่ง
แต่คำถามใหญ่ที่ยังไม่มีคำตอบคือ ในโลกที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จะมีพื้นที่สำหรับการเดินกลางทางแบบนี้อยู่นานแค่ไหน ถ้าสถานการณ์บานปลายจนต้องเลือกข้างจริงๆ แคนาดาจะเลือกอย่างไร และที่สำคัญคือ การที่แคนาดาเลือกที่จะเข้าหาจีนมากขึ้นในช่วงที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี จะส่งผลอย่างไรเมื่อทรัมป์หมดวาระและสหรัฐมีผู้นำคนใหม่ที่อาจจะมีนโยบายต่างออกไป
สิ่งเดียวที่แน่นอนคือ โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ประเทศต่างๆ มีตัวเลือกมากขึ้น และอำนาจไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง นี่อาจจะเป็นโอกาสสำหรับประเทศขนาดกลางในการมีเสียงมากขึ้น หรืออาจจะเป็นความเสี่ยงที่พวกเขาจะถูกบีบให้เลือกข้างในสงครามเย็นรอบใหม่ คำตอบขึ้นอยู่กับว่าผู้นำของประเทศเหล่านั้นจะฉลาดและกล้าหาญพอที่จะเดินเส้นทางของตัวเองหรือไม่ และที่สำคัญคือประชาชนของประเทศเหล่านั้นจะยอมรับความซับซ้อนของโลกและไม่เรียกร้องให้ผู้นำเลือกข้างแบบง่ายๆ แบบขาวดำหรือไม่
ท้ายที่สุดแล้ว การที่ Carney บินไปปักกิ่งและจับมือกับสี จิ้นผิงไม่ใช่เรื่องของการทรยศต่อสหรัฐหรือการขายชาติให้จีน มันเป็นเรื่องของการดูแลผลประโยชน์ของประเทศตัวเอง ในโลกที่ไม่มีใครเป็นฮีโร่อย่างสมบูรณ์และไม่มีใครเป็นวายร้ายอย่างสมบูรณ์ การเอาตัวรอดต้องอาศัยภูมิปัญญาในการเดินสายกลางและความกล้าที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนของเรา ไม่ใช่สิ่งที่ประเทศมหาอำนาจบอกให้เราเลือก

ความคิดเห็น