เมื่อความยุติธรรมมาช้าเกินไป: บทเรียนจากแพะรับบาปคดีเชอรี่แอน
เมื่อความยุติธรรมมาช้าเกินไป: บทเรียนจากแพะรับบาปคดีเชอรี่แอน
เราเคยสังเกตไหมว่า บางครั้งเวลาเราไปทำธุระที่หน่วยงานราชการ แล้วมีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งทำผิดพลาด เราจะได้ยินประโยคที่ว่า "ผมทำตามระเบียบ" หรือ "นี่เป็นขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติ" แล้วเรารู้สึกอย่างไร? รู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง แต่เราก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะ "ระเบียบ" และ "ขั้นตอน" กลายเป็นกำแพงที่กั้นระหว่างความจริงกับความยุติธรรม
คดีเชอรี่แอนที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2529 คือตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อระบบที่ควรจะปกป้องความยุติธรรมกลับกลายเป็นเครื่องมือในการทำลายชีวิตคนบริสุทธิ์ได้อย่างไร น.ส.เชอรี่แอน ดันแคน นักเรียนโรงเรียนพระกุมารเยซูคริสต์ ถูกฆาตกรรมทิ้งศพในป่าชายเลนที่สมุทรปราการ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับเลวร้ายยิ่งกว่าการฆาตกรรมเสียอีก
ตำรวจจับกุมนายวินัย ชัยพานิช แฟนของเชอรี่แอน และลูกน้องอีก 4 คน โดยอาศัยพยานปากเอกคือนายประเมิน โภชพลัด คนขี่รถสามล้อรับจ้าง ที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แม้อัยการจะสั่งไม่ฟ้องนายวินัย แต่ลูกน้องทั้ง 4 คนถูกส่งขึ้นศาล ศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิตทั้งหมด ก่อนที่ศาลฎีกาจะยกฟ้องในปี 2538
แต่กว่าจะถึงวันนั้น นายรุ่งเฉลิม หรือเฮาดี้ กนกชวลาชัย ตรอมใจตายในคุก นายพิทักษ์ ค้าขาย พ้นโทษแล้วเสียชีวิตจากโรคที่ติดระหว่างถูกจองจำ นายกระแสร์ พลอยกุ่ม ถูกทำร้ายจนพิการ ขณะที่ลูกเมียเสียชีวิตในช่วงที่เขาอยู่ในเรือนจำ มีเพียงนายธวัช กิจประยูร ที่รอดชีวิต แต่ก็เสียโอกาสในอนาคตไปเกือบ 10 ปี
ในเวลาต่อมา ตำรวจกองปราบปรามพบว่าฆาตกรตัวจริงคือนายสมพงษ์ หรือจ้าย บุญฤทธิ์, นายสมัคร ธูปบูชากร และน.ส.สุวิบูล พัฒนพงษ์พานิช แฟนอีกคนของนายวินัย ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้จ้างวาน ส่วนนายประเมิน พยานเอก สารภาพในภายหลังว่าให้การเท็จเพราะได้รับเงิน 20,000 บาท และสังกะสีมุงหลังคา 50 แผ่นจากพนักงานสอบสวน ถูกตัดสินจำคุก 8 ปีข้อหาให้การเท็จ
คำถามที่ทุกคนควรถาม
เมื่อระบบยุติธรรมที่ควรจะปกป้องคนบริสุทธิ์กลับกลายเป็นเครื่องมือในการทำลายชีวิตคน เราจะเรียกมันว่า "ความผิดพลาด" หรือ "อาชญากรรม" กันแน่?
