ทรัมป์อยากได้กรีนแลนด์ แบบว่าจะซื้อหรือจะยึดก็ได้ - เรื่องจริงที่แปลกกว่านิยาย

ทรัมป์อยากได้กรีนแลนด์ แบบว่าจะซื้อหรือจะยึดก็ได้ - เรื่องจริงที่แปลกกว่านิยาย
มาวันนี้เราต้องมาคุยถึงเรื่องที่มันฟังดูเหมือนเด็กประถมเล่นเกมยึดดินแดนในคาบเรียนสังคม แต่มันคือเรื่องจริงที่กำลังเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ พระเอกของเราคือโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่พูดออกมาตรงๆ ว่าอเมริกาต้อง "เป็นเจ้าของ" กรีนแลนด์ เพราะไม่อยากให้รัสเซียหรือจีนมาแย่งไปก่อน
ทรัมป์บอกว่าประเทศต้องมีกรรมสิทธิ์ในดินแดน ไม่ใช่แค่เช่า เพราะการป้องกันดินแดนที่เป็นเจ้าของกับการป้องกันดินแดนที่เช่ามันไม่เหมือนกัน แล้วก็พูดประโยคที่ฟังแล้วขนลุกว่า "เราจะทำแบบง่ายๆ หรือแบบยากๆ ก็ได้" ซึ่งมันแปลตรงๆ ก็คือ ให้มาดีๆ หรือจะต้องใช้กำลังบังคับล่ะ - ฟังดูเหมือน Godfather เลยใช่มั้ย "I'm gonna make him an offer he can't refuse" แต่เวอร์ชันนี้มันคือ "ยอมดีๆ หรือจะให้ต้องบังคับ"
ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่ากรีนแลนด์คือที่ไหน มันคือดินแดนกึ่งอิสระของเดนมาร์ก เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่คนอยู่น้อยมาก เพราะส่วนใหญ่เป็นน้ำแข็ง ตำแหน่งของมันอยู่ระหว่างอเมริกาเหนือกับอาร์กติก ซึ่งในยุคสงครามเย็นหรือแม้แต่ตอนนี้ มันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญมากในการติดตามขีปนาวุธ การเฝ้าระวังเรือในภูมิภาค และเป็นจุดที่ถ้าใครควบคุมได้ก็เหมือนถือไพ่ใบสำคัญในเกมการเมืองโลก
สหรัฐฯ มีฐานทัพที่กรีนแลนด์อยู่แล้ว ชื่อว่า Pituffik มีทหารอเมริกันประจำการมากกว่า 100 คน และตามข้อตกลงกับเดนมาร์ก อเมริกาสามารถส่งทหารไปเท่าไหร่ก็ได้ แต่ทรัมป์บอกว่ามันไม่พอ เพราะสัญญาเช่าแบบ 9 ปีหรือ 100 ปีมันไม่มั่นคง ต้องเป็นเจ้าของถาวรเท่านั้น ซึ่งเหตุผลนี้ฟังดูสมเหตุสมผลในแง่ความมั่นคง แต่ปัญหาคือมันขัดกับหลักการพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมัยใหม่
ทรัมป์ยังอ้างด้วยว่ากรีนแลนด์ "เต็มไปด้วยเรือรัสเซียและจีนทั่วทั้งเกาะ" แต่ไม่ได้แสดงหลักฐานอะไรมาสนับสนุนคำกล่าวนี้เลย ซึ่งมันเป็น claim without evidence หรือการอ้างโดยไม่มีหลักฐาน - เทคนิคที่นักการเมืองใช้กันบ่อยมากเพื่อสร้างความกลัวหรือความเร่งด่วนในประเด็นนึง
ที่น่าสนใจคือเดนมาร์กและกรีนแลนด์พูดชัดเจนว่า "เราไม่ขาย" พวกเขาเป็นสมาชิก NATO เหมือนกับอเมริกา ซึ่ง NATO ก็คือองค์กรป้องกันร่วมกันของฝ่ายตะวันตก เหมือนกลุ่มเพื่อนที่ว่าจะช่วยกันถ้าใครโดนรุม แต่ตอนนี้เพื่อนในกลุ่มคนนึงกำลังบอกอีกคนว่าจะเอาของมึงนะ ยอมดีๆ หรือจะใช้กำลัง - มันก็แบบ what the hell right?
