เมื่อสิงคโปร์สร้างอัญมณี(ที่ไม่ใช่ทองคำ)กลางเมือง: บทเรียนสถาปัตยกรรมที่ทำให้เราอยากไปนอนหญ้าข้างสนามบิน
เมื่อสิงคโปร์สร้างอัญมณี(ที่ไม่ใช่ทองคำ)กลางเมือง: บทเรียนสถาปัตยกรรมที่ทำให้เราอยากไปนอนหญ้าข้างสนามบิน
รู้ไหมทุกคน บางทีสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกไม่ใช่ตึกที่สูงที่สุด แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้เราอยากไปนั่งชิลล์ที่นั่นจริงๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่อง Jewel Changi Airport ที่สิงคโปร์ ซึ่งถ้าจะให้อธิบายแบบสั้นๆ ก็คือ "สนามบินที่ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนสนามบิน" แต่ถ้าจะให้อธิบายแบบยาวๆ มันคือบทเรียนสถาปัตยกรรมแนว landscape architecture (การออกแบบภูมิทัศน์) ที่ทรงพลังสุดๆ
สนามบินที่หลงทางเข้าป่า
Jewel นี่แหละ เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2019 ออกแบบโดยสำนักงาน Moshe Safdie Architects จากคนเดียวกับที่สร้าง Marina Bay Sands ที่มีสระว่ายน้ำบนดาดฟ้าชื่อดังนั่นแหละ แต่ครั้งนี้ Safdie คิดไกลกว่า เขาไม่ได้แค่สร้างอาคาร เขาสร้าง "ระบบนิเวศ" (ecosystem) ขนาด 135,700 ตารางเมตร ที่มีน้ำตก Rain Vortex สูง 40 เมตรตกลงมาตรงกลางโถงแบบที่ดูแล้วทำให้เราอยากตะโกนว่า "ถ้าทำได้แบบนี้ทำไมที่อื่นไม่ทำวะ!"
คอนเซ็ปต์หลักของ Jewel คือการนำธรรมชาติเข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่คนเราคิดว่าต้องเป็นคอนกรีตและกระจกเท่านั้น มันเหมือนกับว่า Safdie อ่าน "The Hidden Life of Trees" ของ Peter Wohlleben จบแล้วคิดว่า "โอเค ต่อไปนี้เราจะให้ต้นไม้มีชีวิตในสนามบินด้วย" ภายในมีพันธุ์พืชมากกว่า 2,000 ต้น ทุกชั้นมีสวนที่ใช้ชื่อแนว whimsical (แปลตรงตัวคือ "ประหลาด" แต่ในที่นี้หมายถึง "น่ารักแบบจินตนาการ") อย่าง Canopy Park, Foggy Bowls, และ Hedge Maze
ทฤษฎี Biophilic Design ที่ไม่ใช่แค่ปลูกต้นไม้แล้วหวังดี
นี่คือจุดที่น่าสนใจ Jewel ไม่ได้แค่นำต้นไม้มาปลูกในอาคารแบบธรรมดา มันใช้หลักการที่เรียกว่า "Biophilic Design" (การออกแบบที่เชื่อมโยงมนุษย์กับธรรมชาติ) อย่างจริงจัง แนวคิดนี้มาจากนักชีววิทยาชื่อ Edward O. Wilson ที่บอกว่ามนุษย์เรามีสัญชาตญาณที่อยากเชื่อมต่อกับธรรมชาติอยู่แล้ว และถ้าเราออกแบบพื้นที่ที่ตอบสนองสัญชาตญาณนี้ คนจะมีความสุข สุขภาพจิตดี และผ่อนคลายมากขึ้น