คำว่า "แพะรับบาป" ในภาษาไทยนั้นมาจากประเพณีโบราณของชาวยิว ที่จะนำแพะมาปล่อยให้หนีไปในถิ่นทุรกันดาร เพื่อสื่อถึงการขับไล่บาปของชุมชนออกไป แต่ในคดีนี้ "แพะ" ไม่ได้หนีไปไหน พวกเขาถูกขังในกรงเหล็ก ถูกทรมาน และถูกปล่อยให้ตายอย่างช้าๆ โดยระบบที่ควรจะปกป้องพวกเขา
อริยสัจ 4: ทุกข์ที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง
ในพุทธศาสนา มีหลักธรรมที่เรียกว่า "อริยสัจ 4" หรือความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงในการเทศนาครั้งแรกที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ได้แก่ ทุกขอริยสัจ (ความจริงเรื่องทุกข์), สมุทยอริยสัจ (ความจริงเรื่องเหตุให้เกิดทุกข์), นิโรธอริยสัจ (ความจริงเรื่องความดับทุกข์), และมรรคอริยสัจ (ความจริงเรื่องทางดับทุกข์)
แต่มีหลักธรรมอีกข้อหนึ่งที่คนไม่ค่อยรู้จักมากนัก คือ "สัตตาวาสภูมิ" หรือภพที่สัตว์อาศัยอยู่ 7 อย่าง โดยภพที่ 7 นั้นมีชื่อว่า "เนวสัญญานาสัญญายตนูปคา" แปลว่า ภพของสัตว์ที่มีสัญญาไม่ใช่สัญญา คือสภาวะที่สับสนระหว่างความรู้สึกนึกคิดกับความไม่รู้สึกนึกคิด ซึ่งถือว่าเป็นภพที่ละเอียดและยากที่สุดในการเข้าใจ
หลักธรรมข้อนี้สะท้อนสภาวะของแพะทั้ง 4 คนได้อย่างแม่นยำ พวกเขาถูกขังในระบบที่บอกว่าพวกเขามีความผิด แต่ความจริงพวกเขาไม่มีความผิด พวกเขาต้องใช้ชีวิตในสภาวะที่สับสนระหว่างการถูกบอกว่าเป็นคนผิด กับการรู้ว่าตัวเองบริสุทธิ์ นี่คือความทุกข์ที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง ไม่ใช่กรรมจากชาติก่อน ไม่ใช่ทุกข์ตามธรรมชาติของชีวิต แต่เป็นทุกข์ที่เกิดจากการที่คนหนึ่งตัดสินใจบิดเบือนความจริงเพื่อผลประโยชน์
การทดลอง Stanford Prison Experiment: เมื่ออำนาจทำลายมนุษยภาพ
เราลองนึกถึงการทดลองที่มีชื่อเสียงของศาสตราจารย์ฟิลิป ซิมบาร์โด จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 1971 การทดลองนี้มีชื่อว่า "Stanford Prison Experiment" ซึ่งออกแบบมาเพื่อศึกษาว่าบทบาททางสังคมและสภาพแวดล้อมมีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์อย่างไร
ซิมบาร์โดคัดเลือกอาสาสมัคร 24 คนที่ผ่านการตรวจสอบด้านจิตวิทยาและสุขภาพมาแล้วว่าเป็นคนปกติ ไม่มีประวัติอาชญากรรมหรือปัญหาทางจิต จากนั้นแบ่งพวกเขาออกเป็น 2 กลุ่มแบบสุ่ม กลุ่มหนึ่งเป็น "ผู้คุม" อีกกลุ่มหนึ่งเป็น "นักโทษ" โดยจำลองสภาพแวดล้อมของเรือนจำไว้ใต้ดินอาคารจิตวิทยาของมหาวิทยาลัย ห้องนั้นถูกดัดแปลงให้มีห้องขัง มีบาร์เหล็ก มีห้องสันโดษ และมีกฎระเบียบเหมือนเรือนจำจริง
