เมื่อกูต้องมาถามตัวเอง ทำไมกูถึงชอบอวด
เมื่อกูต้องมาถามตัวเอง ทำไมกูถึงชอบอวด
เรื่องมันเริ่มจากวันหนึ่งที่กูนั่งดูโพสต์ Facebook ของตัวเอง แล้วก็เริ่มสังเกตเห็นแพทเทิร์นที่ซ้ำไปซ้ำมา มีอะไรดีๆเกิดขึ้นในชีวิต ปุ๊บ กูก็รีบโพสต์ปั๊บ ชนะประกวดอะไรสักอย่าง โพสต์ เข้ามหาวิทยาลัยได้ โพสต์ ไปทำงานต่างประเทศ โพสต์ มีแฟน โพสต์ ชีวิตเหมือนจะหมุนรอบการประกาศความสำเร็จให้โลกรู้ไปเสียทั้งหมด
แล้วกูก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ เหมือนตัวเองกลายเป็น Peacock หรือนกยูงที่กางหางอวดทุกครั้งที่มีโอกาส ถึงตอนนั้นเองที่กูตัดสินใจหยุดแล้วถามตัวเอง ทำไมกูถึงต้องอวดขนาดนี้ เบื้องหลังพฤติกรรมแบบนี้มันซ่อนอะไรไว้กันแน่
รากเหง้าที่ฝังลึกตั้งแต่เด็ก
กลับไปดูที่ต้นตอ พฤติกรรมการอวดของเรามันไม่ได้เกิดขึ้นเองเฉยๆ จริงๆแล้วมันเริ่มตั้งแต่เราเป็นเด็กแล้ว จำได้ไหมตอนเด็กๆ เราวาดรูปเสร็จแล้วรีบวิ่งไปหาแม่ตะโกนว่า "แม่ดูนี่สิ หนูวาดได้แล้ว" หรือตอนได้ A จากข้อสอบก็รีบเอากระดาษคำตอบไปโชว์พ่อแม่ทันที
นี่คือจุดเริ่มต้นของการแสวงหา Validation หรือการยืนยันความมีคุณค่าจากผู้อื่น นักจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า External Validation ซึ่งหมายถึงการที่เรารู้สึกดีกับตัวเองผ่านการได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง เมื่อเราได้รับคำชม ได้รับไลค์ ได้รับคอมเมนต์บอกว่าเก่ง สมองของเราจะหลั่ง Dopamine ซึ่งเป็นสารเคมีที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุข มันเหมือนกับได้รับรางวัลทันที
เรื่องนี้ทำให้กูนึกถึงทฤษฎีของ Abraham Maslow นักจิตวิทยาชื่อดัง ท่านเสนอทฤษฎี Hierarchy of Needs หรือลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ ในนั้นมีหนึ่งขั้นที่เรียกว่า Esteem Needs หรือความต้องการได้รับการยกย่องนับถือ มนุษย์เราต้องการรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีความสามารถ และได้รับการยอมรับจากสังคม การอวดจึงเป็นหนทางหนึ่งที่เราใช้ตอบสนองความต้องการนี้
โซเชียลมีเดีย เครื่องขยายเสียงที่ทำให้เราอวดมากขึ้น
ในอดีตเรามีโอกาสอวดแค่กับคนรอบตัว ครอบครัว เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน แต่พอยุคโซเชียลมีเดียมาถึง เกมเปลี่ยนไปเลย เราสามารถอวดกับคนนับร้อยนับพันคนพร้อมกันได้ในคลิกเดียว Facebook Instagram TikTok มันกลายเป็นเวทีให้เราแสดงความสำเร็จของตัวเองตลอดเวลา
ที่น่าสนใจคือโซเชียลมีเดียถูกออกแบบมาให้เราติดมันจริงๆ ระบบไลค์ ระบบแชร์ ระบบคอมเมนต์ ทั้งหมดนี้ทำงานแบบ Intermittent Reinforcement คือระบบให้รางวัลแบบไม่แน่นอน บางทีโพสต์ได้ไลค์เยอะ บางทีได้น้อย ความไม่แน่นอนนี่แหละที่ทำให้เราติดเหมือนเล่นสล็อตแมชชีน เราอยากรู้ว่าโพสต์ถัดไปจะได้กี่ไลค์ จะมีใครมาคอมเมนต์บ้าง
