เรื่องจริงที่ไม่มีใครอยากบอก: แฟนไม่ได้มาแก้ปัญหาความเหงาให้ทุกคน
เรื่องจริงที่ไม่มีใครอยากบอก: แฟนไม่ได้มาแก้ปัญหาความเหงาให้ทุกคน
เอาเป็นว่าวันนี้เราจะมาคุยเรื่องที่หลายคนอาจจะไม่อยากฟัง แต่จำเป็นต้องรู้ไว้ก่อนจะสายเกินแก้ เรื่องของความเหงา และความหวังที่ว่า "ถ้าเรามีแฟนแล้วชีวิตจะดีขึ้น" ซึ่งถ้าจะบอกตรงๆ มันคือ emotional trap (กับดักทางอารมณ์) ที่ใหญ่ที่สุดของศตวรรษนี้เลยก็ว่าได้
อย่าคาดหวังว่าความรักจะเป็นยาวิเศษรักษาความเหงา
การดูแลตัวเองและจิตใจตัวเองเป็นพื้นฐานสำคัญก่อนมีความสัมพันธ์
ความรู้สึกเหงาในความสัมพันธ์จัดการได้ด้วยการใช้ชีวิตของตัวเอง
มีเรื่องหนึ่งที่เราอยากจะบอกทุกคนตรงๆ ไม่อ้อมค้อม ก็คือเรื่องของความคาดหวังที่ผิดๆ ในเรื่องความรัก หลายคนคิดว่าถ้ามีแฟนแล้ว ความเหงาจะหายไป ชีวิตจะสมบูรณ์ขึ้น จะมีคนมา fill the void (เติมเต็มความว่างเปล่า) ในหัวใจให้ แต่ความจริงมันไม่ใช่อย่างนั้นวะเว้ย
ลองนึกภาพดู แม้แฟนทุกคนจะหล่อระดับดาราเกาหลี หรือสวยขนาดนางงามจักรวาล แต่พวกเค้าก็ไม่ได้มีพลังวิเศษที่จะมาเติมเต็มรูโหว่ในหัวใจของทุกคนได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะอะไรรู้ไหม เพราะความเหงามันมาจากภายในของเราเอง ไม่ใช่มาจากการขาดคนข้างกาย มันเหมือนกับที่ในนิยายคลาสสิกอย่าง "The Great Gatsby" ของ F. Scott Fitzgerald ที่ตัวเอก Gatsby มีทุกอย่างในชีวิต แต่ก็ยังรู้สึกว่างเปล่าเพราะเขาพยายามจะให้คนอื่นมาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปภายในตัวเขา
นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า "emotional dependency" (การพึ่งพาทางอารมณ์) ซึ่งในทางจิตวิทยามันหมายถึงการที่เราพึ่งพาคนอื่นมาดูแลความรู้สึกและความสุขของเราจนเกินไป แทนที่จะเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองได้ มันไม่ใช่ว่าการมีแฟนไม่ดี แต่ถ้าเราเข้าไปในความสัมพันธ์ด้วยความหวังว่าอีกฝ่ายจะเป็น quick fix (การแก้ปัญหาแบบทันทีทันใด) หรือ magic solution (วิธีแก้ปัญหาที่มหัศจรรย์) ให้กับชีวิตเรา นั่นคือจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่
ที่น่าสนใจคือ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ มันตรงกันข้ามกับที่หลายคนคิดเลย ถ้าทุกคนเป็นคนที่ขี้เหงาอยู่แล้ว พอมีแฟนแล้วอาจจะเหงามากขึ้นด้วยซ้ำ ฟังดูแปลกใช่ไหม แต่มันเป็นเรื่องจริง เพราะอะไรล่ะ เพราะว่าแฟนไม่ได้อยู่กับเราตลอดเวลา เค้ามีชีวิตของเค้าเอง มีเพื่อนของเค้า มีงานของเค้า มีกิจกรรมของเค้า
แล้วพอเค้าไม่ได้อยู่กับเรา เราก็จะเริ่มรู้สึกเหมือนว่าเราเป็น "outer circle" (วงนอก คนที่ไม่ได้อยู่ในวงในของใคร) ของชีวิตเค้า รู้สึกว่าทำไมเราถึงเป็นคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างนอกทุกครั้งที่เค้าสนุกสนานกับเพื่อนหรือครอบครัว มันเหมือนกับตอนที่ Woody ในการ์ตูน Toy Story รู้สึกว่าตัวเองถูกทิ้ง เมื่อ Andy เริ่มเล่นกับของเล่นตัวใหม่ แต่ความจริงแล้ว Andy ก็ยังรักของเล่นทุกตัว แค่เขามีชีวิตที่ต้องเดินหน้าต่อไป
นักจิตวิทยาคลินิกชื่อดังอย่าง Dr. Sue Johnson ผู้เชี่ยวชาญด้าน Emotionally Focused Therapy พูดไว้ว่า "You can't use a relationship to fix your own sense of self-worth" (ทุกคนไม่สามารถใช้ความสัมพันธ์มาแก้ไขความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองได้) มันต้องมาจากภายในของเราเอง ความรักที่ดีไม่ใช่การที่สองคนมาพึ่งพากันเพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย แต่คือการที่สองคนที่สมบูรณ์ในตัวเองอยู่แล้ว มาเดินทางร่วมกันเพื่อสร้างอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่า