Safdie เข้าใจเรื่องนี้ดี เขาจึงออกแบบให้คนเดินในระดับต่างๆ ของป่า ตั้งแต่ชั้นล่างที่เป็น Forest Valley (หุบเขาป่า) ที่มีทางเดินคดเคี้ยวเหมือนเดินในป่าจริงๆ ไปจนถึงชั้นบนที่เป็น Canopy Bridge (สะพานเหนือยอดไม้) ที่เราเดินอยู่เหนือต้นไม้ มองเห็นน้ำตกจากมุมสูง การเดินแบบนี้เรียกว่า "vertical landscape experience" (ประสบการณ์ภูมิทัศน์แนวตั้ง) ซึ่งในหนังสือ "A Pattern Language" ของ Christopher Alexander เขาบอกว่าการให้คนได้สัมผัสพื้นที่ในระดับความสูงที่ต่างกันทำให้เกิด "richness of experience" (ความอุดมสมบูรณ์ของประสบการณ์)
โครงสร้างโดมกระจกที่ท้าทายแรงโน้มถ่วง
มาดูด้านเทคนิคสักหน่อย โครงสร้างของ Jewel เป็นโดมกระจกและเหล็กที่ไม่มีเสาค้ำตรงกลางเลย รูปทรงคล้ายโดนัท (torus) ที่มีรูตรงกลางให้น้ำตกไหลลงมา ถ้าจะเทียบก็เหมือน The Pantheon ในโรมที่มีรูโถงตรงกลาง แต่ Pantheon ทำจากคอนกรีต ส่วน Jewel ทำจากกระจกและเหล็กที่ต้องรับน้ำหนักของต้นไม้หลายพันต้น ระบบน้ำหมุนเวียน และคนเดินอยู่ด้านบนอีกหลายร้อยคน
กระจกที่ใช้เป็นกระจกพิเศษที่เคลือบสารกรอง UV และความร้อน เพื่อให้ต้นไม้ได้แสงที่เหมาะสม แต่ภายในไม่ร้อนจนเหมือนเข้าเตาอบ ระบบปรับอากาศใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า "displacement ventilation" (การระบายอากาศแบบแทนที่) ที่ส่งอากาศเย็นจากพื้นดันอากาศร้อนขึ้นไปด้านบน ประหยัดพลังงานกว่าระบบแอร์แบบเดิมถึง 30%
น้ำตกที่ไม่ใช่แค่ของตกแต่ง
Rain Vortex ซึ่งเป็นน้ำตกในร่มที่สูงที่สุดในโลก ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อให้ดูสวยอย่างเดียว มันเป็นส่วนหนึ่งของ "sustainable water management system" (ระบบจัดการน้ำอย่างยั่งยืน) น้ำที่ไหลลงมานี้มาจากน้ำฝนที่เก็บจากหลังคา ผ่านการกรองแล้วหมุนเวียนกลับขึ้นไปใช้ใหม่ กลางคืนน้ำตกจะมี light show ที่ออกแบบโดยทีม lighting designer จาก Fisher Marantz Stone ที่เคยทำ Statue of Liberty และ Empire State Building
การใช้น้ำฝนแบบนี้เรียกว่า "rainwater harvesting" (การเก็บเกี่ยวน้ำฝน) ซึ่งเป็นหลักการโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยอารยธรรมโรมัน แต่ที่ Jewel ทำให้มันดูเซ็กซี่ขึ้นมาหลายขั้น เหมือนเอาเทคนิคปลูกข้าวโบราณมาทำเป็น art installation ที่ทุกคนอยากถ่ายรูปคู่
Landscape Architecture ไม่ใช่แค่ปลูกต้นไม้สวยๆ
หลายคนคิดว่า landscape architecture คือการจัดสวน แต่จริงๆ แล้วมันคือศาสตร์ที่ผสมผสานระหว่าง ecology (นิเวศวิทยา), hydrology (อุทกวิทยา), sociology (สังคมวิทยา), และ design thinking (การคิดเชิงออกแบบ) เข้าด้วยกัน ที่ Jewel เราเห็นหลักการนี้ชัดเจน