กูคิดว่าโซเชียลมีเดียมันเหมือนกับกระจกเงาในเรื่อง Snow White เลย แต่แทนที่จะถามว่า "กระจกเอ๋ย กระจกเงา ใครงามเลิศในปฐพี" เรากลับถามกระจกโซเชียลว่า "Facebook เอ๋ย Instagram เอ๋ย ชีวิตกูเจ๋งไหม"
ด้านมืดของการอวด บางทีมันคือเสียงร้องขอความช่วยเหลือ
พอกูขุดลึกลงไปอีก กูเริ่มเห็นอะไรที่น่าสนใจมากขึ้น การอวดบางครั้งมันไม่ได้มาจากความมั่นใจจริงๆ แต่มันกลับมาจากความไม่มั่นใจต่างหาก ฟังดูขัดแย้งใช่ไหม แต่มันจริง
นักจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Compensatory Behavior หรือพฤติกรรมชดเชย คนที่รู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองลึกๆ มักจะพยายามแสดงออกในทางตรงกันข้าม เหมือนกับการสวมหน้ากากเพื่อปิดบังความรู้สึกที่แท้จริง ยิ่งเราไม่แน่ใจว่าตัวเองมีค่าหรือเปล่า เราก็ยิ่งต้องการคำยืนยันจากภายนอกมากขึ้น
มันเหมือนในนิยายเรื่อง The Great Gatsby ของ F. Scott Fitzgerald ตัวเอก Jay Gatsby จัดปาร์ตี้หรูหราให้คนมาชื่นชมทุกสัปดาห์ แต่ความจริงแล้วเขาเหงา เขาทำทั้งหมดเพื่อดึงดูดความสนใจของคนๆเดียวที่เขารัก บางทีการอวดของเราก็เป็นแบบนี้ เป็นการตะโกนเบาๆว่า "เห็นไหมว่ากูโอเค กูมีคุณค่า กูไม่ได้แพ้ใคร"
Imposter Syndrome อีกมุมมองที่น่าสนใจ
อีกสิ่งหนึ่งที่กูค้นพบคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Imposter Syndrome หรือ ภาวะหลอกลวงตัวเอง มันคือความรู้สึกที่ว่าเราไม่สมควรได้รับความสำเร็จที่มี เราคิดว่าเราแค่โชคดี หรือหลอกลวงทุกคนมา และกลัวว่าสักวันคนอื่นจะรู้ความจริง
คนที่มี Imposter Syndrome มักจะอวดมากเป็นพิเศษ เพราะพวกเขาต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งเพื่อปกปิดความไม่มั่นใจภายใน มันเป็นการป้องกันตัวเองแบบหนึ่ง ถ้าทุกคนเห็นว่าเราเก่ง เราสำเร็จ อาจจะไม่มีใครมาตั้งคำถามกับความสามารถของเราก็ได้
กูเคยอ่านเจอว่าแม้แต่คนดังระดับโลกอย่าง Maya Angelou นักเขียนและกวีชื่อดัง ท่านเคยบอกว่าแม้จะเขียนหนังสือไปแล้ว 11 เล่ม ก็ยังคิดว่าสักวันคนจะรู้ว่าท่านหลอกลวงพวกเขามาตลอด นี่แหละคือพลังของ Imposter Syndrome มันไม่ได้สนใจว่าเราประสบความสำเร็จมากแค่ไหน
ความแตกต่างระหว่างอวดแบบดีกับอวดแบบเสียหาย
พอกูคิดไปคิดมา กูเริ่มเห็นว่าการอวดมันมีหลายแบบ ไม่ใช่ว่าอวดทุกครั้งมันแย่ทั้งหมด มีการอวดที่มาจากความภูมิใจที่แท้จริง และมีการอวดที่มาจากความต้องการพิสูจน์ตัวเอง
การอวดแบบที่ Healthy หรือแบบดีๆ คือการแบ่งปันความสำเร็จโดยไม่ได้คาดหวังอะไรตอบกลับมาก เหมือนกับเด็กที่วาดรูปเสร็จแล้วอยากให้แม่ดู ไม่ใช่เพื่อจะได้รับคำชม แต่เพราะอยากแบ่งปันความสุข การอวดแบบนี้มาจากที่เรียกว่า Internal Validation หรือการยืนยันความมีคุณค่าจากภายใน เรารู้สึกดีกับสิ่งที่ทำได้ ไม่ว่าคนอื่นจะว่าอย่างไร
