เมื่อแฟนถามว่าอ่านชั่วฟ้าดินสลายไหม แล้วเราต้องมาเจอความจริง
เมื่อแฟนถามว่าอ่านชั่วฟ้าดินสลายไหม แล้วเราต้องมาเจอความจริงที่ว่า "รักที่จะชั่วนิรันดร์ได้ ต้องมีที่ว่างให้กันหายใจก่อน"
เอาเป็นว่านะ เมื่อคืนนี้แฟนเรายิงข้อความมาว่า "อ่านชั่วฟ้าดินสลายไหม" เราก็งงเลยว่าเอ๊ะ นี่เรื่องอะไรวะ ชื่อฟังดูโรแมนติกสุดๆ น่าจะเป็นเรื่องรักที่ยิ่งใหญ่แบบ Jack กับ Rose ในไททานิค หรือเปล่า แต่พอไปหาข้อมูลมาอ่าน โอ้โห พี่น้อง นี่มันบทเรียนชีวิตที่ลึกซึ้งและเจ็บปวดกว่าที่คิดเสียอีก
- ชั่วฟ้าดินสลายเป็นวรรณกรรมเรื่องสั้นของเรียมเอง คือนามปากกาของมาลัย ชูพินิจ เขียนขึ้นเมื่อปี 2494
- หนังดัดแปลงออกมาปี 2553 กำกับโดย มล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล นำแสดงโดยอนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม และเฌอมาลย์ บุญยศักดิ์
- เรื่องราวเล่าถึงส่างหม่องกับยุพดี คู่รักที่รักกันมากจนถูกลงโทษให้ใส่โซ่ข้อมือติดกันตลอดเวลา จนสุดท้ายความรักกลายเป็นนรก
ให้เราเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนฟังแบบสบายๆ แต่จะได้บทเรียนชีวิตสุดลึกซึ้งนะ
.
.
.
.
Spoiler alert
.
.
.
.
เรื่องมันเริ่มต้นที่นิพนธ์ นักเขียนชาวกรุงเทพฯ เดินทางไปพักที่ปางไม้ของพะโป้ คหบดีชาวพม่าที่เป็นเพื่อนสนิทกับพ่อของเขา ตอนไปถึงพะโป้ยังไม่กลับมา นิพนธ์ก็ได้ยินเสียงร้องครวญครางอย่างน่าสยดสยองในตอนกลางคืน เลยถามทิพย์ผู้จัดการของพะโป้ว่าเสียงนั้นเป็นเสียงอะไร
ทิพย์เลยเล่าให้ฟังว่า นั่นเป็นเสียงของส่างหม่อง หลานชายคนเดียวของพะโป้ที่นายห้างรักมากที่สุดในโลก แล้วก็เริ่มเล่าเรื่องราวที่น่าสลดใจ
ส่างหม่องเป็นหนุ่มอายุ 23 ปี จบจากวิทยาลัยป่าไม้พม่า เป็นคนดี ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เอาแต่ทำงานกับอ่านหนังสือ พะโป้รักเขามากจนระบุในพินัยกรรมว่าจะให้ทรัพย์สินทั้งหมดแก่ส่างหม่องแต่ผู้เดียว ตรงข้ามกับพะโป้ที่เป็นเสือผู้หญิง มีเมียเยอะแยะ แต่ไม่นานก็เบื่อ สลับไปเรื่อยๆ
ปี 2476 พะโป้ไปพระนครแล้วไปเจอยุพดี สาวอายุ 20 กว่าที่พ่อแม่ตายแล้ว เคยแต่งงานกับฝรั่งมาก่อนแต่อยู่กันได้แค่ปีเดียวก็เลิกกัน ยุพดีเป็นผู้หญิงที่เฉลียวฉลาด มาดมั่น กล้าหาญ เป็นตัวของตัวเอง แบบสมัยใหม่มาก พะโป้ที่อายุกว่า 50 แก่คราวพ่อของยุพดีแล้ว ก็ชอบใจเธอ จึงแต่งงานกับเธอแล้วพาไปอยู่ที่ปางไม้
