เรื่องที่กูอยากบอกว่ามันสำคัญมากจริงๆ แต่หลายคนทำไม่ได้สักที

เรื่องที่กูอยากบอกว่ามันสำคัญมากจริงๆ แต่หลายคนทำไม่ได้สักที
รู้ไหมว่าทำไมหลายๆ มิตรภาพถึงได้จบลงแบบไม่มีใครเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น บางทีเราก็แค่นั่งงงว่าทำไมเพื่อนที่เคยดีกันมาตั้งนานถึงได้หายหน้าไปเฉยๆ คำตอบมันง่ายมากแต่ทำได้ยากสุดๆ นั่นก็คือการพูดตรงๆ หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า being straightforward หรือ radical honesty ซึ่งแปลตรงตัวคือความซื่อสัตย์แบบรากฐาน พูดง่ายๆ คือพูดความจริงแบบไม่อ้อมค้อม
เคยไหมที่เราไม่ชอบอะไรบางอย่างที่เพื่อนทำ แต่เราก็แค่กลั้นไว้ บอกตัวเองว่าไม่เป็นไร ช่างมัน แล้วก็สะสมมันไว้ในใจจนกลายเป็นภูเขาไฟที่รอระเบิด สุดท้ายพอมันระเบิดออกมาก็กลายเป็นว่าเราไปบ่นกับคนอื่น ไปแอบพูดลับหลัง หรือแย่สุดคือตัดขาดไปเลยโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำอะไรผิด นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า backstabbing หรือการแทงข้างหลัง ที่จริงมันไม่ต้องมีมีดหรืออาวุธอะไรเลย แค่เราไม่พูดความจริงกับเขาโดยตรงก็เท่ากับเราแทงเขาแล้ว
มันเหมือนในการ์ตูน Naruto ที่ซาสึเกะพูดว่า "คนที่ทิ้งกฎเกณฑ์คือขยะ แต่คนที่ทิ้งเพื่อนนั้นแย่กว่าขยะ" แต่กูว่าคนที่ไม่กล้าพูดความจริงกับเพื่อนเนี่ยก็ไม่ต่างอะไรกับการทิ้งเพื่อนเหมือนกันแหละ เพราะเราปล่อยให้ความสัมพันธ์มันค่อยๆ เน่าเปื่อยไปโดยที่ไม่ยอมแก้ไข
เรื่องนี้ใช้ได้กับทุกความสัมพันธ์นะ ไม่ว่าจะเป็นแฟน คนในครอบครัว หรือเพื่อนสนิท การพูดตรงๆ หรือ direct communication มันคือทักษะที่ควรมีติดตัวไว้ แต่คีย์สำคัญคือต้องพูดแบบมีวุฒิภาวะ ไม่ใช่พูดตรงจนมันกลายเป็นการด่า มันต่างกันนะเรื่องนี้
พูดง่ายๆ คือเวลาเราไม่พอใจอะไร เราต้องเลือกคำพูดที่สื่อความรู้สึกของเราออกมาได้ชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ทำร้ายจิตใจอีกฝ่าย ฝรั่งเขาเรียกว่า assertive communication หมายถึงการสื่อสารที่เราแสดงความต้องการและความรู้สึกของเราอย่างชัดเจน แต่ก็เคารพความรู้สึกของอีกฝ่ายด้วย ไม่ใช่ aggressive หรือก้าวร้าว แต่ก็ไม่ใช่ passive หรือเก็บกด
ตัวอย่างเช่น แทนที่จะพูดว่า "มึงมันเห็นแก่ตัวจริงๆ ไม่เคยคิดถึงกู" ลองเปลี่ยนเป็น "เวลามึงทำแบบนั้นมันทำให้กูรู้สึกแย่นะ รู้สึกเหมือนกูไม่สำคัญ" เห็นไหมว่ามันต่างกันยังไง อันแรกมันโจมตีตัวตนของเขา แต่อันที่สองมันบอกว่าการกระทำนั้นส่งผลต่อเรายังไง