แต่การอวดแบบที่เป็นปัญหาคือการอวดที่ต้องพึ่งพาปฏิกิริยาของคนอื่นเพื่อรู้สึกดีกับตัวเอง ถ้าไม่ได้ไลค์ เราหดหู่ ถ้าไม่มีคนคอมเมนต์ชม เรารู้สึกแย่ การอวดแบบนี้มันเหมือนยาเสพติด เราต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรักษาความรู้สึกดีนั้นไว้
นักจิตวิทยา Carl Rogers พูดถึงเรื่องนี้ในแนวคิดเรื่อง Conditional Positive Regard กับ Unconditional Positive Regard หรือการได้รับการยอมรับแบบมีเงื่อนไขกับแบบไม่มีเงื่อนไข ถ้าเราโตมาในสภาพแวดล้อมที่ได้รับความรักเมื่อทำดีเท่านั้น เราก็จะเติบโตมาเป็นคนที่ต้องการการยอมรับจากภายนอกตลอดเวลา แต่ถ้าเราได้รับความรักแบบไม่มีเงื่อนไข เรารักตัวเองได้โดยไม่ต้องพิสูจน์อะไร
วัฒนธรรมไทยกับการอวด เรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพูดถึง
ในสังคมไทย การอวดมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน เรามีคำสอนที่บอกว่า "รู้มาก พูดน้อย" หรือ "เป็นดีมีไว้ในใจ ประพฤติดีให้คนเห็น" คำสอนเหล่านี้สะท้อนว่าวัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญกับความถ่อมตัว การอวดถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่สุภาพ ไม่น่ารัก
แต่ความจริงแล้วนี่ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของ Collectivism หรือลัทธิรวมหมู่ ที่สังคมให้ความสำคัญกับกลุ่มมากกว่าปัจเจกบุคคล การโดดเด่นมากเกินไปอาจทำให้กลุ่มไม่สมดุล จึงมีการสอนให้คนรู้จักเก็บตัว รู้จักอ่อนน้อม
แต่พอเราเติบโตมาในยุคโซเชียลมีเดีย ที่มันเป็นเวทีสำหรับแสดงตัวตน เราก็เกิดความขัดแย้งภายใน ส่วนหนึ่งของเราอยากอวด อยากให้คนรู้ว่าเราทำอะไรได้บ้าง แต่อีกส่วนหนึ่งก็บอกว่ามันไม่สมควร มันไม่เหมาะสม ความขัดแย้งนี้ทำให้เราแอบอวด หรือที่เรียกว่า Humble Brag คืออวดแต่พยายามทำให้ดูไม่เหมือนอวด
เช่น "วันนี้เหนื่อยมากเลย ประชุมตั้งแต่เช้าถึงเย็น บินไป-กลับสามประเทศในสัปดาห์นี้" นี่คือการอวดแบบพิกลรูป เราบอกว่าเหนื่อย แต่จริงๆเราอยากให้คนรู้ว่าเราสำคัญ เรามีงานเยอะ เราบินไปหลายประเทศ
คำตอบที่กูพอจะได้
หลังจากที่กูนั่งวิเคราะห์ตัวเองจนปวดหัว กูก็เริ่มเห็นภาพชัดขึ้น การที่กูชอบอวดมันมีรากฐานมาจากหลายอย่างรวมกัน ส่วนหนึ่งมันคือความต้องการทางธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากได้รับการยอมรับ ส่วนหนึ่งมันอาจจะเป็นความไม่มั่นใจที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ที่ต้องการคำยืนยันจากคนอื่นว่าเรามีค่า เราเก่ง เราไม่ได้แย่อย่างที่เราคิด
และที่สำคัญ มันยังเป็นผลพวงจากสังคมที่เราอยู่ โซเชียลมีเดียที่ออกแบบมาให้เราแข่งขันกัน วัฒนธรรมที่บอกว่าความสำเร็จคือสิ่งที่วัดค่าความเป็นคน สิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกว่าต้องพิสูจน์ตัวเองอยู่ตลอดเวลา
