เรื่องนี้ต้องบอกว่าเป็นบทเรียนชีวิตที่หลายคนอาจจะไม่อยากยอมรับ

เรื่องนี้ต้องบอกว่าเป็นบทเรียนชีวิตที่หลายคนอาจจะไม่อยากยอมรับ แต่จริงๆ แล้วมันคือความจริงที่เราต้องเผชิญหน้า นั่นก็คือเราเปลี่ยนใครไม่ได้จริงๆ ยกเว้นตัวเราเอง

เริ่มจากหลักการพื้นฐานของ Stoicism (ปรัชญาสโตอิกที่สอนให้เรามุ่งเน้นที่สิ่งที่ควบคุมได้) ซึ่งมันบอกเราตรงๆ เลยว่า สิ่งที่เราควบคุมได้มีแค่ความคิดและการกระทำของเราเอง ส่วนคนอื่น ความคิดเขา การตัดสินใจเขา เราไม่มีทางควบคุมได้เลย Marcus Aurelius (จักรพรรดิโรมันที่เป็นนักปรัชญาสโตอิก) เคยเขียนไว้ใน Meditations ว่าเราควรแยกแยะให้ออกระหว่างสิ่งที่อยู่ในอำนาจเรากับสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจเรา
ลองจินตนาการดู

มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังคบกับผู้ชายที่เจ้าชู้ แล้วเธอก็พยายามทุกวิถีทางเพื่อเปลี่ยนเขา บางทีก็เช็คโทรศัพท์ บางทีก็ห้ามไปเที่ยว บางทีก็ทำให้เขารู้สึกผิด เธอใช้พลังงานมหาศาลในการพยายามปั้นเขาให้เป็นแบบที่เธออยากได้ แต่รู้ไหมว่าที่สุดแล้วจะเกิดอะไรขึ้น

หนึ่ง เขาอาจจะเปลี่ยนชั่วคราว เพราะแรงกดดัน แต่นิสัยแท้จริงของเขายังอยู่ เหมือนลูกบอลที่เรากดมันลงไปในน้ำ สักพักมันก็ต้องดีดกลับขึ้นมาอยู่ดี สองสัปดาห์แรกอาจจะดูดี แต่เดือนที่สามเขากลับมาเป็นเหมือนเดิม เพราะการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องมาจากตัวเขาเอง ไม่ใช่เพราะเรากดดัน

สอง ความสัมพันธ์กลายเป็นสนามรบ แทนที่จะเป็นความรัก กลับกลายเป็นการแข่งขันว่าใครจะเอาชนะใคร เธอเหนื่อย เขาก็รู้สึกถูกควบคุม บรรยากาศทั้งหมดกลายเป็นพิษ นึกถึงฉาก Anakin Skywalker ใน Star Wars ที่ Padme พยายามจะทำให้เขากลับมาเป็นคนดี แต่ยิ่งพยายามยิ่งทำให้เขาหลงไปทางมืดมากขึ้น

สาม เธอเองก็สูญเสียความสุข เธอใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเปลี่ยนเขา แทนที่จะใช้เวลานั้นพัฒนาตัวเอง ทำในสิ่งที่เธอรัก หรือสร้างความสุขให้กับชีวิตตัวเอง

แล้วทำไมเราถึงชอบพยายามเปลี่ยนคนอื่น เพราะเรารู้สึกไม่สบายใจ เรารู้สึกว่าถ้าเขาเปลี่ยน เราก็จะมีความสุข แต่นี่แหละคือความคิดที่ผิด เพราะความสุขของเราไม่ควรขึ้นอยู่กับการกระทำของคนอื่น ความสุขของเราต้องมาจากการที่เราจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้

ในหนังสือ The Subtle Art of Not Giving a F*ck ของ Mark Manson มีแนวคิดที่ว่า เราต้องรับผิดชอบต่อความรู้สึกและการตอบสนองของเราเอง ไม่ใช่คาดหวังว่าโลกหรือคนอื่นจะต้องเปลี่ยนเพื่อทำให้เราสบายใจ ถ้าเรารู้สึกไม่ดีเพราะคนรักเจ้าชู้ คำถามไม่ใช่ว่าเราจะเปลี่ยนเขายังไงให้ไม่เจ้าชู้ แต่คำถามคือทำไมเราถึงเลือกที่จะอยู่กับคนแบบนี้

หลักการที่เรียกว่า "Accept people as-is" (รับคนอื่นในแบบที่เขาเป็น) นี่คือสติปัญญาที่แท้จริง มันไม่ได้หมายความว่าเราต้องทนทุกข์หรือยอมรับทุกอย่าง แต่หมายความว่าเราต้องเห็นความเป็นจริงอย่างชัดเจน ถ้าคนรักเจ้าชู้ เราก็ต้องตัดสินใจว่าเรายอมรับได้หรือไม่ ถ้ายอมรับไม่ได้ คำตอบคือเราเดินออกไป ไม่ใช่พยายามเปลี่ยนเขา

