เมื่อความรักต้องมาพร้อมกับสติปัญญา
เมื่อความรักต้องมาพร้อมกับสติปัญญา: ศิลปะการเป็นแฟนที่ไม่ได้มีแค่หัวใจ
เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคู่อยู่กันได้ยาวนานจนคนอื่นต้องอิจฉา ในขณะที่บางคู่แค่อยู่กันได้สามเดือนก็ต้องมา unfriend กันบน Facebook แล้ว คำตอบอาจจะไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจีบเก่งแค่ไหนหรือหน้าตาดีขนาดไหน แต่อยู่ที่ว่าเรามี emotional intelligence หรือที่เรียกกันว่า EQ สูงพอรึเปล่า
-ศิลปะของการไม่โกรธง่ายคือการเข้าใจว่าคนเรารักไม่ได้สมบูรณ์แบบ และเราก็เหมือนกัน
-การเป็นผู้ใหญ่ในความสัมพันธ์คือการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรปล่อยวาง ไม่ใช่ชนะทุกครั้ง
เรามาคุยกันตรงๆดีกว่า การเป็นแฟนที่ดีนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ มันไม่ใช่แค่เราจะต้องหล่อหรือสวย ไม่ใช่แค่ซื้อของขวัญราคาแพงให้กันวันเกิด หรือโพสต์รูปคู่สวีตๆให้คนอิจฉา สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือเราต้องมีอะไรที่เรียกว่า "ความเป็นผู้ใหญ่ทางอารมณ์" หรือ emotional maturity ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบก็เหมือนกับการที่เรามี superpowers แบบในหนัง X-Men แต่แทนที่จะเป็นพลังยิงเลเซอร์ออกจากตา กลับเป็นพลังในการควบคุมอารมณ์ตัวเองได้
ทีนี้เรามาดูกันว่าความเป็นผู้ใหญ่ทางอารมณ์นี่มันคืออะไร จริงๆแล้วมันก็คือการที่เรารู้จักตัวเองดีพอที่จะควบคุมอารมณ์ของเราได้ แล้วก็เข้าใจคนอื่นได้ด้วย ลองนึกภาพว่าแฟนเราพูดอะไรมาประโยคหนึ่งที่ฟังแล้วแทงใจมาก อาจจะเป็นประมาณว่า "เอ้ เธอทำอาหารไม่เก่งเลยนะ" " ทำไมเธอถึงคิดแบบนี้ล่ะ" คนที่ไม่มี emotional maturity ก็จะระเบิดทันที เริ่มงอน เริ่มทะเลาะ เริ่มขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆมาพูด
แต่คนที่มีความเป็นผู้ใหญ่ทางอารมณ์จะหยุดคิดก่อนว่า "เดี๋ยวนะ เขาพูดแบบนี้มาเพราะอะไร" บางทีเขาอาจจะไม่ได้ตั้งใจทำร้ายจิตใจเราเลย แค่เขาพูดไม่เก่ง หรือเขาเป็นคนพูดตรงๆแบบนี้มาตั้งแต่เกิด หรือบางทีสิ่งที่เขาพูดมันก็จริงอยู่แล้ว แต่เราไม่อยากยอมรับเฉยๆ
นี่เหมือนกับในเรื่อง The Little Prince ที่สุนัขจิ้งจอกบอกกับเจ้าชายน้อยว่า "It is only with the heart that one can see rightly; what is essential is invisible to the eye" หมายความว่าบางทีสิ่งสำคัญมันมองไม่เห็นด้วยตา เราต้องใช้หัวใจดู แต่ในกรณีนี้เราจะขอเพิ่มเติมว่า เราต้องใช้ทั้งหัวใจและสมองด้วย ไม่งั้นมันจะกลายเป็นละครน้ำเน่าไปเลย