ในวันแรกของการทดลอง ตำรวจท้องถิ่นมาจับกุมคนที่จะเป็น "นักโทษ" ที่บ้านของพวกเขาเพื่อสร้างความสมจริง พวกเขาถูกนำตัวมาที่ห้องทดลอง ถูกเปลื้องผ้า ถูกฉีดยาฆ่าเชื้อ ถูกใส่ชุดนักโทษ และถูกเรียกด้วยหมายเลขแทนชื่อ ส่วนผู้คุมได้รับเครื่องแบบ แว่นตากันแดด กระบอง และได้รับคำสั่งว่าพวกเขามีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยโดยไม่ใช้ความรุนแรง
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นทำให้ซิมบาร์โดต้องหยุดการทดลองภายในเพียง 6 วัน แม้จะวางแผนไว้ว่าจะทดลองเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ผู้คุมเริ่มใช้อำนาจของตนอย่างทารุณ บังคับให้นักโทษทำกิจกรรมที่ไร้สาระและทำให้อับอาย เช่น ทำวิดพื้น ออกกำลังกายตอนกลางดึก หรือล้างห้องน้ำด้วยมือเปล่า บางคนถูกใส่ห้องสันโดษที่มืดและแคบ บางคนถูกลงโทษด้วยการห้ามไปห้องน้ำ บางคนถูกเปลื้องผ้าและถูกทำให้อับอาย
ที่น่าตกใจคือ นักโทษบางคนเริ่มมีอาการทางจิตในเวลาเพียงไม่กี่วัน คนหนึ่งเกิดอาการเครียดจนต้องถูกปล่อยตัวในวันที่ 2 คนหนึ่งเกิดผื่นไซโคโซมาติกทั่วร่างกาย และคนหนึ่งขอให้ปล่อยตัวโดยบอกว่ารู้สึกเหมือนกำลังบ้าอยู่ แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ซิมบาร์โดเองเริ่มเข้าไปมีส่วนร่วมในบทบาท ณ จุดหนึ่ง เขาเริ่มคิดเหมือน "ผู้บริหารเรือนจำ" มากกว่า "นักวิจัย" เขาโกรธเมื่อมีนักโทษพยายามหนี และเขาต้องได้รับการตักเตือนจากคริสตินา มาสแลช นักจิตวิทยาที่เป็นแฟนของเขา ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นผิดจรรยาบรรณทางวิจัย
ผลลัพธ์ของการทดลองนี้ชี้ให้เห็นว่า บทบาทและสภาพแวดล้อมสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนปกติให้กลายเป็นคนทารุณได้ภายในเวลาอันสั้น แม้พวกเขาจะเป็นคนดีในชีวิตประจำวัน ซิมบาร์โดสรุปว่า "อำนาจทำให้คนทุจริต และอำนาจที่ไม่มีการตรวจสอบทำให้คนทุจริตมากขึ้น" การทดลองนี้เป็นหนึ่งในหลักฐานที่สำคัญในการอธิบายว่าทำไมคนดีในระบบที่เน่าเสียจึงสามารถทำในสิ่งที่ชั่วร้ายได้
ความหมายของการทดลองนี้ต่อคดีเชอรี่แอนนั้นชัดเจน พนักงานสอบสวนที่จับแพะทั้ง 4 คนไม่ได้เกิดมาเป็นคนชั่วร้ายตั้งแต่แรก พวกเขาเป็นตำรวจที่ผ่านการศึกษาและสอบเข้ามาในระบบ แต่เมื่อพวกเขาได้รับอำนาจในการควบคุมชะตากรรมของคนอื่น และเมื่อไม่มีกระบวนการตรวจสอบที่เพียงพอ อำนาจนั้นกลายเป็นเครื่องมือในการทำร้ายผู้บริสุทธิ์
ภาพยนตร์ที่สะท้อนความเป็นจริง: The Shawshank Redemption
เรามาดูภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงเรื่องหนึ่งที่สะท้อนประเด็นนี้อย่างชัดเจน นั่นคือ "The Shawshank Redemption" กำกับโดยแฟรงก์ ดาราบอนท์ จากสหรัฐอเมริกา เข้าฉายในปี 1994 ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากนวนิยายสั้นของสตีเฟน คิง เล่าเรื่องของแอนดี้ ดูเฟรสน์ นายธนาคารที่ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาฆ่าภรรยาและชู้ของภรรยา แม้เขาจะบริสุทธิ์
