เรื่องนี้เริ่มจากเด็กคนหนึ่งอายุ 7 ขวบที่ชอบเตะบอล ตีเบสบอล และเล่นลาครอส

 เรื่องนี้เริ่มจากเด็กคนหนึ่งอายุ 7 ขวบที่ชอบเตะบอล ตีเบสบอล และเล่นลาครอส แล้วแม่พาไปลองว่ายน้ำเพราะพี่สาวเล่นอยู่ก่อนแล้ว ปีแรกเขาแค่เข้าคลาสว่ายน้ำสัปดาห์ละครั้ง ชั่วโมงเดียว ไม่มีอะไรพิเศษ ดูไม่ต่างจากเด็กทั่วไปเลยแม้แต่นิดเดียว แต่พอ 10 ขวบ เด็กคนนี้ทำลายสถิติระดับชาติได้แล้ว โค้ชต้องรีบเลื่อนเลนให้เขาอย่างเร่งด่วนเพราะเขาว่ายดีกว่านักว่ายน้ำที่อายุมากกว่าส่วนใหญ่





เด็กคนนั้นคือ Michael Phelps นักว่ายน้ำที่คว้าเหรียญโอลิมปิครวม 28 เหรียญ ซึ่งเป็นนักกีฬาโอลิมปิกที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ขีดเส้นใต้ด้วย

สิ่งที่เราชอบมากที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ใช่ความเก่งของ Phelps หรอก แต่คือสิ่งที่โค้ช Bob Bowman พูดไว้ประโยคหนึ่งที่ฟังดูธรรมดาแต่ถ้าคิดดี ๆ มันลึกมาก เขาบอกว่าสิ่งที่ Phelps ต้องทำงานหนักที่สุดตลอดชีวิตนักกีฬาคือการเชื่อมต่อในหัวให้ได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันในการฝึกซ้อม มันส่งผลโดยตรงต่อสิ่งที่จะเกิดในวันแข่งขัน

ฟังดูง่ายมากเลยใช่ไหม แต่นี่แหละคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ทำไม่ได้ เราเรียกมันว่า delayed gratification (การรอรับผลตอบแทนในอนาคต) ซึ่งนักจิตวิทยามหาวิทยาลัย Stanford เคยทดลองกับเด็กโดยใช้มาร์ชเมลโลว์ พบว่าเด็กที่รอได้ มีแนวโน้มประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ Phelps ก็ยังต้องฝึกทักษะข้อนี้จนเป็นผู้ใหญ่เลย

กลับมาที่โปรแกรมซ้อม ตอนอายุ 17 ปี Phelps ซ้อมสัปดาห์ละ 70,000 ถึง 80,000 หลา (ประมาณ 64 ถึง 73 กิโลเมตรต่อสัปดาห์) บวกกับออกกำลังกายบนบก (dryland training) อีก 30 ถึง 45 นาทีหกวันต่อสัปดาห์ แถมยังไปฝึกที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล (altitude training) ที่ Colorado Springs เพื่อให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงมากขึ้น ซึ่งช่วยให้ออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น นี่คือของจริงที่นักกีฬาระดับโลกใช้กัน ไม่ใช่แค่เรื่องพรสวรรค์

โค้ช Bowman แบ่งการซ้อมออกเป็นสองช่วงใหญ่ ช่วงแรกคือ structural adaptation (การปรับตัวเชิงโครงสร้าง) ซึ่งพูดง่าย ๆ คือสร้างฐานให้แข็งแกร่งก่อน ไม่รีบ ไม่โชว์ แค่สะสมทุกอย่างไว้เหมือนฝากเงินในธนาคาร Bowman ใช้คำนี้ตรง ๆ เลยว่า putting money in the bank พอถึงช่วงก่อนแข่งถึงค่อย ๆ ถอนออกมาใช้ในรูปแบบของ functional adaptation (การปรับตัวเชิงฟังก์ชัน) คือเน้นความเร็ว การประสานงาน และองค์ประกอบเฉพาะของการแข่งขัน

สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดในบทความนี้สำหรับเราคือวันฮาโลวีน Phelps ว่าย 5,000 เมตรแบบจับเวลาได้ 46 นาที 34 วินาที เฉลี่ยต่อกิโลเมตรอยู่ที่ราว 9 นาที 20 วินาที แล้วโค้ช Bowman บอกว่านี่อาจเป็นสิ่งที่น่าประทับใจที่สุดที่ Phelps เคยทำ มากกว่าสถิติโลกทุกรายการที่เขาทำลายด้วยซ้ำ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าร่างกายและจิตใจรับได้มากแค่ไหน

ตรงนี้เราอยากชวนทุกคนคิดเรื่องหนึ่ง ในหนังสือ Mastery ของ Robert Greene เขาพูดถึงแนวคิดที่ว่าการเชี่ยวชาญในสิ่งใดสิ่งหนึ่งมันไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์ล้วน ๆ แต่เกิดจากการซ้อมในแบบที่เรียกว่า deep practice (การฝึกลึก) ซึ่งคือการจดจ่อกับสิ่งที่ทำอยู่จริง ๆ ไม่ใช่แค่ทำผ่าน ๆ ไป และสิ่งที่น่าสนใจคือสมองมนุษย์ไม่ได้แยกแยะว่าคุณกำลังฝึกว่ายน้ำหรือเล่นเปียโนหรือวาดรูป กระบวนการสร้าง myelin (ไมอีลิน ซึ่งคือสารที่หุ้มเส้นประสาทและทำให้การส่งสัญญาณเร็วขึ้นยิ่งฝึกยิ่งหนา) มันเหมือนกันหมด ต่างกันแค่วิธีและเนื้อหาเท่านั้น

นั่นแหละคือสิ่งที่เราพยายามบอกมาตลอดว่าถ้าทุกคนเข้าใจวิธีที่นักกีฬาฝึก ทุกคนจะเข้าใจว่าทำไมคนเก่งดนตรีถึงต้องซ้อมเพลงเดิมซ้ำร้อยรอบ ทำไมนักเรียนเก่งถึงทำโจทย์เดิมซ้ำจนเข้าใจจริง ไม่ใช่แค่จำ ทำไมศิลปินถึงวาดรูปเดิมแล้ววาดใหม่แล้ววาดอีก

Phelps ในวัย 17 ปียังต้องพยายามทุกวัน โค้ช Bowman บอกว่ามีวันที่ Phelps ไม่อยากซ้อม ทุกหกอาทิตย์จะมีวันที่เหนื่อยและไม่มีไฟ เหมือนในหนัง Rocky ที่ถ้าตัดฉากซ้อมทิ้งแล้วเหลือแต่ฉากชก มันก็ไม่ใช่หนังเรื่องนั้นอีกต่อไป ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่วันที่รู้สึกอยากทำ แต่อยู่ที่วันที่ไม่อยากทำแล้วยังทำอยู่ดี

สรุปแบบเอาไปใช้ได้จริง

- ความสำเร็จไม่ได้เริ่มจากพรสวรรค์ แต่เริ่มจากสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ฝึก พี่สาว Phelps สองคนว่ายน้ำมาก่อน ครอบครัวรู้กระบวนการแล้ว นั่นคือข้อได้เปรียบตั้งต้น
- การฝึกที่ดีมีวงจร ต้องมีช่วงสร้างฐาน (build phase) ก่อนจึงจะมีช่วงเก็บเกี่ยว (peak phase) ถ้าข้ามขั้นจะพัง
- การเชื่อมโยงทุกวันกับเป้าหมายระยะยาวในหัว (process-goal connection) คือทักษะที่ต้องฝึก ไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาเอง
- ความเก่งในทักษะหนึ่งสอนให้เราเข้าใจโครงสร้างของความเก่งในทุกทักษะ

คำศัพท์ที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดี ได้แก่ deliberate practice (การฝึกอย่างมีเจตนา) ซึ่งคำนี้มาจากนักจิตวิทยา Anders Ericsson ผู้ค้นพบว่าความเชี่ยวชาญระดับโลกต้องใช้การฝึกแบบนี้ราว 10,000 ชั่วโมง, growth mindset (กรอบความคิดแบบเติบโต) ของ Carol Dweck ที่บอกว่าความสามารถพัฒนาได้เสมอ และ long-game thinking (การคิดแบบระยะยาว) ซึ่งคือสิ่งที่แยกคนที่ประสบความสำเร็จจริงออกจากคนที่แค่โชคดีชั่วคราว

ความคิดเห็น