ระบบนิเวศภายในถูกออกแบบให้ครบวงจร มี "understory planting" (การปลูกพืชชั้นล่าง) ที่เป็นพุ่มไม้และเฟิร์น, "mid-canopy trees" (ต้นไม้ขนาดกลาง) อย่างปาล์ม, และ "canopy trees" (ต้นไม้ใหญ่) ที่สูงถึง 25 เมตร พืชเหล่านี้ไม่ได้เลือกมาแค่เพราะสวย แต่เลือกเพราะมันดูดซับ CO2 ได้ดี ใช้น้ำน้อย และปรับตัวเข้ากับสภาพแสงในร่มได้
ในหนังสือ "Design with Nature" ของ Ian McHarg ซึ่งถือเป็น bible ของนักออกแบบภูมิทัศน์ เขาบอกว่าการออกแบบที่ดีต้อง "work with nature, not against it" (ทำงานร่วมกับธรรมชาติ ไม่ใช่ต่อสู้กับมัน) Jewel ทำตรงนี้ได้ดีมาก มันไม่ได้บังคับให้ต้นไม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มันไม่เหมาะ แต่สร้างสภาพแวดล้อมที่ต้นไม้อยากอยู่
บทเรียนสำหรับเมืองไทยและทุกคน
จุดที่น่าสนใจคือสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีพื้นที่จำกัดมาก พวกเขาจึงต้องใช้พื้นที่แบบ "multi-functional" (หลายหน้าที่) Jewel ไม่ได้เป็นแค่สนามบิน ไม่ได้เป็นแค่ห้างสรรพสินค้า ไม่ได้เป็นแค่สวนสาธารณะ มันเป็นทั้งหมดนี้รวมกันในที่เดียว แนวคิดนี้เรียกว่า "mixed-use development" (การพัฒนาแบบผสมผสานการใช้งาน) ที่กำลังเป็น trend ในโลกการออกแบบเมือง
สำหรับเมืองไทย เราน่าจะเรียนรู้จากตรงนี้ได้มาก แทนที่จะสร้างห้างสรรพสินค้าที่เป็นกล่องคอนกรีตปิดตายไม่มีต้นไม้เลย หรือสวนสาธารณะที่ร้างเพราะไม่มีอะไรให้ทำ ทำไมเราไม่ผสมมันเข้าด้วยกัน เหมือนที่ญี่ปุ่นทำ Namba Parks ในโอซาก้า หรือที่เกาหลีทำ Seoullo 7017 ที่เปลี่ยนทางด่วนเก่าให้เป็นสวนลอยฟ้า
คอนเซ็ปต์สำคัญอีกอย่างคือ "placemaking" (การสร้างสถานที่ที่มีความหมาย) ไม่ใช่แค่สร้างพื้นที่ แต่สร้างที่ที่คนอยากไป อยากอยู่ อยากกลับมาอีก Jewel ทำสิ่งนี้ได้สำเร็จมาก คนที่มาใช้บริการสนามบินช้างงีมากกว่า 60 ล้านคนต่อปี และมีคนมาเที่ยว Jewel โดยเฉพาะอีกหลายล้านคน เหมือนกับว่ามันกลายเป็น destination ในตัวของมันเอง ไม่ใช่แค่จุดผ่านทาง
จิตวิทยาของพื้นที่สีเขียว
มีงานวิจัยเยอะแยะที่บอกว่าพื้นที่สีเขียวมีผลต่อสุขภาพจิตของมนุษย์ ในหนังสือ "The Nature Fix" ของ Florence Williams เธออธิบายว่าการอยู่ในธรรมชาติแค่ 15 นาทีก็ลด cortisol (ฮอร์โมนความเครียด) ได้แล้ว การเห็นต้นไม้และได้ยินเสียงน้ำไหลทำให้สมองเข้าสู่โหมด "soft fascination" (ความสนใจแบบอ่อนนุ่ม) ที่ทำให้เราพักผ่อนได้โดยไม่ต้องหลับตา
Jewel ใช้หลักการนี้เต็มที่ สนามบินปกติเป็นที่ที่คนมักเครียด กลัวพลาดเที่ยวบิน กลัวกระเป๋าหาย กลัวอะไรไม่รู้อีกหลายอย่าง แต่พอเดินเข้ามาใน Jewel ทันทีที่ได้ยินเสียงน้ำตก ได้เห็นต้นไม้ ได้สัมผัสอากาศเย็นๆ ความเครียดลดลงทันที มันเป็นตัวอย่างที่ดีของ "restorative environment" (สภาพแวดล้อมที่ฟื้นฟูจิตใจ) ที่นักจิตวิทยาสิ่งแวดล้อมพูดถึง
