เมื่อคนอยากได้อะไร ก็ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มัน (แม้จะดูงี่เง่าแค่ไหน)

เมื่อคนอยากได้อะไร ก็ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มัน (แม้จะดูงี่เง่าแค่ไหน)
เมื่อไม่กี่วันก่อน เราเห็นข่าวว่า Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากพันธมิตร 8 ประเทศ รวมถึงเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ อัตรา 10% ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ และอาจปรับขึ้นเป็น 25% ในเดือนมิถุนายน เหตุผล? เพราะประเทศเหล่านี้ไม่ยอมให้เขา "ซื้อ" กรีนแลนด์
ใช่ ทุกคน ซื้อกรีนแลนด์ เหมือนกับว่ามันเป็นของเล่นชิ้นหนึ่งที่วางอยู่ในร้านขายของชำ
ตอนแรกเราก็คิดว่ามันคงเป็นแค่มุกตลกของคนที่ชอบสร้างดราม่า แต่พอเห็นว่าเขาบอกจะใช้ "วิธีง่ายหรือวิธียาก" ในการยึดกรีนแลนด์ แถมยังส่งทหารจากหลายประเทศไปทำ "ภารกิจสอดแนม" ที่กรีนแลนด์ด้วย เราก็เริ่มรู้สึกว่า นี่มันไม่ใช่เรื่องตลกแล้ว นี่มันเรื่องจริงที่ตลกจนน่ากลัว
แล้วคำถามก็เกิดขึ้นในหัวเรา ทำไมคนถึงทำอะไรที่ดูเหมือนจะโง่ระยำขนาดนี้ได้ เพียงเพราะอยากได้อะไรสักอย่าง แล้วเมื่อไหร่ที่ความอยากได้จะกลายเป็นความหมกมุ่นจนทำให้เรามองไม่เห็นความเป็นจริงอีกต่อไป
ความอยากได้ที่กลายเป็นความหลง
ในพุทธศาสนามีคำว่า "ตัณหา" ซึ่งแปลตรงตัวคือความอยากได้ แต่ที่น่าสนใจคือพระพุทธเจ้าแบ่งตัณหาออกเป็น 3 ประเภท ประเภทหนึ่งคือ "ภวตัณหา" ความอยากจะมี อยากจะเป็น อยากจะครอบครอง ภวตัณหานี้แหละที่เป็นรากฐานของความทุกข์ทั้งหลาย เพราะมันทำให้คนเราไม่มีวันอิ่ม ไม่มีวันพอ แม้จะได้มาแล้วก็ยังอยากได้มากกว่า อยากได้ดีกว่า อยากได้ใหญ่กว่า
แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือเมื่อภวตัณหาถูกขับเคลื่อนด้วย "มานะ" หรือความถือตัว ความยโส ความคิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น มานะนี้จะทำให้คนเรามองไม่เห็นความเป็นจริง มองไม่เห็นว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำมันผิดหรือถูก เพราะทุกอย่างถูกกรองผ่านเลนส์ของความยโสที่บอกว่า "ฉันทำได้ ฉันควรได้ ฉันต้องได้"
พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ในอังคุตตรนิกาย มัชฌิมนิกาย ว่า "มานัสฺสตาย ปรมทุกฺขํ" ความทุกข์สูงสุดเกิดจากความถือตัว เพราะมานะทำให้คนเราไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับว่าตัวเองอาจจะผิด อาจจะเห็นผิด อาจจะทำผิด
กรณีของ Trump กับกรีนแลนด์นี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก เขาอยากได้กรีนแลนด์ เพราะมันมีทรัพยากรมหาศาล
มีตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา แต่ปัญหาคือกรีนแลนด์ไม่ได้ขาย ประชาชนกรีนแลนด์ 85% ไม่ยอมเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา แต่ความอยากได้บวกกับความยโสที่ว่าสหรัฐอเมริกาสามารถทำอะไรก็ได้ ทำให้เขาไม่สนว่าคนอื่นจะคิดยังไง ไม่สนว่าพันธมิตรจะเสียหายยังไง ไม่สนว่ามันจะทำลายความไว้วางใจระหว่างประเทศยังไง
