เชื่อความฝันหรือเชื่อเงินสด: บทเรียนจาก Secondhand Lions ที่ใครๆ ก็ต้องตัดสินใจ
วันก่อนเราไปดูหนัง Secondhand Lions ตามคำแนะนำของเพื่อน แล้วก็เจอคำถามที่มันทิ่มแทงจิตใจเข้าไปถึงก้นบึ้ง มันถามว่า "เราจะเชื่อลุงสองคนที่เล่าเรื่องผจญภัยสุดแฟนตาซี หรือจะเชื่อคนรอบข้างที่มองหาแต่เงินตราที่จับต้องได้ดี?"
ตอนแรกเราตั้งใจจะหาหนังจริงๆ มาดู แต่ไอ้ยูทูบมันเอาแต่แนะนำคลิปสปอยล์ยาว 46 นาที เลยยอมแพ้กดดูไป คนเล่าสปอยล์เก่งมาก ละเอียดสุดๆ จนเราเห็นภาพว่าวอลเตอร์เด็กน้อยตัวเล็กๆ ถูกแม่ทิ้งไว้กับลุงสองคนแปลกหน้า แล้วค่อยๆ ผูกพันกับพวกเขาจนเชื่อทุกคำที่ลุงเล่า ไม่ว่ามันจะฟังดูเหลือเชื่อขนาดไหนก็ตาม
เรื่องราวที่เป็นมากกว่าแค่หนังเก่า
Secondhand Lions (แปลตรงตัวว่า "สิงโตมือสอง" ซึ่งหมายถึงวีรบุรุษที่ผ่านยุครุ่งโรจน์มาแล้ว) เป็นหนังปี 2003 ที่เล่าเรื่องเด็กชายวัยรุ่นชื่อวอลเตอร์ ถูกแม่ฝากไว้กับลุงทั้งสองที่ไม่เคยคุยด้วยมากี่ครั้ง ลุงแกร์ธกับลุงฮับคือคนแก่สองคนที่มีนิสัยแปลกๆ ยิงปืนในสวน เลี้ยงสิงโตในบ้าน สั่งของทางโทรศัพท์แบบไม่ต้องคิด
คนรอบข้างบอกว่าลุงทั้งสองมีเงินซ่อนไว้ที่ไหนสักแห่ง ต่างพยายามเข้าหาเพื่อแย่งชิงมรดก แม่ของวอลเตอร์เองก็อาจจะมีเจตนาแบบนั้นเหมือนกัน แต่วอลเตอร์กลับค่อยๆ เรียนรู้ว่าลุงทั้งสองมีอดีตที่น่าทึ่ง เคยเป็นนักรบในสงครามโลก เคยผจญภัยในแอฟริกาเหนือ เคยมีเรื่องรักโรแมนติกกับเจ้าหญิงชาวอาหรับ
Choose Your Own Truth (เลือกความจริงของตัวเอง)
ตรงนี้แหละที่เป็น plot หลักของหนัง คำถามไม่ใช่ว่าเรื่องที่ลุงเล่ามันจริงหรือเปล่า แต่มันคือ "เราจะเลือกเชื่ออะไร?"
คนส่วนใหญ่ในหนังเลือกเชื่อสิ่งที่มองเห็น จับต้องได้ คือตังค์ เงินตรา มรดก พวกเขามองลุงทั้งสองเป็นแค่คนแก่ที่มีเงิน ที่ต้องหาทางเข้าถึง ต้องทำดีกับมันเพื่อให้ได้ประโยชน์ มันเป็นทัศนคติแบบ pragmatism (ลัทธิปฏิบัตินิยม) ที่มองว่าสิ่งที่มีค่าคือสิ่งที่ใช้ประโยชน์ได้จริง
แต่วอลเตอร์เลือกต่างออกไป เขาเลือกเชื่อเรื่องราวของลุง ไม่ใช่เพราะมันเป็นความจริง แต่เพราะมันทำให้ชีวิตมีความหมาย เหมือนที่ลุงฮับบอกไว้ว่า "บางครั้งสิ่งที่คนเราควรเชื่อ มันสำคัญกว่าสิ่งที่เป็นจริง"
นี่คือ leap of faith (การก้าวกระโดดด้วยศรัทธา) ที่หลายคนกลัวจะทำ เพราะมันไม่มีหลักประกัน ไม่มีใครการันตีว่าจะไม่ผิดหวัง แต่การเลือกเชื่อในสิ่งที่สวยงาม การเลือกเชื่อในความฝัน การเลือกเชื่อในความดีของคนอื่น มันทำให้ชีวิตเรามีสีสันกว่าการมองทุกอย่างด้วยสายตาที่คำนวณแต่ประโยชน์
ในชีวิตจริง เราเจออะไรบ้าง?