มีฉากหนึ่งที่ทรงพลังมาก คือฉากที่แอนดี้ถูกขังในห้องสันโดษเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หลังจากที่เขาเปิดเพลงโอเปร่าจากเครื่องกระจายเสียงของเรือนจำ ห้องสันโดษนั้นมืดสนิท แคบ และเย็นจัด ไม่มีเสียง ไม่มีแสงสว่าง เรดด์ เพื่อนของเขา บรรยายว่า "ห้องสันโดษคือที่ที่พวกเขาทำลายจิตใจคน" แต่เมื่อแอนดี้ออกมา เขากล่าวว่า "ที่นั่นง่ายนิดเดียว เพราะผมมีเสียงโมสาร์ทอยู่ในหัว"
การจัดภาพในฉากนี้น่าสนใจมาก เมื่อแอนดี้เดินออกมาจากห้องสันโดษ กล้องถ่ายจากมุมสูง ทำให้เห็นเขาเป็นจุดเล็กๆ ท่ามกลางเรือนจำที่กว้างใหญ่ แสงแดดส่องลงมาอย่างจ้า สร้างความตัดกันระหว่างความมืดที่เขาเพิ่งออกมาและความสว่างข้างนอก แต่ใบหน้าของเขากลับไม่แสดงความเจ็บปวดหรือความแพ้แพ้ มีเพียงรอยยิ้มเล็กๆ และแววตาที่ยังคงมีชีวิตชีวา
ฉากนี้เชื่อมโยงกับการทดลอง Stanford Prison Experiment อย่างน่าสนใจ
ห้องสันโดษในภาพยนตร์เหมือนกับห้องสันโดษที่ซิมบาร์โดใช้ในการทดลอง ทั้งคู่ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายจิตใจของคน เพื่อทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ไม่มีอำนาจ และไม่มีทางสู้ระบบได้ แต่สิ่งที่ภาพยนตร์พยายามบอกคือ แม้ระบบจะพยายามทำลายจิตใจคน แต่ความเป็นมนุษย์ยังคงอยู่ได้หากคนนั้นยังมีสิ่งที่ยึดเหนี่ยว ไม่ว่าจะเป็นเสียงเพลง ความหวัง หรือความจริง
สำหรับแพะทั้ง 4 คนในคดีเชอรี่แอน พวกเขาไม่ได้มีโอเปร่าหรือเสียงโมสาร์ทในหัวเหมือนแอนดี้ พวกเขามีเพียงความจริงที่ว่าพวกเขาบริสุทธิ์ แต่ความจริงนั้นไม่เพียงพอที่จะปกป้องพวกเขาจากระบบที่เน่าเสีย นายรุ่งเฉลิม ตรอมใจตายในคุกโดยไม่ได้เห็นวันที่ความจริงถูกเปิดเผย นายพิทักษ์ เสียชีวิตจากโรคที่ติดในเรือนจำ นายกระแสร์ ต้องใช้ชีวิตที่เหลือในสภาพพิการ และเสียลูกเมียไประหว่างที่ถูกขัง
การวิเคราะห์เชิงจิตวิทยา: Secondary Traumatization
จากมุมมองทางจิตวิทยา คดีนี้แสดงให้เห็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "Secondary Traumatization" หรือความบอบช้ำทางจิตใจชั้นที่สอง ไม่ใช่แค่ผู้ต้องหาเองที่ได้รับความเจ็บปวด แต่ครอบครัวของพวกเขาก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเช่นกัน
ลูกเมียของนายกระแสร์เสียชีวิตขณะที่เขาอยู่ในเรือนจำ เขาไม่สามารถอยู่เคียงข้างครอบครัวในช่วงเวลาที่พวกเขาต้องการเขามากที่สุด นี่คือการลงโทษที่เกินกว่าตัวบุคคล มันคือการทำลายทั้งระบบครอบครัว ทำลายโอกาสของคนรุ่นต่อไป และทำลายความไว้วางใจในระบบยุติธรรม