แต่กูคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่กูเรียนรู้ได้จากการขุดคุ้ยตัวเองครั้งนี้คือ การตระหนักรู้ในตัวเอง หรือที่เรียกว่า Self-awareness เมื่อเรารู้ว่าทำไมเราถึงทำอะไรบางอย่าง เราก็มีโอกาสเลือกได้ว่าจะทำต่อไปหรือจะเปลี่ยนแปลง
ถ้าเราอวดเพราะเราภูมิใจจริงๆ และอยากแบ่งปันความสุข ไม่ได้คาดหวังอะไรตอบกลับ นั่นก็โอเค แต่ถ้าเราอวดเพราะเราต้องการคำยืนยันจากคนอื่นเพื่อรู้สึกดีกับตัวเอง อาจจะถึงเวลาที่เราต้องมานั่งคุยกับตัวเองจริงจัง
เปลี่ยนจาก External เป็น Internal Validation
สิ่งที่กูพยายามทำตอนนี้คือเปลี่ยนจากการพึ่งพา External Validation มาเป็น Internal Validation มากขึ้น แทนที่จะถามตัวเองว่า "คนอื่นจะคิดว่ากูเจ๋งไหม" กูพยายามถามว่า "กูภูมิใจในสิ่งที่กูทำไหม"
มันไม่ได้หมายความว่าเราต้องเลิกแชร์สิ่งดีๆในชีวิต หรือต้องเลิกดีใจเมื่อได้รับคำชม แต่มันหมายความว่าความรู้สึกดีของเราไม่ควรพึ่งพาสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด เราควรมีความมั่นใจที่มาจากภายใน รู้ว่าเรามีคุณค่าไม่ใช่เพราะเราทำอะไรสำเร็จ แต่เพราะเราเป็นคนที่มีคุณค่าอยู่แล้ว
นักจิตวิทยาและนักเขียนชื่อ Brené Brown พูดถึงแนวคิดเรื่อง Wholehearted Living หรือการใช้ชีวิตด้วยหัวใจที่สมบูรณ์ ท่านบอกว่าคนที่มีชีวิตที่มีความหมายคือคนที่กล้ายอมรับตัวเอง กล้าแสดงความเปราะบาง และไม่ต้องการความสมบูรณ์แบบ พวกเขารู้ว่าคุณค่าของพวกเขาไม่ได้มาจากความสำเร็จหรือคำชมจากคนอื่น
บางทีมันอาจจะฟังดูเหมือนคำพูดสวยหรูที่ทำได้ยาก แต่กูคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรลองทำดู ลองสังเกตตัวเองว่าเมื่อไหร่ที่เราอวด ทำไมเราถึงอวด เราอยากได้อะไรจากมัน และมันทำให้เรารู้สึกยังไงบ้างหลังจากนั้น
ศัพท์ที่น่ารู้
External Validation การยืนยันความมีคุณค่าจากภายนอก หรือการที่เรารู้สึกดีกับตัวเองเพราะได้รับการยอมรับจากคนอื่น
Internal Validation การยืนยันความมีคุณค่าจากภายใน หรือการที่เรารู้สึกดีกับตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งความคิดเห็นของคนอื่น
Dopamine สารเคมีในสมองที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุขและพึงพอใจ
Humble Brag การอวดแบบแอบแฝง คืออวดแต่พยายามทำให้ดูเหมือนไม่ได้อวด
Imposter Syndrome ภาวะหลอกลวงตัวเอง หรือความรู้สึกว่าเราไม่สมควรได้รับความสำเร็จที่มี
Self-awareness การตระหนักรู้ในตัวเอง หรือการรู้จักและเข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้ง
สุดท้ายแล้วกูก็ยังคงเป็นคนที่ชอบอวดอยู่ดี แต่ตอนนี้กูอวดด้วยความตระหนักรู้มากขึ้น และหวังว่าสักวันหนึ่ง กูจะอวดน้อยลงเพราะกูไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรกับใครอีกต่อไป แม้แต่กับตัวเองก็ตาม

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น