เราเจอคำถามนี้ตลอดเวลาจริงๆ ว่าเราจะเชื่ออะไร
เวลาคนบอกว่าเขาจะทำธุรกิจ เขามีแผนดีๆ แต่ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม คนรอบข้างมักจะบอกว่า "อย่าเพ้อฝันเลย กลับมาดูความเป็นจริงดีกว่า" แต่คนที่ประสบความสำเร็จหลายคนกลับเลือกเชื่อในความฝันของตัวเอง ไม่สนว่าคนอื่นจะว่ายังไง
เวลาเราเจอคนที่มีอดีตไม่ค่อยดีนัก แต่เขาพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง เราจะเลือกเชื่อว่าคนเปลี่ยนไม่ได้ หรือจะให้โอกาสเขาพิสูจน์ตัวเอง? มันก็เป็นการเลือกเชื่อเหมือนกัน
เวลาเราตัดสินใจเรียนอะไรสักอย่างที่คนอื่นมองว่าไม่มีอนาคต ไม่มีตังค์ เช่น ศิลปะ ดนตรี วรรณกรรม เราก็กำลังเลือกเชื่อในคุณค่าที่ไม่ใช่ตัวเลข
Don Quixote vs Sancho Panza (อัศวินที่เห็นยักษ์ vs คนรับใช้ที่เห็นกังหันลม)
เรื่องนี้เตือนใจเราเรื่องนิยายคลาสสิกเรื่อง Don Quixote (ดอนกีโฆเต้) ของสเปน นายเอกเป็นคนแก่ที่อ่านนิยายอัศวินจนคลั่ง คิดว่าตัวเองเป็นอัศวิน เห็นกังหันลมเป็นยักษ์ เห็นผู้หญิงธรรมดาเป็นเจ้าหญิง คนรอบข้างมองว่าเขาบ้า แต่เขากลับมีความสุขกับโลกที่เขาเชื่อ
ขณะที่ Sancho Panza (ซานโช ปันซา) คนรับใช้ของเขาเป็นคนที่เห็นความจริง รู้ว่ากังหันลมคือกังหันลม รู้ว่านายของตัวเองหลอกตัวเอง แต่ในท้ายที่สุด ซานโชก็เริ่มเห็นคุณค่าของการมีความเชื่อแบบดอนกีโฆเต้
ลุงทั้งสองใน Secondhand Lions ก็เหมือนดอนกีโฆเต้ ที่อาจจะปรุงแต่งเรื่องราวของตัวเองขึ้นมา หรืออาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือพวกเขาเลือกที่จะใช้ชีวิตด้วยเกียรติ ด้วยความกล้าหาญ ด้วยความรัก ไม่ใช่แค่คำนวณผลประโยชน์
Practical Wisdom (ปัญญาแห่งการใช้ชีวิต)
หลายคนอาจจะบอกว่า "เออ งั้นเราก็ไปเชื่อทุกอย่างดิวะเว้ย?" แน่นอนว่าไม่ใช่
การเลือกเชื่อไม่ใช่การปิดตาโหน ไม่ใช่การเชื่อคนขายของออนไลน์ที่บอกว่ามีสูตรรวยเร็วภายใน 7 วัน ไม่ใช่การเชื่อคนที่โกหกเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การเลือกเชื่อแบบที่หนังพูดถึงคือการเลือกมองโลกในแง่ที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย โดยที่เรายังคงใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต
วอลเตอร์เชื่อลุง แต่เขาไม่ได้โง่ เขาเห็นว่าลุงทั้งสองมีคุณธรรม มีหลักการ มีวินัย มีความรัก สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานที่จับต้องได้มากกว่าเงินตรา
นี่เหมือนคำพูดของ Saint-Exupéry (แซ็ง-เต็กซูเปรี) นักเขียนชาวฝรั่งเศสในหนังสือ The Little Prince ที่บอกว่า "On ne voit bien qu'avec le coeur. L'essentiel est invisible pour les yeux" (เรามองเห็นสิ่งสำคัญได้ด้วยหัวใจเท่านั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นตาเปล่ามองไม่เห็น)
จบที่ไหน?
สุดท้ายแล้วหนังก็ให้คำตอบว่าลุงทั้งสองมีอดีตจริงๆ มีคนมาพิสูจน์ แต่จริงๆ แล้วไม่สำคัญหรอกว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า สิ่งที่สำคัญคือวอลเตอร์เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เพราะเขาเลือกเชื่อในสิ่งที่สวยงาม
ชีวิตเราก็เหมือนกัน เราจะเลือกว่าจะเป็น Walter ที่เชื่อในความดีงาม เชื่อในความฝัน หรือจะเป็นคนอื่นๆ ที่มองเห็นแต่ตังค์ มองเห็นแต่ประโยชน์ จะเป็นคนที่ living the dream (ใช้ชีวิตตามความฝัน) หรือจะเป็นคนที่ living in reality check (ใช้ชีวิตแบบทางานๆๆๆ จนตาย)
เราว่าชีวิตมันสั้นเกินกว่าจะใช้แค่คำนวณตัวเลข มันน่าจะมีที่ว่างสำหรับความเชื่อ ความฝัน และความหวังบ้าง ไม่ว่ามันจะดูเหลือเชื่อขนาดไหนก็ตาม
เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทำให้ชีวิตคุ้มค่าไม่ใช่จำนวนเงินในบัญชี แต่เป็นเรื่องราวที่เราเลือกจะเชื่อและใช้ชีวิตตาม หรืออย่างที่ลุงฮับพูดไว้ "บางทีสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมีสิ่งที่คุ้มค่าแก่การเชื่อ"
แล้วทุกคนล่ะ จะเลือกเชื่ออะไร?


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น