ในจิตวิทยามีแนวคิดนึงที่เรียกว่า I-statement หรือการพูดโดยใช้ประธานเป็น "ฉัน" แทนที่จะใช้ "คุณ" มันช่วยให้การสื่อสารไม่ดูเหมือนการกล่าวหา แต่เป็นการแชร์ความรู้สึกของเราแทน เช่น "ฉันรู้สึกเสียใจเวลาที่..." แทนที่จะพูดว่า "คุณทำให้ฉันเสียใจ" มันฟังดูเหมือนเล็กน้อย แต่พอลองใช้จริงๆ จะเห็นว่าผลลัพธ์มันต่างกันมาก
ปัญหาใหญ่ที่สุดของคนไทยเนี่ย กูว่าคือเราถูกสอนมาให้เป็นคน "สุภาพ" จนบางทีมันกลายเป็นว่าเราเก็บทุกอย่างไว้ในใจ เราคิดว่าการไม่พูดมันคือความอดทน คือความอ่อนน้อม แต่ความจริงมันคือเราแค่กลัวความขัดแย้ง กลัวว่าถ้าพูดออกไปแล้วอีกฝ่ายจะไม่ชอบเรา นี่คือสิ่งที่เรียกว่า conflict avoidance หรือการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ซึ่งในระยะสั้นมันอาจจะดูสงบ แต่ในระยะยาวมันทำลายความสัมพันธ์ได้จริงๆ
มันเหมือนในหนังสือ The Picture of Dorian Gray ของ Oscar Wilde ที่ตัวละครหลักเก็บทุกอย่างไว้ข้างในจนกลายเป็นความเน่าเปื่อยที่สะสมขึ้นเรื่อยๆ ความสัมพันธ์ของเราก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่ยอมพูดความจริงออกมา มันก็จะค่อยๆ เน่าเสียจากข้างใน แม้ภายนอกจะดูดีอยู่ก็ตาม
อีกเรื่องนึงที่ต้องเข้าใจคือการพูดตรงๆ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องพูดทุกอย่างที่คิดออกมาทั้งหมด มันต้องมี filter หรือตัวกรองนะ เราต้องถามตัวเองก่อนว่าสิ่งที่เราจะพูดนี้มันจำเป็นไหม มันเป็นประโยชน์ไหม มันจริงไหม และที่สำคัญ มันใจดีไหม ภาษาอังกฤษเขามี acronym สั้นๆ ว่า THINK ซึ่งย่อมาจาก Is it True, Helpful, Inspiring, Necessary, Kind ถ้าผ่านเกณฑ์นี้ค่อยพูด
การพูดตรงๆ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องพูดในทุกเรื่อง บางเรื่องมันก็ไม่สำคัญจริงๆ เช่น เพื่อนชอบใส่เสื้อสีชมพูแต่เราไม่ชอบ นี่ไม่จำเป็นต้องพูดหรอก เพราะมันไม่ได้ส่งผลต่อความสัมพันธ์ แต่ถ้าเพื่อนมักจะยืมของแล้วไม่คืน หรือมักจะนัดแล้วผิดหวังบ่อยๆ นี่ต้องพูดนะ เพราะมันกระทบกับความรู้สึกและความสัมพันธ์จริงๆ
สิ่งที่เราได้จากการพูดตรงๆ มันมีเยอะมาก อย่างแรกคือเราจะไม่ต้องแบกความรู้สึกแย่ๆ ไว้คอยเดียว การเก็บความรู้สึกไว้มันเหมือนกับพกกระเป๋าหินติดตัวไปทุกที่ ยิ่งนานวันยิ่งหนัก แต่พอเราปล่อยมันออกมาด้วยการพูดคุยแบบตรงไปตรงมา มันเหมือนเราได้ปลดภาระลง อย่างที่สอง ความสัมพันธ์จะแข็งแรงขึ้น เพราะทั้งสองฝ่ายจะรู้ว่าอีกคนคิดยังไง ไม่ต้องนั่งเดาใจกัน และอย่างที่สาม เราจะเคารพตัวเองมากขึ้น เพราะเรากล้าที่จะแสดงความรู้สึกของเราออกมา ไม่ใช่แค่เป็นคนที่พยักหน้าเออใช่ตลอดเวลา