การ "รีเฟรม" หรือ reframe ความคิดนี่สำคัญมาก มันคือการเปลี่ยนกรอบความคิดให้มองสถานการณ์ในมุมใหม่ ลองคิดดูว่าเราดูหนังเรื่องเดิม แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมกล้องใหม่ก็จะได้อารมณ์ที่ต่างออกไป เช่น แฟนบอกว่า "เธอทำอาหารไม่เก่ง" แทนที่เราจะงอนแล้วไปร้องไห้ในห้องน้ำ เราก็อาจจะคิดว่า "โอเค เขาอาจจะหมายความว่าเขาอยากกินอาหารที่อร่อยกว่านี้ แปลว่าเขาใส่ใจเรื่องอาหารนะ งั้นคราวหน้าเราไปเรียนทำอาหารกันเลยดีกว่า หรือไม่ก็ให้เขาทำกินบ้างซิ"
นี่คือสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า cognitive reappraisal ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้ในการจัดการกับอารมณ์เชิงลบ การศึกษาพบว่าคนที่ใช้เทคนิคนี้บ่อยๆจะมีความสุขกับชีวิตมากกว่า มีความเครียดน้อยกว่า และที่สำคัญคือความสัมพันธ์ก็ยืนยาวกว่า
ในหนัง Kung Fu Panda มีประโยคหนึ่งที่ Master Oogway พูดไว้ว่า "Yesterday is history, tomorrow is a mystery, but today is a gift. That's why it's called the present" อดีตคืออดีต อนาคตคือสิ่งที่เราไม่รู้ แต่วันนี้คือของขวัญ ฉะนั้นแทนที่เราจะเอาเวลาที่มีค่านี้ไปทะเลาะกันเรื่องเหลวไหล ทำไมเราไม่เอาไปสร้างความทรงจำดีๆที่จะทำให้อีกฝ่ายอยากอยู่กับเราตลอดไปล่ะ
อีกเรื่องที่สำคัญคือการไม่งอนง่าย การงอนนี่ถ้าจะพูดตามตรงมันคือ passive-aggressive behavior นะ คือเราไม่พอใจแต่ไม่พูดตรงๆ แต่กลับแสดงออกด้วยการเงียบไม่พูด ตอบไลน์สั้นๆ หรือทำท่าเหมือนไม่มีอะไร แต่จริงๆในใจกำลังโกรธจนควันออกหู แบบนี้ไม่ดีเลยนะทุกคน เพราะอีกฝ่ายไม่ใช่เซียนดูดวง ไม่สามารถอ่านใจเราได้หรอก ถ้าเราไม่พอใจอะไรก็ต้องพูดคุยกันตรงๆ แต่ก็ต้องพูดด้วยน้ำเสียงที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่พูดไปเพื่อทำร้ายกัน
การเป็นคนโกรธยากนั้นไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นกระสอบทรายให้คนอื่นชกนะ แต่มันหมายถึงเรารู้จักเลือกว่าอะไรควรโกรธ อะไรไม่ควร อะไรที่เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆก็ปล่อยผ่านไป เหมือนในหนัง Frozen ที่เอลซ่าร้องเพลง Let It Go ปล่อยวางบางอย่างไปบ้างก็ได้ ไม่ต้องเก็บทุกเรื่องไว้ในใจจนเป็นก้อนน้ำแข็งที่ค่อยๆกัดกร่อนความสัมพันธ์
ลองคิดดูว่าเวลาที่เราอยู่กับแฟน เราอยากให้เวลานั้นเป็นยังไงกัน อยากให้มันเป็นเวลาที่สนุกสนาน หัวเราะกันได้ รู้สึกผ่อนคลาย หรืออยากให้มันเป็นเวลาที่ต้องเดินเท้าเป็นไข่ กลัวว่าจะพูดอะไรผิดแล้วอีกฝ่ายจะงอน ถ้าเป็นแบบหลังละก็ ความสัมพันพันธ์แบบนั้นมันเหนื่อยมากนะ
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Gottman Institute ที่ศึกษาเรื่องความสัมพันธ์มานานหลายทศวรรษพบว่า คู่รักที่มีความสุขและอยู่กันได้ยาวนานนั้นมี positive-to-negative interaction ratio อยู่ที่ 5:1 หมายความว่าในทุกๆครั้งที่มีปฏิสัมพันธ์เชิงลบหนึ่งครั้ง จะต้องมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกอย่างน้อยห้าครั้ง ฉะนั้นถ้าเราเอาเวลาส่วนใหญ่ไปทะเลาะกัน โอกาสที่ความสัมพันธ์จะอยู่ได้นานก็น้อยลง
