มาพูดถึงเรื่องความรักกันสักหน่อย แต่ไม่ใช่แบบหวานชื่นนะ
มาพูดถึงเรื่องความรักกันสักหน่อย แต่ไม่ใช่แบบหวานชื่นนะ
เอาล่ะทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องความรักที่หลายคนอาจจะกำลังงงๆ หรือกำลังเดินอยู่ในหมอกควันจนมองไม่เห็นทาง เคยไหมที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังคบหากับใครสักคนแต่ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ แบบว่ามีอะไรกันบ้าง ไม่มีอะไรกันบ้าง สถานะไม่ชัดเจน เหมือนเล่นเกมแต่ไม่รู้กติกา ถ้าเคยก็ให้ตั้งใจอ่านนะ
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าโพสต์นี้เราเขียนขึ้นมาเพราะเราเคยผ่านมาแล้ว เคยโดนหลอกใช้ เคยโดนปั่นหัว เคยเดินอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียก แบบที่เรียกภาษาอังกฤษว่า "situationship" นั่นแหละ ซึ่งมันคือสถานการณ์ที่ทำตัวเหมือนคบกันแต่ไม่ได้เป็นแฟนกันจริงๆ เป็นแค่ความสัมพันธ์แบบลอยๆ ไม่มีคำมั่นสัญญา
สัญญาณเตือนที่ทุกคนควรรู้
เรามาเริ่มด้วยสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนเลย คนที่มาเล่นๆ กับความรัก คนที่ไม่จริงจัง คนพวกนี้มีลักษณะเด่นมากว่าเขาจะไม่ยอมทำให้ความสัมพันธ์ชัดเจน เหมือนในการ์ตูนโคนันที่คดีไหนก็ตามถ้ามีคนพูดคลุมเครือปัดความผิดไปมา ส่วนใหญ่คนนั้นมันจะเป็นคนร้ายแน่นอน ในความรักก็เหมือนกัน ถ้าใครไม่ยอมบอกสถานะชัดเจน ไม่ยอมให้คำตอบว่าเราคืออะไรกัน มันก็คือสัญญาณเตือนแล้วล่ะ
เขาจะทำอะไร เขาจะปั่นหัวเรา เขาจะทำตัวดีบ้าง ทำตัวห่างบ้าง ให้ความหวังบ้าง ทิ้งเราลอยบ้าง เหมือนในหนังเรื่อง "500 Days of Summer" ที่ผู้หญิงคนนึงบอกชัดเจนตั้งแต่แรกว่าไม่อยากมีความสัมพันธ์จริงจัง แต่ผู้ชายก็ยังหวังต่อไปเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดก็เจ็บปวด ชีวิตจริงก็เหมือนกัน แต่บางทีคนที่ไม่จริงจังเขาจะไม่ได้บอกเราชัดเจนด้วยซ้ำ เขาแค่ปล่อยให้เราหวังไปเอง ซึ่งมันโหดร้ายกว่าเยอะ
สิ่งที่เราเคยผ่านมาคือการถูกใช้ การถูกหลอก ตอนนั้นเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังโดน เพราะเรายังไม่เข้าใจว่าคนที่จริงใจเขาจะปฏิบัติกับเรายังไง แต่พอเราได้เจอคนที่จริงจังจริงๆ เราถึงรู้ว่าโอ้โหนี่มันต่างกันขนาดนี้เลยเหรอ
คนที่จริงจังเขามีท่าทีอย่างไร
คนที่จริงจังกับเรานะ เขาจะไม่กลัวที่จะบอกความรู้สึก เขาจะไม่กลัวที่จะให้สถานะ เขาจะไม่กลัวที่จะแนะนำเราให้เพื่อนๆ ของเขารู้จัก ภาษาอังกฤษเรียกว่า "commitment" ซึ่งแปลว่าความมุ่งมั่นหรือความพร้อมที่จะผูกมัด คนที่มี commitment เขาจะชัดเจน เขาจะบอกว่าชอบเรา อยากคบกับเรา อยากให้เราเป็นแฟนเขา ไม่มีการเล่นเกมส์จิตวิทยา ไม่มีการทำให้เราต้องเดา
มันก็เหมือนในหนังเรื่อง "The Notebook" ตัวละครของไรอัน กอสลิ่งเขาบอกชัดเจนว่ารักเธอ อยากอยู่กับเธอ ไม่มีการซ่อนเร้น ไม่มีเกมส์ ชีวิตจริงก็ควรจะเป็นแบบนั้น ถ้าใครชอบเราจริง เขาจะไม่ปล่อยให้เรางงว่ากำลังเดินอยู่ตรงไหนในชีวิตของเขา