ในหนัง The King's Speech มีฉากนึงที่พระเจ้าจอร์จที่ 6 ต้องฝึกพูดเพื่อเอาชนะอาการพูดติดอ่าง สิ่งที่หมอสอนท่านไม่ใช่แค่เทคนิคการพูด แต่เป็นการสอนให้ท่านกล้าที่จะพูดความจริงของตัวเอง กล้าที่จะเปิดเผยความอ่อนแอ นี่แหละคือพลังของการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา มันไม่ได้ทำให้เราอ่อนแอ แต่มันทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น
แต่ทั้งหมดที่พูดมานี้ จะได้ผลก็ต่อเมื่อเราพูดด้วยความตั้งใจที่จะรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ ไม่ใช่พูดเพื่อทำร้ายหรือเพื่อชนะแพ้ ต้องพูดเพราะเราห่วงใย เพราะเราอยากให้ความสัมพันธ์นี้ดีขึ้น ภาษาอังกฤษมีคำว่า tough love ซึ่งหมายถึงความรักที่เข้มแข็ง คือเรารักเขาพอที่จะพูดความจริงที่อาจจะฟังแล้วไม่สบายใจ แต่มันจำเป็นสำหรับความเติบโตของทั้งสองฝ่าย
อีกประเด็นที่สำคัญคือ timing หรือจังหวะเวลา อย่าไปพูดเรื่องจริงจังตอนที่อีกฝ่ายกำลังเครียดหรือไม่พร้อม หาเวลาที่เหมาะสม หาสถานที่ที่เหมาะสม บางทีอาจจะต้องนัดคุยกันจริงจังก่อนด้วยซ้ำ ประมาณว่า "กูมีเรื่องอยากคุยกับมึงนะ พรุ่งนี้ว่างไหม" มันดูเป็นทางการ แต่มันแสดงให้เห็นว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และกับความรู้สึกของอีกฝ่าย
จริงๆ แล้วการพูดตรงๆ มันเป็น art หรือศิลปะประเภทนึง มันต้องฝึกฝน ครั้งแรกๆ อาจจะพูดออกมาไม่ค่อยเนียน อาจจะสะดุด อาจจะเลือกคำไม่ดีพอ แต่ยิ่งฝึกมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเก่งขึ้นเท่านั้น มันเหมือนกับการเรียนภาษาใหม่ ต้องใช้เวลา ต้องผิดพลาดบ้าง แต่สุดท้ายมันจะคุ้มค่าแน่นอน
ถ้าทุกคนเริ่มฝึกพูดตรงๆ กันมากขึ้น กูว่าหลายๆ ความสัมพันธ์คงไม่ต้องจบลงแบบไม่มีเหตุผล ไม่ต้องมีการเก็บกดจนไประเบิดที่คนอื่น ไม่ต้องมีการแอบบ่นลับหลัง และที่สำคัญ เราจะได้มีความสัมพันธ์ที่แข็งแรงและจริงใจมากขึ้น เพราะทุกคนรู้ว่าพอมีปัญหาเราก็พูดกันได้ ไม่ต้องเดา ไม่ต้องกลัว
สุดท้ายนี้อยากบอกว่า ถ้าเรารักใครจริงๆ เราก็ควรจะกล้าพูดความจริงกับเขา ไม่ว่ามันจะยากแค่ไหน เพราะการเก็บเงียบมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย นอกจากทำให้ทุกอย่างแย่ลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายความสัมพันธ์นั้นก็พังไปอย่างน่าเสียดาย แล้วเราก็จะกลายเป็นคนที่นั่งเสียใจว่า "น่าจะบอกเขาตั้งแต่ตอนนั้นเลยนะ" แต่สายเกินไปแล้ว
ดังนั้นถ้าตอนนี้มีอะไรที่อยากจะพูดกับใครสักคน อย่ารอแล้ว หาเวลาคุยกันซะ พูดด้วยความใส่ใจ พูดด้วยความตั้งใจดี แต่พูดให้ตรงไปตรงมา เพราะนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ที่ดีอยู่ได้นาน และนั่นก็คือสิ่งที่ทำให้เราเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่เขามี ไม่ใช่แค่เพื่อนที่เก่งแค่ยิ้มแล้วพยักหน้าเออใช่อย่างเดียว

ความคิดเห็น