สถาปัตยกรรมที่เป็นประชาธิปไตย
อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ Jewel เป็นพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่มาใช้สนามบิน คนท้องถิ่น นักท่องเที่ยว หรือแม้แต่คนที่แค่อยากมาเดินเล่น ไม่มี entrance fee ไม่มีกำแพงกั้น นี่คือแนวคิด "inclusive design" (การออกแบบที่ครอบคลุมทุกคน) ที่ทำให้สถาปัตยกรรมไม่ใช่สิทธิพิเศษของคนบางกลุ่ม แต่เป็นของทุกคน
เทียบกับ high-end projects อื่นๆ ที่มักจะกีดกันคนที่ไม่มีกำลังซื้อออกไป Jewel กลับทำตรงกันข้าม แม้ภายในจะมีร้านราคาแพง แต่ก็มีโซนที่ฟรีให้นั่งชิลล์ มีน้ำดื่มฟรี มีห้องน้ำสะอาด และที่สำคัญ สวนสาธารณะชั้นบนถูกออกแบบมาให้เด็กเล่นได้ ผู้สูงอายุนั่งพักได้ และทุกคนได้ประโยชน์จากอากาศบริสุทธิ์และบรรยากาศผ่อนคลาย
ในหนังสือ "The Death and Life of Great American Cities" ของ Jane Jacobs เธอพูดถึง "eyes on the street" (ตาคอยมองบนถนน) ที่ว่าพื้นที่สาธารณะที่ดีต้องมีคนใช้งานตลอดเวลา มีความหลากหลายของผู้คน มีกิจกรรมที่หลากหลาย Jewel ทำสิ่งนี้ได้สำเร็จ มีคนอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้พื้นที่ปลอดภัย มีชีวิตชีวา และน่าอยู่
สิ่งที่เราเรียนรู้ได้จริงๆ
ถ้าจะให้สรุป Jewel Changi Airport ไม่ใช่แค่โปรเจกต์ที่มีเงินทุนเยอะแล้วสร้างให้มันใหญ่โตอลังการ มันเป็นตัวอย่างของการคิดแบบบูรณาการ (holistic thinking) ที่นำเอา ecology, technology, psychology, และ social equity มาผสมผสานกันอย่างลงตัว
สำหรับเราแต่ละคน บทเรียนจาก Jewel คือเราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง progress กับ nature เราสามารถมีทั้งสองอย่างได้ถ้าเราคิดอย่างชาญฉลาด เราไม่จำเป็นต้องทำลายป่าเพื่อสร้างเมือง เราสามารถสร้างป่าในเมืองได้ เราไม่จำเป็นต้องทำให้สถาปัตยกรรมเป็นเรื่องของคนรวยอย่างเดียว เราสามารถสร้างพื้นที่ที่ทุกคนเข้าถึงได้
ถ้าใครได้มีโอกาสไปสิงคโปร์ ลองแวะ Jewel ดู ไม่ใช่เพื่อไปถ่ายรูปอวดเพื่อนอย่างเดียว แต่ลองสังเกตดูว่าการออกแบบแต่ละจุดมันมีเหตุผลอะไร ทำไมทางเดินถึงคดเคี้ยวแบบนี้ ทำไมแสงถึงลอดผ่านกิ่งไม้มาแบบนั้น ทำไมเสียงน้ำตกถึงทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย คำตอบทั้งหมดนั้นคือ intentional design (การออกแบบอย่างตั้งใจ) ที่ทุกรายละเอียดมีความหมาย
และนั่นแหละ คือความแตกต่างระหว่างอาคารกับ masterpiece ระหว่างพื้นที่กับประสบการณ์ ระหว่างคอนกรีตกับความทรงจำที่คนจะจดจำไปตลอดชีวิต
.webp)

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น