เขาแค่อยากได้ และเขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้
การทดลองที่พิสูจน์ว่าคนเราทำอะไรก็ได้เมื่ออยากได้อะไร
มีการทดลองทางจิตวิทยาที่น่าสนใจมากเรื่องหนึ่งที่ทำโดยนักจิตวิทยาชื่อ Leon Festinger ในปี 1959 เรียกว่า "Cognitive Dissonance Theory" หรือทฤษฎีความขัดแย้งทางปัญญา การทดลองนี้เริ่มจากการที่ Festinger สังเกตกลุ่มศาสนิกที่เชื่อว่าโลกจะถูกทำลายในวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 1954 และจะมีจานบินมารับพวกเขาไปรอดพ้น แต่เมื่อถึงวันนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น คาดว่าศาสนิกพวกนี้จะผิดหวังและเลิกเชื่อใช่ไหม
แต่ไม่ สิ่งที่เกิดขึ้นตรงกันข้าม พวกเขากลับเชื่อมั่นมากขึ้น และเริ่มประกาศข่าวดีไปทั่วว่าเพราะพวกเขามีศรัทธามาก พระเจ้าจึงยกเลิกการทำลายโลก
Festinger อธิบายว่าเมื่อคนเราลงทุนไปมากทั้งเวลา พลังงาน ความเชื่อ และเมื่อความเชื่อนั้นถูกท้าทายด้วยความเป็นจริง สมองเราจะเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง แทนที่จะยอมรับว่าเราผิด เราจะพยายามปรับเปลี่ยนความเป็นจริงให้เข้ากับความเชื่อของเรา ไม่ใช่ปรับเปลี่ยนความเชื่อให้เข้ากับความเป็นจริง เพราะการยอมรับว่าเราผิดมันเจ็บปวดเกินกว่าที่จะรับได้
Festinger ทำการทดลองติดตามโดยให้คนกลุ่มหนึ่งทำงานที่น่าเบื่อมาก เช่น หมุนลูกบิดไปมาเป็นเวลา 1 ชั่วโมง
แล้วแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้รับเงิน 20 เหรียญเพื่อบอกคนถัดไปว่างานนี้สนุก อีกกลุ่มได้รับเพียง 1 เหรียญเพื่อทำสิ่งเดียวกัน ผลออกมาว่ากลุ่มที่ได้ 1 เหรียญกลับเชื่อจริงๆ ว่างานนี้สนุกมากกว่ากลุ่มที่ได้ 20 เหรียญ เพราะอะไร เพราะคนที่ได้ 20 เหรียญสามารถบอกตัวเองได้ว่าพวกเขาโกหกเพื่อเงิน แต่คนที่ได้แค่ 1 เหรียญไม่สามารถหาเหตุผลนี้มาปกป้องตัวเองได้ พวกเขาจึงต้องปรับเปลี่ยนความเชื่อของตัวเองว่างานนี้สนุกจริงๆ เพื่อลดความขัดแย้งในใจ
การทดลองนี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อคนเราลงทุนไปกับอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเงิน เวลา ความเชื่อ หรือความภาคภูมิใจ เราจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องการลงทุนนั้น แม้ว่าความเป็นจริงจะบอกว่าเราผิด เราก็จะปรับความเป็นจริงให้ดูเหมือนว่าเราถูก
Trump ประกาศว่าจะซื้อกรีนแลนด์มาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีคนแรกของเขาในปี 2019 ตอนนั้นทุกคนหัวเราะ เดนมาร์กปฏิเสธอย่างชัดเจน กรีนแลนด์เองก็บอกว่าไม่ขาย แต่ตอนนี้เขากลับมาอีกครั้งในปี 2025 และครั้งนี้เขาไม่ได้แค่พูดเล่น เขาขู่ว่าจะใช้กำลังทหาร เขาประกาศภาษีนำเข้าเพื่อกดดันพันธมิตร เขาส่งทหารไปสำรวจ
ทำไม เพราะเขาลงทุนไปมากเกินกว่าจะถอยได้แล้ว เขาประกาศต่อหน้าโลกว่าเขาจะได้กรีนแลนด์ ถ้าเขาถอยตอนนี้ มันก็เท่ากับยอมรับว่าเขาผิด ยอมรับว่าเขาไม่ได้ทุกอย่างที่ต้องการ ยอมรับว่าเขาไม่ได้เก่งขนาดที่คิด และนั่นคือสิ่งที่คนที่มีมานะสูงทำไม่ได้