นี่แหละจุดเริ่มต้นของเรื่อง เมื่อส่างหม่องได้พบกับยุพดี ทั้งสองก็รู้สึกชอบกัน พะโป้ไม่รู้ตัว ยังให้ส่างหม่องพายุพดีไปเดินเล่น เป็นมัคคุเทศก์พาไปชมป่า ยิ่งทำให้ทั้งสองสนิทกันมากขึ้น ยุพดีให้หนังสือ The Prophet ของ Kahlil Gibran กับ A Doll's House ของ Henrik Ibsen แก่ส่างหม่อง บอกว่าถ้าอ่านแล้วจะเปลี่ยนทัศนคติ
ตรงนี้น่าสนใจนะ The Prophet เป็นหนังสือที่พูดถึงเรื่องความรัก การให้อิสระ การมีพื้นที่ให้กัน ส่วน A Doll's House เป็นบทละครที่พูดถึงผู้หญิงที่ตื่นรู้ว่าตัวเองถูกมองเป็นแค่ตุ๊กตา ไม่ใช่มนุษย์ที่มีอิสระ นี่คือไอรอนี (irony - ความขัดแย้งที่น่าขบขัน) สุดๆ เพราะยุพดีเองก็กลายเป็นเหมือนตุ๊กตาของพะโป้ไปแล้ว
ในที่สุดส่างหม่องกับยุพดีก็มีเพศสัมพันธ์กัน ยุพดีจะแอบไปหาส่างหม่องตอนกลางคืน จนมีคนเห็นไปบอกทิพย์ ทิพย์เลยเตือนส่างหม่องให้ระวัง แต่ก็สายเกินไป เพราะพะโป้ได้รู้แล้ว
พะโป้วางแผนหลอกว่าจะไปเมืองสองวัน แล้วกลับมาจับได้คาหนังคาเขา เขาได้ยินส่างหม่องชวนยุพดีหนีไปอยู่ด้วยกัน ได้ยินยุพดีบอกว่าจะรอวันที่ได้อยู่กับส่างหม่องทุกวัน ทุกชั่วโมง จนชั่วฟ้าดินสลาย พะโป้เกือบจะยิงฆ่าทั้งสอง แต่กลั้นใจได้ กลับไปสวดมนต์แล้วร้องไห้
วันรุ่งขึ้น พะโป้เรียกทั้งสองมาหา แล้วพูดว่าเขารู้แล้วว่าคงเป็นกรรม วัยสาวควรเป็นของวัยหนุ่ม ไม่ใช่วัยชราอย่างเขา แล้วก็บอกว่าเขาจะมอบของขวัญพิเศษให้ นี่แหละเป็นจุดที่เรื่องเริ่มมืดสนิท
พะโป้เอาปลอกข้อมือมาสวมที่ข้อมือขวาของยุพดี และข้อมือซ้ายของส่างหม่อง ทั้งสองข้างเชื่อมกันด้วยโซ่ยาวเมตรกว่า แล้วบอกว่า "นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเธอจะไม่มีวันพรากจากกันแม้แต่วินาทีเดียว ชั่วฟ้าดินสลาย อย่างที่พวกเธอต้องการ"
โอ้โห นี่มันโหดกว่าการฆ่าตายซะอีก ทั้งสองตอนแรกยังหัวเราะดีใจด้วยซ้ำ คิดว่าพะโป้เล่นเกมอะไร พากันไปนั่งในป่า อาบน้ำที่น้ำตก ป้อนข้าวกัน เต้นรำกัน นอนด้วยกัน ตอนแรกก็มีความสุข แต่เมื่อเวลาผ่านไป ปัญหาก็เริ่มเข้ามา
ลองคิดดูสิทุกคน ถ้าเราต้องอยู่ติดกับใครสักคนตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันได้แยกกันเลยสักนาที จะเป็นยังไง แม้จะเป็นคนที่เรารักที่สุดในโลก เวลาที่ยุพดีอยากออกไปเดินเล่น ส่างหม่องที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ก็บอกว่าเอาไว้พรุ่งนี้ เวลาที่ยุพดีแต่งหน้า ส่างหม่องก็ต้องไปนั่งรอข้างๆ รบกวนเธอไปซะหมด เวลาเข้าห้องน้ำ อีกคนก็ต้องนั่งรอหน้าห้องน้ำ