นอกจากนี้ ยังมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "Learned Helplessness" หรือความรู้สึกหมดหนทางที่ได้เรียนรู้มา เมื่อคนถูกวางอยู่ในสถานการณ์ที่พวกเขาไม่สามารถควบคุมได้ และสิ่งที่พวกเขาทำไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้ พวกเขาจะเรียนรู้ว่าการสู้ไม่มีประโยชน์ และในที่สุดพวกเขาจะหยุดพยายาม
แพะทั้ง 4 คนถูกวางในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขารู้ว่าพวกเขาบริสุทธิ์ แต่ไม่มีใครเชื่อพวกเขา พวกเขาพยายามสู้คดี แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิต พวกเขารออุทธรณ์ แต่กว่าจะถึงวันนั้น ชีวิตของพวกเขาถูกทำลายไปแล้ว นี่คือความโหดร้ายของระบบที่ช้าเกินไป
กลไกการป้องกันตัวทางจิตใจของสังคม
สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อคดีนี้ถูกเปิดเผยว่าแพะทั้ง 4 คนบริสุทธิ์ การตอบสนองของหน่วยงานราชการกลับแสดงให้เห็นถึง "Defense Mechanism" หรือกลไกการป้องกันตัวทางจิตใจในระดับองค์กร
พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ผบ.ตร. ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าจะอุทธรณ์คำสั่งศาล เพราะถือว่าตำรวจปฏิบัติหน้าที่ไปโดยชอบ นี่คือตัวอย่างของ "Denial" หรือการปฏิเสธความจริง การปฏิเสธว่ามีอะไรผิดพลาดในระบบ แม้หลักฐานจะชัดเจนว่ามีการสร้างพยานเท็จและป้ายสีผู้บริสุทธิ์
การออกมาของพล.ต.อ.สันต์นี้ไม่ใช่การกระทำของบุคคล แต่เป็นการกระทำที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมขององค์กรที่ไม่พร้อมรับผิดชอบ การยอมรับว่าองค์กรทำผิดหมายความว่าต้องยอมรับว่าระบบมีข้อบกพร่อง และนั่นหมายความว่าอาจมีกรณีอื่นๆ ที่คล้ายกันที่ยังไม่ถูกเปิดเผย
สิ่งที่น่าสนใจคือการแทรกแซงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาออกมาแสดงความคิดเห็นว่าไม่สมควรที่จะอุทธรณ์ และพูดว่า "เงิน 26 ล้านบาท กับชีวิตที่สูญเสียไป 10 ปี ถือว่าไม่ได้มากมายอะไร"
คำพูดนี้สะท้อนถึงความเข้าใจที่ว่า ไม่มีจำนวนเงินใดที่จะสามารถชดเชยชีวิตที่สูญเสียไปได้ นายรุ่งเฉลิมไม่ได้กลับมาชีวิต ลูกเมียของนายกระแสร์ไม่ได้กลับมา โอกาส 10 ปีของนายธวัชไม่มีวันกลับคืนมา การจ่ายเงิน 26 ล้านบาทเป็นเพียงการยอมรับความผิดพลาดและการพยายามชดเชยในสิ่งที่ชดเชยไม่ได้
การที่นายกรัฐมนตรีต้องออกมาแสดงจุดยืน และภายหลังคณะรัฐมนตรีต้องมีมติซ้ำอีกครั้งให้ตำรวจแห่งชาติจ่ายเงินทันทีโดยไม่ต้องยื่นอุทธรณ์ แสดงให้เห็นว่า หากปล่อยให้องค์กรตัดสินใจเอง มันจะไม่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง นี่คือความล้มเหลวของการกำกับดูแลตนเองในระบบราชการ
ปรัชญาของความรับผิดชอบ: Hannah Arendt และ Banality of Evil