ภาพยนตร์ที่สะท้อนความหลงใหล
มีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่เราคิดถึงทันทีเมื่อเห็นเรื่องนี้ คือ "There Will Be Blood" (2007) กำกับโดย Paul Thomas Anderson จากสหรัฐอเมริกา เล่าเรื่องของ Daniel Plainview นักธุรกิจน้ำมันที่ทะเยอทะยานและหมกมุ่นกับการครอบครองที่ดินเพื่อขุดน้ำมัน
มีฉากหนึ่งที่เราจำได้แม่นมาก ตอนท้ายของเรื่อง Plainview นั่งอยู่ในคฤหาสน์ขนาดใหญ่ที่ว่างเปล่า ท่ามกลางความมืดและความเงียบ เขาได้ทุกอย่างที่ต้องการแล้ว เขามีเงิน มีอำนาจ มีที่ดิน แต่เขาไม่มีอะไรเลย เขาไม่มีครอบครัว ไม่มีเพื่อน ไม่มีความสุข ที่เหลืออยู่คือความว่างเปล่าและความโกรธเคืองที่ไม่มีที่ระบาย
ฉากนี้ถูกถ่ายด้วยแสงสลัวๆ ที่เน้นเงาและความมืดมิดรอบตัว Daniel Day-Lewis แสดงได้อย่างน่าขนลุก ด้วยสายตาที่ว่างเปล่าแต่เต็มไปด้วยความโกรธ เขานั่งอยู่ในห้องโถงกว้างใหญ่ที่สะท้อนเสียง พื้นหินอ่อนเงางามแต่เย็นชา ไม่มีเสียงอะไรนอกจากลมหายใจของเขาเองและเสียงก้องของความว่างเปล่า
การจัดแสงของ Robert Elswit ผู้กำกับภาพในฉากนี้ใช้แสงธรรมชาติที่ลอดเข้ามาจากหน้าต่างสูงใหญ่ สร้างความตัดกันระหว่างแสงสว่างจ้าข้างนอกกับความมืดมิดข้างในที่ Plainview นั่งอยู่ เหมือนกับว่าโลกภายนอกยังคงดำเนินต่อไป แต่เขาติดอยู่ในความมืดของตัวเอง
ฉากนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับ Cognitive Dissonance Theory ที่เรากล่าวมา Plainview ใช้ชีวิตทั้งหมดของเขาไล่ตามความสำเร็จ ไล่ตามการครอบครอง ไล่ตามการชนะ เขาทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เขาต้องการ รวมถึงการหักหลังคน การโกหก การทำร้ายคนที่รักเขา เมื่อเขาได้ทุกอย่างแล้ว เขาไม่สามารถยอมรับได้ว่าทุกอย่างที่เขาทำมันไม่มีความหมาย เขาจึงต้องดำเนินชีวิตต่อไปในความเชื่อว่าสิ่งที่เขาทำมันถูกต้อง แม้ว่าความเป็นจริงจะบอกว่าเขาสูญเสียทุกอย่างที่มีค่าจริงๆ
ความหมายของฉากนี้คือการแสดงให้เห็นว่าเมื่อคนเราไล่ตามอะไรสักอย่างจนหมกมุ่น จนลืมมองสิ่งอื่น จนทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มัน สุดท้ายแล้วแม้จะได้มา เราก็จะพบว่ามันไม่ได้ทำให้เราพอใจอย่างที่คิด แต่เราไม่สามารถหยุดได้แล้ว เพราะเราลงทุนไปมากเกินกว่าจะถอยตัว
Trump กับกรีนแลนด์ก็เหมือนกัน เขาอาจจะไม่ได้กรีนแลนด์ในที่สุด หรือแม้แต่ได้มา เขาอาจจะพบว่ามันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นอย่างที่คิด แต่เขาไม่สามารถหยุดได้แล้ว เพราะเขาประกาศไปแล้ว เขาลงทุนไปแล้ว ศักดิ์ศรีของเขาผูกติดอยู่กับมันแล้ว
เมื่อความอยากได้กลายเป็นโรค
ในทางจิตวิทยาสมัยใหม่ มีคำศัพท์หนึ่งที่เรียกว่า "Sunk Cost Fallacy" หรือความผิดพลาดจากต้นทุนจม หมายถึงการที่คนเราตัดสินใจต่อไปโดยพิจารณาจากสิ่งที่เราลงทุนไปแล้ว แทนที่จะพิจารณาจากผลประโยชน์ที่จะได้รับในอนาคต
ตัวอย่างง่ายๆ คือเราดูหนังไปครึ่งเรื่องแล้วรู้สึกว่ามันไม่สนุกเลย แต่เรายังคงนั่งดูต่อเพราะคิดว่า "เสียเวลามาแล้ว ถ้าไม่ดูจบก็เสียเวลาไปเปล่า" ทั้งที่ความจริงแล้วการดูต่อก็แค่ทำให้เราเสียเวลามากขึ้นเท่านั้น
นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม Daniel Kahneman และ Amos Tversky ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียด พวกเขาพบว่าคนเราให้ความสำคัญกับการสูญเสียมากกว่าการได้รับถึง 2 เท่า นั่นหมายความว่าความเจ็บปวดจากการยอมรับว่าเราผิดพลาด เราเสียเวลา เราเสียเงิน มันเจ็บปวดมากกว่าความสุขจากการได้อะไรใหม่ถึง 2 เท่า
ดังนั้นเมื่อคนเราลงทุนไปกับอะไรสักอย่างแล้ว ยิ่งลงทุนมากเท่าไหร่ ความเจ็บปวดจากการยอมรับว่าเราผิดก็จะมากขึ้นเท่านั้น และเราก็จะยิ่งพยายามทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดนั้น
Trump ลงทุนไปกับกรีนแลนด์มาหลายปีแล้ว เขาประกาศต่อหน้าโลก เขาถูกหัวเราะ เขาถูกปฏิเสธ แต่เขายังคงพูดต่อ ตอนนี้ถ้าเขาถอยตัว มันก็เท่ากับยอมรับว่าเขาผิด ยอมรับว่าทุกอย่างที่เขาทำมันไร้ประโยชน์ และนั่นคือสิ่งที่เขายอมรับไม่ได้
ราคาที่ทุกคนต้องจ่าย
สิ่งที่น่ากลังใจที่สุดในเรื่องนี้คือปฏิกิริยาของผู้นำยุโรป Keir Starmer นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร บอกว่ามันผิดโดยสิ้นเชิง Emmanuel Macron ประธานาธิบดีฝรั่งเศส บอกว่าไม่ยอมรับ Ulf Kristersson นายกรัฐมนตรีสวีเดน บอกว่าจะไม่ยอมให้ใครมาแบล็คเมล
และที่สำคัญที่สุด ประชาชนกรีนแลนด์และเดนมาร์กหลายพันคนออกมาประท้วง ถือป้ายว่า "Greenland is not for sale" กรีนแลนด์ไม่ได้ขาย และ "We shape our future" เราจะเป็นคนกำหนดอนาคตของเราเอง
Jens-Frederik Nielsen นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ ลงมาเดินขบวนกับประชาชน ไปที่สถานกงสุลสหรัฐอเมริกา ส่งข้อความที่ชัดเจนว่าไม่ว่า Trump จะขู่อย่างไร พวกเขาจะไม่ยอม
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคนๆ หนึ่งปล่อยให้ความอยากได้ครอบงำตัวเองจนหมด ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้นที่ต้องจ่ายราคา แต่คนรอบข้างทุกคนต้องจ่ายราคาด้วย
สหภาพยุโรปต้องเรียกประชุมฉุกเฉินในวันอาทิตย์ ประเทศพันธมิตรต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภาษีนำเข้าที่จะทำลายเศรษฐกิจ ประชาชนกรีนแลนด์ต้องออกมาปกป้องสิทธิของตัวเอง Nato ต้องกังวลว่าความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตรจะแตกสลาย
Kaja Kallas หัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป พูดถูกมากเมื่อบอกว่า "China and Russia must be having a field day" จีนและรัสเซียคงดีใจมาก เพราะพวกเขาได้ประโยชน์จากความแตกแยกระหว่างพันธมิตร
และนั่นคือราคาที่แพงที่สุดของความอยากได้ที่ไม่มีขีดจำกัด มันไม่ได้ทำลายแค่ตัวเราเท่านั้น มันทำลายทุกคนที่อยู่รอบตัวเราด้วย
สรุปทางแก้ไขปัญหานี้
ถ้าเราจะแก้ปัญหานี้ได้จริงๆ เราต้องเริ่มจากการตั้งคำถามกับตัวเองก่อน เมื่อไหร่ที่เราอยากได้อะไรสักอย่าง เราต้องถามว่าเราอยากได้เพราะมันมีคุณค่าจริงๆ หรือเพราะเราลงทุนไปมากเกินกว่าจะถอยตัว