อย่าเชื่อคนอื่นมากเกินไป เชื่อใจตัวเองบ้าง
ตรงนี้สำคัญมาก ความสัมพันธ์มันเป็นของเรากับอีกคน ไม่ใช่ของคนอื่น เพื่อนของเราอาจจะหวังดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างที่เขาบอกมันจะถูกหรือเหมาะกับเราเสมอไป เราเคยได้ยินเพื่อนบอกว่า "ความสัมพันธ์ที่ดีต้องเห็นด้านมืดของกันและกันก่อน" แต่เรากลับคิดว่าไม่จริงเสียทีเดียว
ความจริงคือในความสัมพันธ์ที่ดี เราไม่จำเป็นต้องไปสัมผัสหรือประสบกับด้านมืดของอีกฝ่ายด้วยตัวเราเองหรอก เราแค่รับรู้ว่ามันมีอยู่ก็พอ เพราะทุกคนก็มีจุดอ่อน มีช่วงเวลาที่แย่ มี "dark side" หรือด้านมืดของตัวเอง แต่ถ้าอีกฝ่ายแคร์เรามากพอ เขาจะไม่ปล่อยให้ด้านมืดนั้นมากระทบกับเรา เขาจะดูแลจัดการกับมันเอง
ลองนึกถึงวรรณกรรมคลาสสิกอย่าง "Pride and Prejudice" ของเจน ออสเตน คุณดาร์ซีก็มีด้านมืดคือความหยิ่งและไม่เก่งเรื่องสังคม แต่เมื่อเขารักอลิซาเบธ เขาก็พยายามปรับปรุงตัวเอง ไม่ได้ปล่อยให้ความหยิ่งนั้นมาทำร้ายคนที่เขารัก นั่นแหละคือความรักที่แท้จริง
กฎเหล็กที่ทุกคนควรจำ
อย่าเชื่อว่าใครรักเราจนกว่าเขาจะบอกรักและขอเราเป็นแฟน จบ ไม่มีข้อยกเว้น ไม่มี "แต่เขาก็ทำตัวดีกับเรานะ" ไม่มี "แต่เขาก็ดูท่าทีเหมือนชอบเรานะ" พฤติกรรมดีๆ อาจจะหมายความว่าเขาเป็นคนดี แต่มันไม่ได้หมายความว่าเขาอยากมีความสัมพันธ์จริงจังกับเรา
มันเหมือนการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ถ้าเรายังไม่ได้รับการตอบรับ ยังไม่ได้รับจดหมายตอบรับเข้าเรียน เราก็ยังไม่ใช่นักศึกษาของที่นั่น ไม่ว่าเราจะได้คะแนนดีแค่ไหน ไม่ว่าเราจะคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์แค่ไหน ถ้ายังไม่ได้การยืนยัน มันก็ยังไม่เป็นความจริง ความรักก็เหมือนกัน
ภาษาอังกฤษมีสำนวนที่ว่า "Actions speak louder than words" หรือการกระทำดังกว่าคำพูด แต่ในเรื่องความรักเราขอเพิ่มเติมว่า "clear actions and clear words speak the loudest" หรือการกระทำที่ชัดเจนและคำพูดที่ชัดเจนนั่นแหละที่ดังที่สุด เพราะถ้ามีแต่การกระทำโดยไม่มีคำพูดยืนยัน เราก็แค่กำลังเดาใจกันอยู่ มันไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่มั่นคง
ทำไมเราถึงเขียนโพสต์นี้
เราเคยสัญญากับตัวเองว่าถ้าวันไหนที่เรามีแฟนแล้ว เราจะกลับมาเขียนเพื่อช่วยคนที่ยังหลงทางในความรัก คนที่ยังรู้สึกว่าหาทางออกไม่เจอ คนที่อาจจะกำลังอยู่ในความสัมพันธ์แบบเดียวกับที่เราเคยผ่านมา แม้ว่าจะมีแค่คนเดียวที่เจอโพสต์นี้แล้วได้อะไรไปบ้าง มันก็คุ้มค่าแล้ว
เพราะเราเข้าใจดีว่ามันรู้สึกยังไงตอนที่เราไม่แน่ใจในความสัมพันธ์ ตอนที่เราไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดยังไง ตอนที่เราถูกปั่นหัวจนไม่รู้ว่าควรจะเชื่ออะไร มันเจ็บปวด มันสับสน และที่แย่ที่สุดคือมันทำให้เราเสียเวลาไปกับคนที่ไม่คู่ควร
บทเรียนสำคัญที่ทุกคนควรนำไป