นี่คือสิ่งที่แฟนเราบอก "สุดท้ายมันก็ไม่ได้เป็นความรักชั่วฟ้าดินสลาย เพราะอยู่ใกล้กันเกินไปและไม่มีเสปซ ไม่มีที่ว่างให้กัน" มันใช่มากเลย ทั้งสองหนีหน้ากันไม่พ้น ปลีกกายห่างกันไม่ได้ ความเบื่อหน่าย ความรำคาญ ความทรมานใจเริ่มเข้ามา พวกเขาเริ่มเสียใส่กันบ่อยขึ้น จิตใจของทั้งสองเสื่อมทรุดลงทุกวัน
นี่เหมือนตอนที่ Gollum ใน Lord of the Rings ครอบครองแหวนวงเดียวจนกลายเป็นสัตว์ประหลาดไปเลย สิ่งที่เขารักที่สุด สิ่งที่เขาเรียกว่า "my precious" กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำลายเขา ความรักของส่างหม่องกับยุพดีก็เหมือนกัน สิ่งที่พวกเขาปรารถนามากที่สุด พอได้มาจริงๆ กลับกลายเป็นคำสาป
เมื่อเวลาผ่านไปสามเดือน ทั้งสองทนไม่ไหวแล้ว ไปกราบขอขมาพะโป้ แต่พะโป้ไม่ยกโทษ บอกว่าการทรยศหักหลังผู้มีพระคุณในตระกูลของเขาให้อภัยไม่ได้ แล้วเอาหีบมาให้ บอกว่าถ้าแก้ไขปัญหากันไม่ได้ ในนี้มีทางออก ส่างหม่องเปิดดู พบว่ามีปืนอยู่กระบอกหนึ่ง
นี่มันโหดสุดๆ ไปเลย พะโป้แทบจะบอกว่า ถ้าทนไม่ไหว ก็ตายซะ ทั้งสองไปขอให้ทิพย์ช่วยตัดโซ่ แต่ทิพย์บอกว่าพะโป้เก็บเครื่องมือทุกอย่างที่ตัดโซ่ได้ไปหมดแล้ว ทั้งสองเลยพยายามหนีเข้าไปในป่า ถูกจับตัวกลับมา
ยุพดีตั้งครรภ์ ความเครียดยิ่งทวีขึ้น ส่างหม่องไปขอปืนจากพะโป้ ตัดสินใจจะฆ่าตัวตายให้ยุพดีอยู่ต่อไปกับลูก ทั้งสองเต้นรำกันเป็นครั้งสุดท้าย ส่างหม่องบอกให้ยุพดียิงที่ขมับของเขา แต่ยุพดีไม่ได้ยิงที่ขมับส่างหม่อง ยุพดียิงที่ขมับของเธอเอง
ตรงนี้เจ็บปวดมากเลยนะ ยุพดีเลือกที่จะตายเพื่อปล่อยส่างหม่องให้เป็นอิสระ เธอคงคิดว่านี่คือทางออกเดียว ถ้าเธอตาย ส่างหม่องจะได้ปลดปล่อย แต่พะโป้ไม่ยอมให้กุญแจไขโซ่ แม้ทิพย์จะเข้าไปขอ พะโป้ก็ไม่ยอม
ส่างหม่องต้องอยู่กับศพของยุพดีที่ห้องพักของเขา เขาเช็ดตัว เช็ดเลือดให้เธอ พูดว่าเขารักเธอตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็น เวลาผ่านไป ศพเริ่มเน่าเปื่อย จนมะขิ่นแม่บ้านต้องเอาดาบมาตัดแขนใต้ข้อศอกของยุพดีออก ส่างหม่องวิ่งหนีออกไปโดยลากโซ่ที่มีมือและแขนของยุพดีติดไปด้วย วิ่งเข้าไปในป่า
โอ้พระเจ้า นี่มันภาพที่สยดสยองมากเลย นี่ไม่ใช่หนังสยองขวัญ แต่มันสยองขวัญกว่าหนังสยองขวัญเสียอีก เพราะมันเกิดจากความรักที่บิดเบือนไป จากการลงโทษที่โหดเหี้ยม จากความหึงหวงและความแค้น
ส่างหม่องหายเข้าไปในป่าสามวัน พอพะโป้พบเขา มือและแขนของยุพดีก็หลุดจากปลอกข้อมือแล้ว แต่ส่างหม่องก็เสียสติไปแล้ว พะโป้ปล่อยให้เขาอยู่ในปางตามประสาคนเสียสติ ส่างหม่องอยู่ที่กระท่อม กลางวันไม่ค่อยออกมา ออกมาแต่กลางคืน ไม่ทำร้ายใครนอกจากตัวเอง ร้องครวญครางโหยหวนทุกคืน