เรื่องนี้ใช้ได้กับทุกความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นคนรัก เพื่อน หรือครอบครัว มีเพื่อนที่ชอบนินทา มีญาติที่ชอบวิจารณ์ มีพ่อแม่ที่ชอบควบคุม เราเปลี่ยนเขาไม่ได้ พยายามไปก็เปล่าประโยชน์ กลายเป็นว่าเราเหนื่อยใจ เขาก็รู้สึกถูกโจมตี ความสัมพันธ์ก็แย่ลง

สิ่งที่เราทำได้คือตั้ง boundary (ขอบเขตส่วนตัว) ที่ชัดเจน เราบอกได้ว่าเราไม่สบายใจกับพฤติกรรมอะไร เราทำอะไรไม่ได้ แต่เราไม่สามารถบังคับให้เขาเปลี่ยน เราแค่บอกว่าถ้าเขายังทำแบบนี้ต่อไป เราจะทำยังไง อาจจะเดินออกไป อาจจะลดการติดต่อ อาจจะไม่ร่วมกิจกรรมบางอย่าง นั่นคือสิ่งที่เราควบคุมได้

มีสำนวนภาษาอังกฤษที่ว่า "You can lead a horse to water, but you can't make it drink" (เราพาม้าไปที่น้ำได้ แต่เราบังคับให้มันดื่มไม่ได้) นี่คือสาระสำคัญของเรื่องนี้ เราสามารถชี้ทาง แนะนำ หรือเป็นแบบอย่างได้ แต่การตัดสินใจเปลี่ยนแปลงนั้นต้องมาจากตัวคนนั้นเอง

ใน Buddhist philosophy (ปรัชญาพุทธ) ก็มีแนวคิดที่คล้ายกัน คือ non-attachment (ความไม่ยึดติด) เรายึดติดกับความคาดหวังที่ว่าคนอื่นควรจะเป็นอย่างไร เราทุกข์เพราะความยึดติดนี้ เมื่อเราปล่อยวาง เราก็จะพบสันติภาพ การปล่อยวางไม่ได้หมายความว่าเราไม่แคร์ แต่หมายความว่าเราไม่ยึดติดกับผลลัพธ์ที่อยากได้

ตอนนี้บางคนอาจจะคิดว่า งั้นเราก็ไม่ต้องทำอะไรเลย ปล่อยให้คนอื่นทำผิดไปเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่อย่างนั้น เรายังสามารถแสดงความคิดเห็น ให้คำแนะนำ หรือเป็นตัวอย่างที่ดีได้ แต่เราต้องทำโดยไม่คาดหวังว่าเขาจะต้องเปลี่ยน เราทำเพราะเราเชื่อว่ามันถูกต้อง ไม่ใช่เพราะเราต้องการควบคุมเขา
เหมือนในการ์ตูน Avatar: The Last Airbender ที่ Aang ต้องเรียนรู้ว่าเขาไม่สามารถบังคับให้ทุกคนเห็นด้วยกับเขาได้ เขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง แสดงเมตตา แต่ยอมรับว่าบางคนก็จะไม่เปลี่ยน และนั่นก็โอเค

สรุปแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเกิดจาก intrinsic motivation (แรงจูงใจภายใน) ไม่ใช่ extrinsic pressure (แรงกดดันภายนอก) เมื่อเราพยายามเปลี่ยนคนอื่น เราใช้แรงกดดันภายนอก ซึ่งอาจได้ผลชั่วคราว แต่ไม่ยั่งยืน แต่ถ้าคนนั้นเห็นคุณค่าของการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง เขาก็จะเปลี่ยนโดยที่ไม่ต้องมีใครบังคับ

งานของเราคือดูแลตัวเอง จัดการความรู้สึกของเราเอง พัฒนาตัวเราเอง และตัดสินใจอย่างชาญฉลาดว่าเราจะอยู่กับใครที่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ไม่ใช่ใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับการพยายามเปลี่ยนคนที่เปลี่ยนไม่ได้

ถ้าทุกคนจำได้ว่า "focus on what you can control, let go of what you can't" (มุ่งเน้นที่สิ่งที่ควบคุมได้ ปล่อยวางสิ่งที่ควบคุมไม่ได้) ชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะ เราจะไม่เหนื่อยกับการต่อสู้ที่ไม่มีทางชนะ แล้วเอาพลังงานนั้นไปใช้กับสิ่งที่สร้างสรรค์กว่า นั่นคือภูมิปัญญาที่แท้จริง

ความคิดเห็น