ตอนนี้สภาพเราเหมือนโทรศัพท์ที่แบตเหลือ 10% แล้วยังไม่มีปลั๊กให้เสียบ

 ตอนนี้สภาพเราเหมือนโทรศัพท์ที่แบตเหลือ 10% แล้วยังไม่มีปลั๊กให้เสียบ แต่ก็ยังต้องเปิดแอปหนักๆ อยู่ทุกวัน คือมันไม่ได้ดับ แต่มันก็ไม่ได้ไปต่อแบบเต็มพิกัดได้เหมือนกัน



การวาดรูปมันไม่ใช่แค่งานอดิเรก มันคือสิ่งที่เราทุ่มเทค้นหามาตลอด ลองผิดลองถูก เดินวนในป่าหาทาง จนถึงจุดที่ไม่รู้แล้วว่าป่านี้มันจะพาไปที่ไหน มึงจะพาเราออกไม่ เหนื่อยจนแบบ... ไม่รู้จะเดินต่อทำไมแล้ว
แต่เราก็รู้ว่าเลิกถาวรไม่ได้ เพราะนั่นมันจะกลายเป็นเรื่องราวที่น่าเศร้าที่สุดในแบบฉบับของ Great Expectations (นิยายของชาร์ลส์ ดิกเกนส์) คือเริ่มต้นสวยงาม มีความฝัน มีแรง แล้วก็ค่อยๆ ปล่อยมันหลุดมือไปทีละนิด จนสุดท้ายไม่เหลืออะไร
ซึ่งอันนั้นมันไม่ใช่เรา
สิ่งที่เราเรียนรู้มาคือ Creative burnout หรือภาวะหมดไฟในงานสร้างสรรค์ มันไม่ได้แปลว่าเราไม่รักสิ่งนั้นอีกต่อไป มันแปลว่าเราให้มันมากเกินกว่าที่ร่างกายและหัวใจจะรับไหวในช่วงนั้น มันคือสัญญาณ ไม่ใช่คำตัดสิน
นักจิตวิทยา Mihaly Csikszentmihalyi (อ่านว่า มิ-ฮาย ชิก-เซนต์-มิ-ฮาย ฮ่าๆ ชื่อเขายากมาก) ที่เขียนเรื่อง Flow บอกว่าคนที่ทำงานสร้างสรรค์อย่างจริงจังจะมีช่วงที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอ เหนื่อยเกินไป หรือไม่รู้จะเดินไปทางไหน และช่วงนั้นแหละที่สำคัญที่สุด เพราะสมองมันกำลัง recalibrate (ปรับสอบเทียบตัวเอง) อยู่เงียบๆ ข้างใน
กล่าวคือ ความเงียบบางทีมันไม่ใช่ความตาย มันคือช่วง loading
เราเชื่อว่าการพักไปทำอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกันเลย ไม่ว่าจะทำอาหาร ดูซีรีส์ เดิน เล่นเกม หรืออะไรก็ตามที่ไม่ต้องใช้สมองส่วนศิลปะ มันคือการที่เราปล่อยให้ passive incubation (การบ่มความคิดแบบเงียบๆ) ทำงาน ซึ่งเป็นกระบวนการที่นักสร้างสรรค์ระดับโลกทำกันมาตลอด ดาวินชีก็ยังทิ้งงานไปเป็นปีๆ แล้วกลับมาต่อ เพราะงั้นเราจะกลัวอะไร
สิ่งที่น่ากลัวจริงๆ ไม่ใช่การพัก สิ่งที่น่ากลัวคือการบอกตัวเองว่า "ฉันไม่ใช่นักวาด" ทั้งที่ความจริงแค่กำลังพักอยู่
ทุกคนที่รู้สึกแบบนี้อยู่ตอนนี้ รู้ไว้เลยว่าความเหนื่อยนี้มันแปลว่ามึงลงทุนกับมันจริง ไม่ใช่ล้มเหลว มันคือราคาที่ต้องจ่ายสำหรับคนที่ทำอะไรด้วยใจจริง

ความคิดเห็น