นี่คือเรื่องราวของชั่วฟ้าดินสลาย ซึ่งมันสอนเราหลายอย่างมาก
ประการแรก ความรักที่แท้จริงต้องมี space หรือพื้นที่ให้กัน ต้องมีเสรีภาพ มีอิสระ ไม่ใช่การครอบครองกัน ในทางจิตวิทยามีคำว่า "enmeshment" (การพัวพันกันจนเกินไป) ซึ่งหมายถึงความสัมพันธ์ที่ไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน แต่ละคนไม่มีตัวตนเป็นของตัวเอง หลอมรวมกันจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับส่างหม่องและยุพดี
ประการที่สอง การลงโทษด้วยความโหดร้ายไม่ได้ทำให้ใครได้อะไร พะโป้อาจคิดว่าเขากำลังให้บทเรียนกับทั้งสอง แต่จริงๆ แล้วเขากำลังทำลายทุกคน ทำลายส่างหม่อง ทำลายยุพดี และทำลายตัวเองด้วย ความแค้น ความหึงหวง การต้องการควบคุม สิ่งเหล่านี้ทำลายทุกคน
ประการที่สาม ความรักไม่ได้เกิดจากการอยู่ด้วยกันตลอดเวลา แต่เกิดจากการให้ความเคารพ การให้อิสระ การให้พื้นที่กัน เหมือนที่ Kahlil Gibran เขียนไว้ใน The Prophet ซึ่งยุพดีเองก็ให้ส่างหม่องอ่าน แต่พวกเขาไม่ได้เรียนรู้บทเรียนจากหนังสือนั้น
ในภาษาอังกฤษมีสำนวนว่า "Love is not about possession, it's about appreciation" (ความรักไม่ใช่เรื่องของการครอบครอง แต่เป็นเรื่องของการชื่นชม) นี่แหละคือสิ่งที่พะโป้ไม่เข้าใจ เขาคิดว่ายุพดีเป็นทรัพย์สินของเขา เป็นสิ่งของที่เขาซื้อมา เมื่อยุพดีไปรักคนอื่น เขาจึงรู้สึกถูกขโมยของ
มาลัย ชูพินิจ นามปากกาเรียมเอง เป็นนักเขียนที่เก่งมากในการสะท้อนความเป็นจริงของมนุษย์ เขาเขียนเรื่องนี้ขึ้นในยุคที่สังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลง ผู้หญิงเริ่มมีความคิดแบบสมัยใหม่ แต่สังคมยังยึดติดกับความคิดแบบเก่า ยุพดีเป็นตัวแทนของผู้หญิงยุคใหม่ที่ต้องการเสรีภาพ แต่ก็ถูกกักขังอยู่ในโครงสร้างเก่าๆ
ถ้าเปรียบกับวรรณกรรมคลาสสิกของโลก เรื่องนี้เหมือนกับ Madame Bovary ของ Gustave Flaubert ที่เล่าเรื่องผู้หญิงที่ต้องการความรักที่โรแมนติก แต่ชีวิตแต่งงานของเธอกลับน่าเบื่อ เธอเลยมีชู้ สุดท้ายก็จบลงอย่างน่าเศร้า หรือ Anna Karenina ของ Leo Tolstoy ที่เล่าเรื่องผู้หญิงที่ทิ้งสามีไปรักคนอื่น สังคมก็ประณาม สุดท้ายก็ฆ่าตัวตาย
แต่ชั่วฟ้าดินสลายโหดกว่า เพราะมันไม่ได้เป็นแค่การประณามทางสังคม แต่เป็นการลงโทษทางกายภาพที่โหดร้ายมาก การบังคับให้ทั้งสองอยู่ด้วยกันตลอดเวลา มันเหมือนการเอาสิ่งที่พวกเขาปรารถนามากที่สุดมาเป็นเครื่องมือทรมาน