หนึ่ง อย่ายอมรับความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจน ถ้าใครไม่กล้าให้สถานะเรา มันก็บอกอะไรบางอย่างแล้วว่าเขาไม่พร้อมหรือไม่ต้องการจริงๆ เราสมควรได้รับคนที่รู้แน่ชัดว่าต้องการเราและไม่กลัวที่จะบอกมัน
สอง เชื่อใจตัวเอง ถ้าสัญชาตญาณของเราบอกว่ามีอะไรผิดปกติ มันก็มักจะผิดปกติจริงๆ อย่าปิดกั้นความรู้สึกของตัวเองเพราะกลัวว่าจะคิดมากหรือกลัวว่าจะเสียโอกาส โอกาสที่ดีจริงมันจะไม่ทำให้เรารู้สึกงงหรือไม่แน่ใจ
สาม อย่าปล่อยให้ใครปั่นหัวเรา ถ้าเราถามตรงๆ ว่าเราคืออะไรกัน แล้วอีกฝ่ายหลบหลีกหรือตอบแบบคลุมเครือ นั่นก็คือคำตอบแล้วล่ะ คนที่ต้องการเราจริงเขาจะไม่ทำให้เราต้องถามคำถามนี้เกินสองครั้ง
สี่ ความรักที่ดีไม่ควรมาพร้อมกับความสับสน ถ้าเราต้องใช้เวลามากมายในการวิเคราะห์ว่าอีกฝ่ายรู้สึกยังไงกับเรา นั่นแสดงว่ามันไม่ใช่ความรักที่ชัดเจนพอ ความรักที่ดีมันตรงไปตรงมา มันชัดเจน ไม่ต้องเดา
ความรู้เพิ่มเติมที่ทุกคนควรรู้
ในจิตวิทยามีคำว่า "breadcrumbing" ซึ่งหมายถึงการให้ความสนใจเล็กน้อยพอให้อีกฝ่ายยังคงมีความหวัง แต่ไม่มากพอที่จะพัฒนาเป็นความสัมพันธ์จริงจัง เหมือนโปรยเศษขนมปังให้นกตามนิทาน Hansel and Gretel แต่ในที่นี้คือการโปรยความหวังให้เราตามไปเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดหมายที่แน่นอน
อีกศัพท์หนึ่งคือ "gaslighting" ซึ่งเป็นการบิดเบือนความจริงจนทำให้อีกฝ่ายสงสัยในความรู้สึกหรือความทรงจำของตัวเอง เช่น เราบอกว่ารู้สึกไม่สบายใจกับบางอย่าง แต่อีกฝ่ายกลับบอกว่าเราคิดมาก เรานั่นแหละที่มีปัญหา นี่คือสัญญาณเตือนที่ร้ายแรงมาก
นักจิตวิทยาแนะนำว่าในความสัมพันธ์ที่ดีควรมี "secure attachment" หรือความผูกพันที่มั่นคง ซึ่งหมายความว่าทั้งสองฝ่ายรู้สึกปลอดภัย มั่นใจในความสัมพันธ์ ไม่ต้องเดา ไม่ต้องกังวลว่าอีกฝ่ายจะหายไปทันที นี่คือพื้นฐานของความรักที่แข็งแรง
ข้อคิดสุดท้าย
การรอคนที่ใช่มันอาจจะนานกว่าที่เราคิด แต่มันก็ดีกว่าการติดอยู่กับคนที่ไม่ใช่ เวลาของเรามันมีค่า พลังงานทางอารมณ์ของเรามันมีค่า อย่าให้ใครมาเล่นกับมันได้ แบบที่พูดกันว่า "know your worth" หรือรู้คุณค่าของตัวเอง
ถ้าตอนนี้ทุกคนกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายๆ กับที่เราเล่ามา อยากให้ลองถอยออกมามองภาพใหญ่ ถามตัวเองว่าความสัมพันธ์นี้มันทำให้เรามีความสุขหรือเปล่า มันทำให้เรารู้สึกมั่นคงหรือเปล่า ถ้าคำตอบคือไม่ นั่นก็คือคำตอบแล้ว
เราไม่ได้เขียนโพสต์นี้เพื่อทำให้ทุกคนกลัวความรัก แต่เขียนเพื่อให้ทุกคนฉลาดขึ้นในการเลือกคนที่จะให้เวลาและหัวใจของตัวเอง ความรักที่ดีมันไม่ยาก ไม่ซับซ้อน ไม่ทำให้เราต้องนอนไม่หลับเพราะเดาใจ ความรักที่ดีมันชัดเจน มั่นคง และทำให้เรารู้สึกว่าเราสำคัญ
และจำไว้เสมอว่า "half-hearted love" หรือความรักแบบครึ่งๆ กลางๆ มันไม่ใช่ความรัก มันแค่การเสียเวลาเท่านั้นเอง ทุกคนสมควรได้รับความรักที่เต็มเปี่ยม ไม่ใช่เศษเสี้ยวที่ใครก็ตามทิ้งให้ตามสะดวก

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น