ทางออกที่ชัดเจนคือเรียนรู้ที่จะตัดขาดทุน เมื่อเราพบว่าสิ่งที่เราไล่ตามมาตลอดมันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ เราต้องกล้าที่จะหยุด กล้าที่จะยอมรับว่าเราผิด กล้าที่จะเดินออกจากดีลที่มันไม่คุ้ม
เราต้องเรียนรู้ที่จะแยกแยะระหว่าง "สิ่งที่เราลงทุนไปแล้ว" กับ "สิ่งที่เราจะได้กลับมา" สิ่งที่เราลงทุนไปแล้วมันเป็นอดีต มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว แต่สิ่งที่เราจะได้กลับมาคืออนาคต และอนาคตยังเปลี่ยนได้
ในทางธุรกิจ เราเรียกว่าการทำ Cost-Benefit Analysis แบบที่ไม่คำนึงถึง Sunk Cost การประเมินว่าถ้าเราทำต่อ เราจะได้อะไร เสียอะไร เทียบกับถ้าเราหยุดตอนนี้ จะได้อะไร เสียอะไร โดยไม่สนใจว่าเราลงทุนไปเท่าไหร่แล้ว
แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเราต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง ไม่ใช่ทุกอย่างที่เราอยากได้มันจำเป็นต้องได้ ไม่ใช่ทุกดีลที่เราต้องชนะ บางทีการถอยตัวมันไม่ใช่ความอ่อนแอ มันคือความฉลาด การรู้จักเลือกสนามรบที่คุ้มค่า
สำหรับกรณี Trump กับกรีนแลนด์ ทางออกที่ดีที่สุดคือเขาควรจะหยุดตอนนี้ ยอมรับว่ากรีนแลนด์ไม่ได้ขาย หาวิธีอื่นที่จะร่วมมือกับเดนมาร์กและ Nato เพื่อรักษาความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติก แทนที่จะพยายามยึดครองมันเป็นของตัวเอง
แต่นั่นก็คงไม่เกิดขึ้น เพราะเมื่อคนเราติดกับดักของตัวเอง มันยากมากที่จะเห็นทางออก
ประเด็น Controversy ที่ควรคิดต่อ
ประเด็นที่น่าสนใจและขัดแย้งที่สุดในเรื่องนี้คือ การที่ผู้นำประเทศมหาอำนาจทำตัวแบบนี้ มันสะท้อนอะไรกับเรา ประชาชนธรรมดาๆ บ้าง
หลายคนอาจจะคิดว่า "นี่มันเรื่องของนักการเมืองระดับโลก มันไม่เกี่ยวกับเรา" แต่ความจริงแล้วมันเกี่ยวกับเราทุกคน เพราะเราทุกคนก็มีกรีนแลนด์ของตัวเองอยู่ในหัว มีสิ่งที่เราหมกมุ่นอยากได้ แม้ว่ามันจะไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ ก็ตาม
อาจจะเป็นงานที่เราทำอยู่แต่ไม่มีความสุข แต่เราทำต่อเพราะลาออกไปแล้วจะเสียเวลาที่ลงทุนมา
อาจจะเป็นความสัมพันธ์ที่เราทนอยู่แต่ไม่ได้รับความรัก แต่เราทนต่อเพราะเลิกไปแล้วจะเสียเวลาที่ให้ไป
อาจจะเป็นความฝันที่เราไล่ตามมาตลอดชีวิต แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ความฝันของเรา มันคือความคาดหวังของคนอื่น
สิ่งที่ควรจะเป็นคือเราทุกคนควรจะได้เรียนรู้ที่จะถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า "เราทำสิ่งนี้ต่อไปเพราะมันคุ้มค่าจริงๆ หรือเพราะเราเสียใจกับสิ่งที่ลงทุนไปแล้ว"
และเมื่อเราได้คำตอบแล้ว เราก็ควรจะกล้าที่จะเลือก ไม่ใช่เลือกเพราะกลัวเสียเวลา แต่เลือกเพราะมันคือทางที่ดีที่สุดสำหรับอนาคตของเรา
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตมันสั้นเกินกว่าที่จะใช้ไล่ตามกรีนแลนด์ที่ไม่มีวันได้ และแม้ได้มาแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขอย่างที่คิด
ดีกว่าไหมที่จะใช้เวลานั้นไปหาสิ่งที่เราอยากได้จริงๆ แทน

ความคิดเห็น