เรื่องนี้ยังสอนเราอีกว่า บางทีสิ่งที่เราคิดว่าเราต้องการ ไม่ใช่สิ่งที่เราควรได้ ส่างหม่องกับยุพดีต้องการอยู่ด้วยกันทุกวัน ทุกชั่วโมง จนชั่วฟ้าดินสลาย แต่เมื่อได้มาจริงๆ มันกลับกลายเป็นนรก นี่คือ "be careful what you wish for" (ระวังสิ่งที่เราปรารถนา) เพราะมันอาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ
ในโลกปัจจุบัน เรามีคำว่า "healthy relationship" (ความสัมพันธ์ที่ดีต่อสุขภาพ) ซึ่งหมายถึงความสัมพันธ์ที่มี mutual respect (ความเคารพซึ่งกันและกัน), trust (ความไว้วางใจ), communication (การสื่อสาร), และ boundaries (ขอบเขต) ความสัมพันธ์ของส่างหม่องกับยุพดีไม่มีสิ่งเหล่านี้ เพราะพวกเขาถูกบังคับให้อยู่ด้วยกันโดยไม่มี boundaries เลย
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ บทบาทของพะโป้ เขาเป็นทั้งผู้พิพากษา ผู้พิทักษ์ และผู้ลงโทษ เขาคิดว่าเขามีสิทธิ์ที่จะตัดสินชะตากรรมของคนอื่น เพราะเขามีอำนาจ มีเงิน มีทรัพย์สิน นี่คือการใช้อำนาจในทางที่ผิด เป็น toxic masculinity (ความเป็นชายที่เป็นพิษ) ที่คิดว่าผู้หญิงเป็นทรัพย์สิน เป็นสิ่งของที่ซื้อมาได้
ถ้าเทียบกับการ์ตูน Death Note ที่ Light Yagami คิดว่าเขาเป็นเทพเจ้า มีสิทธิ์ตัดสินว่าใครควรตาย ใครควรอยู่ พะโป้ก็เหมือนกัน เขาคิดว่าเขามีสิทธิ์ตัดสินว่าส่างหม่องกับยุพดีควรถูกลงโทษอย่างไร แต่จริงๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นเทพเจ้า เขาเป็นแค่คนที่เจ็บปวด ที่ถูกทรยศ ที่เต็มไปด้วยความแค้น
สุดท้ายแล้ว ชื่อเรื่อง "ชั่วฟ้าดินสลาย" มันมีความหมายที่ขมขื่นมาก ฟ้าดินสลายหมายถึงตราบชั่วนิรันดร์ แต่ความรักของส่างหม่องกับยุพดีไม่ได้อยู่ชั่วนิรันดร์ มันพังทลายไปก่อนที่จะเริ่มต้นด้วยซ้ำ พวกเขาถูกบังคับให้อยู่ด้วยกันชั่วนิรันดร์ แต่นั่นไม่ใช่ความรัก นั่นเป็นการทรมาน
บทเรียนสำคัญที่สุดจากเรื่องนี้คือ ความรักต้องมีอิสระ ต้องมีพื้นที่ ต้องมีการหายใจ ถ้าไม่มี มันจะกลายเป็นกรงขัง กลายเป็นโซ่ตรวน ความรักที่แท้จริงไม่ใช่การอยู่ด้วยกันทุกวินาที แต่เป็นการเลือกที่จะอยู่ด้วยกันเพราะเราต้องการ ไม่ใช่เพราะเราถูกบังคับ
ดังนั้น ครั้งหน้าถ้าทุกคนอยากจะบอกแฟนว่ารักกันชั่วฟ้าดินสลาย ให้คิดถึงเรื่องนี้ก่อน รักกันได้นาน ได้แข็งแรง ได้ยั่งยืน ต้องมีพื้นที่ให้กัน ต้องมีความเคารพ ต้องมีความไว้วางใจ อย่าครอบครองกัน อย่าบังคับกัน ให้เสรีภาพกัน แล้วความรักจะสวยงามกว่าการถูกล่ามโซ่ไว้ด้วยกันมาก


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น