แต่ไม่ต้องกังวลไป ความรู้สึกแบบนี้มันจัดการได้ วิธีที่ดีที่สุดคือการใช้ชีวิตของเราให้เต็มที่ สร้างกิจกรรมของเราเอง มีงานอดิเรกของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นการดูคลิป ดูหนัง ดูซีรีย์ ทำงานที่เรารัก ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ หรือทำอะไรก็ตามที่ทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง เพราะเมื่อเรามีชีวิตที่สมบูรณ์ในตัวเอง เราถึงจะไม่รู้สึกว่าต้อง "รอ" ให้แฟนมาเติมเต็มชีวิตเรา
มันเหมือนกับในหนังเรื่อง "Eat Pray Love" ที่ตัวเอกต้องเดินทางไปค้นหาตัวเองก่อน ถึงจะพบว่าความสมบูรณ์ไม่ได้มาจากคนอื่น แต่มาจากการที่เรารู้จักและรักตัวเองก่อน หรือจะเอาคำพูดในหนัง "Good Will Hunting" ที่ Robin Williams บอกกับ Matt Damon ว่า "You'll have bad times, but it'll always wake you up to the good stuff you weren't paying attention to" (ทุกคนจะมีช่วงเวลาที่แย่ แต่มันจะทำให้ทุกคนตื่นขึ้นมาเห็นสิ่งดีๆ ที่ทุกคนมองข้ามไป)
สิ่งสำคัญที่นักจิตวิทยาแนะนำคือการฝึก "self-compassion" (ความเมตตากรุณาต่อตัวเอง) ซึ่งหมายถึงการเข้าใจและยอมรับความรู้สึกของตัวเอง ไม่ตำหนิตัวเองที่รู้สึกเหงา แต่เรียนรู้ที่จะดูแลความรู้สึกนั้นด้วยตัวเอง มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันเป็นทักษะที่ฝึกได้ เหมือนกับการออกกำลังกายสมอง
และอีกอย่างที่สำคัญคือการตระหนักรู้ว่า "being alone" (การอยู่คนเดียว) กับ "being lonely" (ความรู้สึกเหงา) มันคนละเรื่องกัน ทุกคนสามารถอยู่คนเดียวได้โดยไม่รู้สึกเหงา ถ้าทุกคนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตัวเอง นักปรัชญาชาวเยอรมันอย่าง Schopenhauer เคยกล่าวไว้ว่า "A man can be himself only so long as he is alone" (คนเราจะเป็นตัวของตัวเองได้ก็ต่อเมื่ออยู่คนเดียว) ซึ่งมันก็มีจริงอยู่ เพราะเวลาที่เราอยู่กับตัวเอง เราถึงได้เรียนรู้ว่าเราเป็นใคร ต้องการอะไร และมีค่าอย่างไร
สำหรับคำศัพท์ที่น่าสนใจในเรื่องนี้ มีคำว่า "codependency" (การพึ่งพาซึ่งกันและกันมากเกินไป) ซึ่งเป็นปัญหาในความสัมพันธ์ที่คนหนึ่งพึ่งพาอีกคนมากจนเกินไป จนไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ถ้าไม่มีอีกฝ่าย แล้วก็มีคำว่า "emotional self-sufficiency" (ความสามารถพึ่งพาตัวเองทางอารมณ์) ที่หมายถึงการที่เรามีความสามารถดูแลอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา
ในท้ายที่สุดแล้ว ความรักที่ดีไม่ใช่การที่สองคนที่บกพร่องมาเติมเต็มกัน แต่คือการที่สองคนที่สมบูรณ์อยู่แล้ว มาเสริมความแข็งแกร่งให้กัน เหมือนกับที่ในวรรณคดีญี่ปุ่นมีสำนวนว่า "Kintsugi" (การซ่อมเครื่องเคลือบด้วยทองคำ) ที่สอนว่าสิ่งที่แตกหักแล้วถูกซ่อมแซม จะมีค่ามากกว่าเดิม แต่มันต้องเริ่มที่การยอมรับและซ่อมแซมตัวเองก่อน ไม่ใช่หวังให้คนอื่นมาซ่อมให้
สรุปง่ายๆ ก็คือ ดูแลตัวเองให้ดี รักตัวเองให้มาก มีชีวิตของเราเอง แล้วเมื่อถึงเวลา ความรักที่ดีจะเข้ามาเสริมชีวิตเราให้สมบูรณ์ขึ้น ไม่ใช่มาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย เพราะเราไม่ได้ขาดหายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น