ปรัชญาของฮันนาห์ อาเรนดท์ นักปรัชญาการเมืองชาวเยอรมัน-อเมริกัน ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับความชั่วร้าย เธอเสนอแนวคิดที่เรียกว่า "Banality of Evil" หรือความธรรมดาสามัญของความชั่วร้าย จากการสังเกตการพิจารณาคดีของอดอล์ฟ ไอช์มันน์ นายทหารนาซีที่รับผิดชอบการส่งยิวไปค่ายกักกัน
อาเรนดท์พบว่า ไอช์มันน์ไม่ใช่ปีศาจหรือคนบ้าอำนาจ เขาเป็นเพียงคนธรรมดาที่ทำงานตามคำสั่ง ปฏิบัติตามระเบียบ และไม่เคยคิดใคร่ครวญว่าสิ่งที่เขาทำนั้นผิดหรือถูก เขาเป็นเพียง "เฟืองในเครื่องจักร" ที่ทำหน้าที่ของตนอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวคิดนี้สะท้อนถึงสถานการณ์ของพนักงานสอบสวนในคดีเชอรี่แอน พวกเขาไม่จำเป็นต้องเป็นคนชั่วร้าย พวกเขาอาจเป็นเพียงคนที่ต้องการปิดคดีให้เสร็จ ต้องการตอบสนองต่อแรงกดดันจากสังคมที่ต้องการความยุติธรรมอย่างรวดเร็ว หรือต้องการปกป้องคนที่มีอิทธิพล
แต่นี่ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไม่ลงโทษ อาเรนดท์ไม่ได้พูดว่าคนเหล่านี้ไม่มีความผิด เธอพูดว่า ความชั่วร้ายที่เกิดจากความธรรมดาสามัญนั้นอันตรายยิ่งกว่าความชั่วร้ายที่เกิดจากความป่าเถื่อน เพราะมันทำให้ทุกคนในสังคมกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดได้ หากเราปล่อยให้ "การทำงานตามระเบียบ" เป็นข้ออ้างในการทำร้ายผู้บริสุทธิ์
ปัญหาที่แท้จริง: ระบบที่ไม่มีการตรวจสอบ
หากเราดูที่ผลการสอบสวนตำรวจที่จับแพะ คณะกรรมการพบว่ามีผู้กระทำความผิดเพียง 2 คนคือ พ.ต.อ.มงคล ศรีโพธิ์ และ พ.ต.ท.ลำเลิศ ธรรมนิธา (ซึ่งเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้แล้ว) ส่วนตำรวจคนอื่นๆ ไม่มีความผิด และส่วนใหญ่ยังเจริญก้าวหน้าในอาชีพ
นี่คือปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่ว่ามีตำรวจคนเดียวที่ทำผิด แต่ทั้งระบบที่ปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ พล.ต.ต.กว้าง ชาญศิลป์ ผู้บังคับบัญชาในขณะนั้น ไม่ถูกลงโทษ แม้เขาจะเป็นผู้รับผิดชอบคดีนี้โดยตรง พ.ต.อ.วิสาร เปล่งขำ, พ.ต.อ.สันติ เพ็ญสูตร, พ.ต.ท.ประหยัด เงางาม ล้วนไม่ถูกลงโทษ แม้พวกเขาจะเป็นส่วนหนึ่งของทีมสอบสวน
การที่ระบบชี้ว่ามีความผิดเพียง 1-2 คน และปล่อยให้คนอื่นๆ รอดพ้น นี่คือวิธีที่องค์กรปกป้องตัวเอง มันทำให้ปัญหาดูเหมือนเป็นเพียงกรณีพิเศษของ "คนเน่าไข่เดียว" ไม่ใช่ปัญหาเชิงระบบ
แต่ถ้าเป็นเพียงคนเน่าไข่เดียว ทำไมมันถึงเกิดขึ้นได้? ทำไมไม่มีใครสังเกตเห็น? ทำไมต้องรอให้กองปราบปรามมาสอบสวนใหม่? ทำไมศาลชั้นต้นถึงเชื่อพยานเท็จ? คำถามเหล่านี้ชี้ไปที่ปัญหาที่ใหญ่กว่า คือระบบที่ไม่มีการตรวจสอบที่เพียงพอ
