บางวันเรานั่งรออะไรบางอย่างแบบไม่รู้กำหนดส่ง
บางวันเรานั่งรออะไรบางอย่างแบบไม่รู้กำหนดส่ง เหมือนสั่งของจากแอปแล้วขึ้นสถานะว่า “กำลังจัดส่ง” แต่ไม่มีเลขพัสดุ ไม่มีไรเดอร์ ไม่มีแม้แต่แชตให้ด่า ระบบบอกแค่ว่า รอ
และไอ้การรอนี่แหละ ที่บางทีก็ทำให้เราอยากลุกขึ้นมาถามจักรวาลว่า “มึงส่งของผิดบ้านหรือเปล่าวะเว้ย”
ความตลกร้ายคือ เราไม่ได้เกลียดการรอเฉยๆ เราเกลียด “การรออย่างมีความหวัง”
เพราะความหวังมันไม่ใช่ของฟรี มันคือสินเชื่อทางอารมณ์ (emotional credit) ที่เราผ่อนทุกวันด้วยใจตัวเอง แต่ไม่รู้เลยว่าสุดท้ายจะได้ของหรือโดนเบี้ยว
บางวันเราก็เชื่อแบบเต็มปอดว่า เดี๋ยวมันต้องผ่าน เดี๋ยวมันต้องดี
ความเชื่อนี่แหละที่ทำให้เรายังลุกจากเตียงได้ ยังอาบน้ำ ยังไม่ลาออกจากโลก
มันคือ faith (ความเชื่อในสิ่งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้) แบบที่หนังชอบขาย
พระเอกโดนซัดเละทั้งเรื่อง แต่สุดท้ายลุกขึ้นมาได้พร้อมเพลงประกอบเท่ๆ
เหมือนร็อคกี้ที่โดนต่อยจนหน้าบวม แต่ยังยืนได้เพราะใจมันยังไม่ยอมแพ้
แต่พอถึงอีกวันหนึ่ง ใจอีกฝั่งก็โผล่มา
มันถามเสียงเบาๆ แต่แทงแรงมากว่า
“ถ้ามันไม่ผ่านล่ะ ถ้ามันพังเหมือนรอบก่อนล่ะ มึงจะเอาอะไรไปซ่อมใจ”
นี่แหละจุดที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยกล้าพูด
เราถูกสอนให้เชื่อ ถูกสอนให้คิดบวก แต่ไม่ค่อยมีใครบอกว่า
การกลัวความล้มเหลวไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอ
มันแปลว่าเราจำได้
จำได้ว่าเคยเจ็บ จำได้ว่าเคยหวัง แล้วมันไม่เป็นอย่างที่คิด
ในวรรณกรรมคลาสสิกอย่าง The Old Man and the Sea
ตาแก่สู้กับปลาทั้งเรื่อง สุดท้ายปลาก็โดนฉลามกินเหลือแต่กระดูก
ถ้ามองผิวเผินเหมือนแพ้ยับ แต่จริงๆ เรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงชัยชนะ
มันพูดถึงศักดิ์ศรีของการ “ยังออกเรือทั้งที่รู้ว่าอาจกลับมามือเปล่า”
หรือถ้าเอาแบบการ์ตูนหน่อย
โดราเอมอนมีของวิเศษเต็มกระเป๋า แต่โนบิตะก็ยังต้องเจ็บ ต้องร้องไห้
เพราะของวิเศษช่วยได้แค่สถานการณ์
แต่การโตทางใจ ไม่มีใครกดปุ่มลัดให้ได้
ความจริงที่หลายคนไม่ค่อยพูดคือ
สมองเราถูกออกแบบมาให้ “กลัว” ก่อน “เชื่อ”
นี่ไม่ใช่จุดอ่อน แต่มันคือระบบเอาตัวรอด
นักประสาทวิทยาพบว่า สมองส่วนอะมิกดะลา (amygdala) จะตอบสนองต่อความเสี่ยงเร็วมาก
เร็วกว่าส่วนที่ใช้เหตุผลเสียอีก
แปลเป็นภาษาชาวบ้านคือ ใจเราจะถามว่า “มันจะพังไหม” ก่อนถามว่า “มันจะดีไหม”
ดังนั้นการที่เราเชื่อครึ่งหนึ่ง กลัวอีกครึ่งหนึ่ง
ไม่ใช่ความขัดแย้ง
แต่มันคือ ambivalence (ภาวะที่มีความรู้สึกสองทางพร้อมกัน)
และนั่นคือสภาพปกติของมนุษย์ ไม่ใช่บั๊กในระบบชีวิต
สิ่งที่เราทำได้จริงๆ ในช่วงที่ต้องรอแบบไม่มีเดดไลน์
ไม่ใช่การหลอกตัวเองว่า “เดี๋ยวก็ผ่าน”
แต่คือการบอกตัวเองว่า
“ต่อให้ไม่ผ่าน กูก็ยังอยู่ตรงนี้ และยังหายใจอยู่”
ความหวังที่โตแล้ว ไม่ใช่ความหวังแบบฝันหวาน
แต่มันคือความหวังแบบมีแผนสำรอง
แบบที่บอกว่า ถ้าแผน A พัง เรายังมีแผน B
และถ้าไม่มีจริงๆ อย่างน้อยเรายังมีแผน Z คือไม่ทิ้งตัวเอง
สุดท้ายแล้ว การรอไม่ใช่ศัตรู
ความหวังไม่ใช่ผู้ร้าย
และความกลัวก็ไม่ได้เป็นตัวร้ายเสมอไป
มันคือสามตัวละครที่ต้องอยู่ในฉากเดียวกัน
เหมือนหนังดราม่าที่ไม่มีใครดีล้วนหรือเลวล้วน
แต่ทุกคนพยายามเอาตัวรอดในแบบของตัวเอง
สรุปข่าวขั้นต้นสำหรับทุกคนเอาไปพัฒนาตัวเอง
การรออย่างมีความหวังไม่ผิด แต่ต้องไม่เอาใจไปจำนำกับอนาคต
ความกลัวคือสัญญาณเตือน ไม่ใช่คำสาป
ความเชื่อที่แข็งแรงคือความเชื่อที่ยอมรับความไม่แน่นอน
ถ้ายังไม่ผ่านวันนี้ ไม่ได้แปลว่าชีวิตจะไม่ผ่านตลอดไป
การอยู่กับความไม่รู้ได้ คือทักษะชีวิตที่สำคัญมากในยุคนี้ (uncertainty tolerance ความสามารถในการทนกับความไม่แน่นอน)
ถ้าวันไหนทุกคนรู้สึกว่าตัวเองเชื่อครึ่งเดียว กลัวครึ่งเดียว
ไม่ต้องรีบซ่อม ไม่ต้องรีบเก่ง
แค่อย่าทิ้งตัวเองไว้ข้างหลัง ก็ถือว่าผ่านไปอีกวันได้แล้ว

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น