รู้สึกว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ตรงสี่แยกของชีวิตใช่มั้ย แล้วก็งงว่าควรจะเลี้ยวซ้ายดี เลี้ยวขวาดี หรือจะถอยหลังกลับไปดีเลย

รู้สึกว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ตรงสี่แยกของชีวิตใช่มั้ย แล้วก็งงว่าควรจะเลี้ยวซ้ายดี เลี้ยวขวาดี หรือจะถอยหลังกลับไปดีเลย เออนี่แหละวิกฤตวัยกลางคน หรือที่ฝรั่งเขาเรียกกันว่า Mid-life crisis ซึ่งมันคือช่วงเวลาที่สมองเราเริ่มตั้งคำถามกับทุกอย่างที่เราทำมาตลอดชีวิต
วิกฤตวัยกลางคนนี่ถ้าจะอธิบายแบบง่ายๆ ก็คือช่วงเวลาที่คนเราอายุประมาณ 40-60 ปี แล้วเริ่มรู้สึกว่าเฮ้ย ชีวิตมันผ่านไปครึ่งนึงแล้วนะ แล้วเราทำอะไรมาบ้าง คล้ายกับตอนที่ทานอส snap นิ้ว แล้วครึ่งหนึ่งของชีวิตเราก็หายไปแล้ว ทีนี้อีกครึ่งที่เหลือจะทำยังไงดี บางคนเลยเริ่มทำอะไรแปลกๆ เช่น ซื้อรถสปอร์ตคันโหดๆ ทั้งที่ขับไปก็แค่ซื้อผักตลาด หรือบางคนก็เปลี่ยนทรงผมใหม่ หน้าตาใหม่ บางทีก็หาความรักใหม่ เหมือนพยายามจะกลับไปเป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง
ที่จริงแล้ววิกฤตวัยกลางคนนี่มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลย นักจิตวิทยาหลายคนศึกษาเรื่องนี้มานานแล้ว มีทฤษฎีหนึ่งบอกว่ามันเกิดจากที่เราเริ่มตระหนักถึงความตาย ซึ่งในภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า mortality salience หมายความว่าเราเริ่มรู้สึกชัดเจนขึ้นว่าชีวิตมันมีวันจบ มันไม่ได้ยาวนานไปตลอดกาล พอรู้สึกแบบนี้ สมองก็เริ่มคิดว่า เวลาที่เหลืออยู่จำกัด ต้องทำอะไรสักอย่างให้มันมีความหมาย ห้ามปล่อยให้ชีวิตผ่านไปแบบไร้ค่า
แต่ทีนี้จุดน่าสนใจคือ ไม่ใช่ทุกคนจะเจอวิกฤตนี้นะ บางคนก็ผ่านช่วงวัยกลางคนไปแบบสบายๆ ไม่มีอาการอะไร มันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ตั้งแต่หนุ่มสาวมาเราทำงานที่รักจริงๆ หรือเปล่า ครอบครัวมีความสุขมั้ย เป้าหมายชีวิตชัดเจนหรือเปล่า ถ้าเราใช้ชีวิตมาแบบมีสติ มี mindfulness อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ก็มีโอกาสที่จะไม่เจอวิกฤตนี้
ทีนี้ถ้าทุกคนรู้สึกว่ากำลังเจอวิกฤตนี้อยู่ ไม่ต้องตกใจ มันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เหมือนในนิยายคลาสสิกเรื่อง The Divine Comedy ของดันเต้ที่เล่าว่า ตอนอายุได้ 35 ปี ดันเต้หลงทางอยู่ในป่ามืด ซึ่งมันก็สื่อถึงวิกฤตวัยกลางคนนั่นแหละ แต่ท้ายที่สุดเขาก็ผ่านมันไปได้ โดยการเดินทางผ่านนรก ชำระบาป และขึ้นสวรรค์ ซึ่งหมายความว่าเราต้องเผชิญกับมัน ไม่ใช่หนีมัน
สิ่งที่ทุกคนควรรู้ก็คือ วิกฤตวัยกลางคนนี่มันอาจจะเป็นโอกาสดีๆ ด้วยนะ มันเหมือนกับ Quarter-life crisis ที่เด็กอายุ 25 ประมาณนั้นเจอ ตอนที่จบมหาวิทยาลัยแล้วงงว่าจะทำอะไรกับชีวิต แต่พอผ่านมันไปได้ก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราเติบโตขึ้น Mid-life crisis ก็เหมือนกัน มันเป็นโอกาสให้เราได้ทบทวนชีวิต ปรับทิศทาง แก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด และเริ่มต้นใหม่ในสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ
ถ้าจะให้คำแนะนำก็คือ อย่าไปทำอะไรที่มันรุนแรงเกินไป อย่างเช่นลาออกจากงานทันทีโดยไม่มีแผน หรือทิ้งครอบครัวไปหาความสุขแบบเห็นแก่ตัว ให้ใช้เวลานี้คิดทบทวนอย่างมีสติ ถามตัวเองว่าเราอยากได้อะไรจากชีวิตจริงๆ อะไรคือความหมายของความสุขสำหรับเรา บางทีคำตอบอาจจะไม่ใช่รถสปอร์ต แต่อาจจะเป็นการใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น การทำงานอาสา หรือการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่เราอยากทำมานาน
ในภาษาอังกฤษมีสำนวนหนึ่งว่า It's never too late to be what you might have been ซึ่งหมายความว่ามันไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเป็นในสิ่งที่เราอยากจะเป็น นี่แหละคือแก่นของการผ่านวิกฤตวัยกลางคน ไม่ใช่การกลับไปเป็นหนุ่มสาว แต่เป็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความหมาย
วิกฤตวัยกลางคนนี่ถ้าเราจัดการมันได้ดี มันจะกลายเป็น renaissance ของชีวิตเราเลย คำว่า renaissance นี่แปลว่ายุคฟื้นฟูศิลปวิทยา เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีการค้นพบสิ่งใหม่ๆ มากมาย ชีวิตเราก็เหมือนกัน ช่วงนี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ใหม่ก็ได้
สรุปง่ายๆ ก็คือ ถ้าทุกคนรู้สึกว่าชีวิตมันงง มันว่างเปล่า หรือมันไม่มีความหมาย อย่าเพิ่งตื่นตระหนก มันอาจจะเป็นแค่วิกฤตวัยกลางคนที่มาเยือน ให้มองมันเป็นโอกาส ไม่ใช่ปัญหา ใช้เวลานี้ค้นหาตัวเองใหม่ ทำในสิ่งที่เราเลื่อนเอาไว้ และสร้างชีวิตครึ่งหลังให้มันยิ่งใหญ่กว่าครึ่งแรก เพราะชีวิตมันไม่ได้จบแค่ครึ่งทาง แต่ครึ่งหลังนี่แหละที่อาจจะเป็นช่วงที่ดีที่สุดก็ได้ ถ้าเราเลือกที่จะมองมันในแง่บอก

ความคิดเห็น