เดนมาร์กเตือนว่าถ้าอเมริกาใช้กำลังทางทหารจริงๆ มันจะเป็นจุดจบของพันธมิตรป้องกันข้ามแอตแลนติก NATO อาจแตกเพราะเรื่องนี้ได้ ประเทศยุโรปใหญ่ๆ รวมถึงแคนาดาก็ออกมาสนับสนุนเดนมาร์ก โดยยืนยันว่า "มีแต่เดนมาร์กกับกรีนแลนด์เท่านั้นที่ตัดสินใจเรื่องความสัมพันธ์ของพวกเขาได้" และเน้นย้ำหลักการของ UN Charter ที่ว่าด้วยอำนาจอธิปไตย (sovereignty) ความสมบูรณ์ของดินแดน (territorial integrity) และความไม่อาจละเมิดพรมแดน (inviolability of borders)
ตรงนี้เรามาวิเคราะห์กันนิดนึง เรื่องนี้มันเหมือนกับนวนิยายคลาสสิกเรื่อง "1984" ของจอร์จ ออร์เวลล์ที่พูดถึงมหาอำนาจใหญ่ๆ ที่พยายามขยายอิทธิพลและควบคุมดินแดน แต่คราวนี้มันเกิดขึ้นจริงในโลกปี 2026 ในหนังสือเล่นกับแนวคิดว่าอำนาจจะทำอะไรก็ได้เพื่อรักษาอำนาจและขยายอิทธิพล แม้กระทั่งบิดเบือนความจริงหรือละเมิดสิทธิของคนอื่น
สิ่งที่น่ากังวลคือทรัมป์เพิ่งใช้กำลังทางทหารกับเวเนซุเอลาไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้วเพื่อจับตัวประธานาธิบดีนิโกลาส มาดูโร ซึ่งมันทำให้คนเริ่มกังวลว่าเขาอาจจะใช้วิธีการเดียวกันกับกรีนแลนด์จริงๆ Pattern of behavior หรือรูปแบบพฤติกรรมที่ซ้ำๆ มันบอกอะไรเราได้เยอะ
นอกจากเรื่องความมั่นคงแล้ว ยังมีเรื่องทรัพยากรธรรมชาติด้วย กรีนแลนด์มีแร่หายากที่ใช้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี มียูเรเนียม มีเหล็ก และเชื่อว่ามีน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติด้วย ซึ่งตอนนี้น้ำแข็งละลายเพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้เข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น มันก็เหมือนกับการ์ตูนเรื่อง Avatar: The Last Airbender ที่ Fire Nation พยายามรุกรานดินแดนอื่นเพื่อควบคุมทรัพยากร ยิ่งมีทรัพยากรมากเท่าไหร่ ยิ่งมีคนอยากได้มากขึ้นเท่านั้น
ผู้นำพรรคการเมืองกรีนแลนด์ทุกพรรครวมถึงฝ่ายค้านออกแถลงการณ์ร่วมกันว่า "เราไม่อยากเป็นคนอเมริกา เราไม่อยากเป็นคนเดนมาร์ก เราอยากเป็นชาวกรีนแลนด์" และ "อนาคตของกรีนแลนด์ต้องถูกตัดสินใจโดยคนกรีนแลนด์เอง" ซึ่งมันคือหลักการพื้นฐานของ self-determination หรือการกำหนดชะตากรรมตนเอง - สิทธิที่ทุกประชาชาติควรมี
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะที่ทรัมป์พยายามซื้อกรีนแลนด์ ปี 2019 ในวาระแรกของเขาก็เคยเสนอแล้ว ก็โดนปฏิเสธเหมือนกัน แต่คราวนี้มันดูจริงจังกว่า เพราะเขาบอกชัดว่าถ้าซื้อไม่ได้ก็พร้อมจะใช้กำลัง
Marco Rubio รัฐมนตรีต่างประเทศอเมริกาจะไปคุยกับเดนมาร์กสัปดาห์หน้า ซึ่งการประชุมนี้จะเป็นยังไงก็ไม่รู้ แต่มันจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าอเมริกาจะไปในทิศทางไหน
มาดูมุมมองของเราในเรื่องนี้กัน เรื่องนี้มันสะท้อนภาพใหญ่ของโลกยุคนี้ที่กฎกติการะหว่างประเทศที่สร้างมาหลังสงครามโลกครั้งที่สองกำลังถูกท้าทาย คำว่า rules-based international order หรือระเบียบโลกที่อิงตามกฎเกณฑ์นั้นหมายความว่าประเทศต่างๆ ตกลงที่จะเคารพอำนาจอธิปไตยของกันและกัน ไม่ยึดดินแดนกันด้วยกำลัง แก้ปัญหากันด้วยการเจรจา