การเข้าใจว่าคนที่เรารักนั้นไม่ได้สมบูรณ์แบบ และเขามีข้อจำกัดในการสื่อสารของเขาเองนี่สำคัญมาก บางคนเขาไม่เก่งในการเลือกใช้คำพูด บางคนเขาเติบโตมาในครอบครัวที่พูดจาตรงๆแบบไม่มีการอ้อมค้อม บางคนเขาอาจจะเป็นคนที่ EQ ต่ำกว่าเราก็ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รักเรานะ มันแค่หมายความว่าเขามีวิธีการแสดงออกที่ต่างจากเรา
ในวรรณกรรมคลาสสิกอย่าง Pride and Prejudice ของ Jane Austen ก็มีตัวอย่างที่ดีมาก ตอนแรกเอลิซาเบ ธคิดว่านายดาร์ซี่เป็นคนหยิ่งยโสและไม่น่ารัก แต่พอเธอได้รู้จักเขามากขึ้น ได้เข้าใจบริบทของเขา ได้เห็นว่าจริงๆแล้วเขาเป็นคนดีแค่ไม่ค่อยเก่งในการแสดงออก ความรู้สึกของเธอก็เปลี่ยนไป นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "ไม่ตัดสินใครจากสิ่งที่เราเห็นในผิวเผิน" หรือ don't judge a book by its cover
อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่องของ communication style หรือสไตล์การสื่อสาร นักจิตวิทยาพบว่ามีหลายแบบ บางคนเป็นพวก direct communicator พูดตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม บางคนเป็นพวก indirect communicator ชอบพูดแบบอ้อมๆ ใช้ภาษากาย หรือให้ hints แทนที่จะพูดตรงๆ ถ้าเราเป็นคนละแบบกับแฟน ก็อาจจะเกิดการเข้าใจผิดกันได้ง่าย แต่ถ้าเรารู้ และเข้าใจว่าเขาเป็นแบบไหน เราก็จะไม่โกรธเขาง่ายๆ
สุดท้ายแล้ว การเป็นแฟนที่ดีนั้นก็เหมือนกับการเล่นเกมแบบ cooperative mode มากกว่า competitive mode เราไม่ได้เล่นเพื่อชนะกัน แต่เราเล่นเพื่อให้ทั้งคู่ผ่านด่านไปด้วยกัน เป้าหมายคือให้ทุกคนมีความสุข ไม่ใช่ให้ใครชนะหรือแพ้ และถ้าเราสามารถทำให้เวลาที่เราอยู่ด้วยกันเป็นเวลาที่น่าจดจำ เป็นเวลาที่อบอุ่น สนุกสนาน และเติมพลังให้กัน นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ยั่งยืน
ในภาษาอังกฤษมีสำนวนหนึ่งที่ว่า "Choose your battles wisely" แปลว่าเลือกสนามรบของเราให้ดี อย่าไปสู้ทุกเรื่อง บางเรื่องมันไม่คุ้มค่าที่จะเสียเวลาไปทะเลาะกัน และอีกสำนวนหนึ่งที่ดีมากคือ "Don't sweat the small stuff" อย่าไปกังวลกับเรื่องเล็กน้อย เพราะจริงๆแล้วทุกอย่างก็เป็นเรื่องเล็กน้อยทั้งนั้นแหละถ้าเราคิดให้ดี
ความจริงก็คือ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรอก ทั้งเราและแฟนของเราก็เหมือนกัน แต่ถ้าเราสามารถยอมรับข้อบกพร่องของกันและกัน เข้าใจบริบทของอีกฝ่าย มองทุกอย่างด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์ และเลือกที่จะสร้างความสุขร่วมกันมากกว่าหาเรื่องทะเลาะกัน นั่นแหละคือสูตรสำเร็จของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น