แต่ถ้าอเมริกา ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนระเบียบนี้มาตลอด กลับกลายเป็นฝ่ายละเมิดเอง มันจะส่งสัญญาณอะไรไปยังประเทศอื่นๆ รัสเซียที่ยึดไครเมียและรุกรานยูเครน จีนที่อ้างสิทธิในทะเลจีนใต้ พวกเขาจะอ้างอะไรได้ล่ะ ก็จะบอกว่า "แม้แต่อเมริกายังทำเลย ทำไมเราทำไม่ได้"
ในทางตรงกันข้าม ถ้ามองจากมุมของความมั่นคงแบบ realpolitik หรือการเมืองแบบสัจนิยม ทรัมป์ก็อาจจะพูดถูกบางอย่าง โลกกำลังเข้าสู่ยุคของการแข่งขันมหาอำนาจ จีนและรัสเซียกำลังขยายอิทธิพลในอาร์กติกจริงๆ ถ้าอเมริกาไม่รักษาความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ อาจจะเสียเปรียบในอนาคต แต่คำถามคือ เราจะรักษาผลประโยชน์ของเราโดยไม่ทำลายหลักการและพันธมิตรที่เราสร้างมาตลอดได้หรือเปล่า
การมีฐานทัพและข้อตกลงความร่วมมือกับเดนมาร์กและกรีนแลนด์ก็น่าจะเพียงพอแล้วในการรักษาความมั่นคงของอเมริกา การบังคับยึดดินแดนหรือซื้อโดยใช้ความกดดันมันอาจจะได้ดินแดน แต่จะเสียความไว้วางใจจากพันธมิตรทั่วโลก และทำให้ NATO ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความมั่นคงของตะวันตกอ่อนแอลง
ชาวกรีนแลนด์หลายคนออกมาพูดว่าเรื่องนี้ทำให้พวกเขารู้สึกแย่มาก รู้สึกเหมือนถูกมองเป็นแค่ชิ้นหมากบนกระดานหมากรุกของมหาอำนาจ ไม่ใช่มนุษย์ที่มีสิทธิกำหนดอนาคตตัวเอง มันเป็น dehumanization หรือการทำให้สูญเสียความเป็นมนุษย์ในรูปแบบหนึ่ง
สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเรื่องนี้คือโลกของเรายังไม่พ้นจากการเมืองแบบอาณานิคมยุคเก่าเท่าไหร่นัก แม้จะผ่านมาหลายร้อยปีแล้ว ความคิดที่ว่าประเทศใหญ่สามารถบังคับประเทศเล็กได้ถ้ามีอำนาจพอ มันยังคงอยู่ แต่ในโลกที่เชื่อมโยงกันแบบทุกวันนี้ การกระทำแบบนี้จะมีผลกระทบย้อนกลับ blowback มาที่ผู้กระทำเองเสมอ
คำศัพท์สำคัญที่ควรจำ - Geopolitical leverage แปลว่าอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ หมายถึงความได้เปรียบจากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่นำมาใช้ต่อรองทางการเมือง - Strategic asset คือทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์ หมายถึงสิ่งที่มีคุณค่าในแง่ความมั่นคงและอำนาจ - Brinkmanship แปลว่าการเล่นบนขอบเหว หมายถึงการใช้กลยุทธ์เสี่ยงสูงเพื่อบังคับฝ่ายตรงข้ามให้ยอม
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้ยังไม่จบ มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ทุกคนต้องติดตามต่อไปว่าการประชุมสัปดาห์หน้าจะเป็นยังไง กรีนแลนด์จะยืนหยัดได้หรือเปล่า NATO จะรอดหรือจะแตก และที่สำคัญที่สุดคือหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศจะถูกรักษาไว้ได้หรือจะถูกทิ้งไปเพื่อผลประโยชน์ของมหาอำนาจ
บทเรียนสำหรับเราคือ ความยุติธรรมระหว่างประเทศมันเปราะบางมาก ต้องอาศัยทุกฝ่ายยึดมั่นในหลักการเดียวกัน ถ้าคนที่ควรเป็นผู้พิทักษ์กฎเกณฑ์กลับกลายเป็นผู้ละเมิด ระบบทั้งหมดก็พังได้ แต่ก็ยังมีความหวัง เพราะยังมีหลายประเทศที่ยืนหยัดเพื่อหลักการ ยังมีคนธรรมดาๆ อย่างชาวกรีนแลนด์ที่กล้าพูดว่า "เราไม่ขาย เราเป็นเจ้าของชะตากรรมของตัวเอง"
นี่คือโลกที่เรากำลังอยู่ โลกที่อำนาจยังคงเป็นตัวตัดสินหลายอย่าง แต่เสียงของคนธรรมดาก็ยังมีความหมาย ถ้าพวกเขาพูดพร้อมกันเสียงดังพอ

ความคิดเห็น