ความอัปยศของการเผ่นหนี
สิ่งที่น่าขำขันและน่าเศร้าในเวลาเดียวกันคือ พ.ต.อ.มงคล ตัวการหลักที่ถูกระบุว่ามีความผิด ถูกไล่ออกจากราชการ แต่ในขณะที่ถูกตัดสินนั้นเขาเกษียณอายุไปแล้ว จากนั้นเขาก็เดินทางไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา
การ "ไล่ออกจากราชการ" คนที่เกษียณไปแล้วคือสิ่งที่ไร้สาระ มันเหมือนการลงโทษที่ไม่มีความหมาย เหมือนการแสดงออกว่า "เราทำอะไรบางอย่าง" แต่ความจริงไม่ได้ทำอะไรเลย การที่เขาสามารถหนีไปอยู่อเมริกาได้แสดงว่าเขามีทรัพยากรเพียงพอที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ปลอดภัยจากการถูกไล่เบี้ย
แม้จะมีคำสั่งให้ตามตัวมาดำเนินคดีและไล่เบี้ยเงินที่จ่ายให้แพะทั้งหมด แต่ความจริงคือไม่มีใครจริงจังกับเรื่องนี้ สหรัฐอเมริกาไม่มีสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายกับไทยในลักษณะที่จะทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ง่าย และการไล่เบี้ยเงินก็เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น
นี่คือตัวอย่างของ "Impunity" หรือความรอดพ้นจากการลงโทษ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในระบบยุติธรรมของหลายประเทศ คนที่มีอำนาจหรือคนที่มีทรัพยากรสามารถหนีจากความรับผิดชอบได้ ขณะที่คนธรรมดาต้องรับผลเต็มๆ
สรุปทางแก้ไขปัญหา
หากเราจะป้องกันไม่ให้คดีแบบนี้เกิดขึ้นอีก เราต้องเริ่มจากการยอมรับว่านี่ไม่ใช่ปัญหาของคนคนเดียว แต่เป็นปัญหาของทั้งระบบ การแก้ไขต้องเริ่มจากโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่แค่การลงโทษคนที่ทำผิดเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว
ประการแรก ต้องมีกลไกการตรวจสอบที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง ไม่ใช่ให้ตำรวจตรวจสอบตำรวจ ต้องมีหน่วยงานภายนอกที่มีอำนาจในการสอบสวนและฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำผิด โดยไม่ต้องผ่านสายบังคับบัญชาเดิม กลไกนี้ต้องมีอำนาจจริง ไม่ใช่แค่คณะกรรมการที่ทำหน้าที่แค่เขียนรายงาน
ประการที่สอง ต้องมีการบันทึกและเก็บพยานหลักฐานอย่างเป็นระบบตั้งแต่เริ่มต้น การสอบสวนทุกครั้งควรมีการบันทึกภาพและเสียง โดยเฉพาะในช่วงที่มีการซักถามพยาน การบันทึกเหล่านี้ต้องถูกเก็บรักษาอย่างปลอดภัยและสามารถเรียกดูได้เมื่อมีข้อสงสัย เทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้เรื่องนี้เป็นไปได้ง่ายกว่าเมื่อ 40 ปีที่แล้วมาก
ประการที่สาม ต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรที่ปกป้องสมาชิกของตนเองไม่ว่าจะถูกหรือผิด วัฒนธรรมแบบ "พวกเราต้องช่วยกัน" นี่แหละที่ทำให้ระบบเน่าเสีย ต้องปลูกฝังให้เจ้าหน้าที่เข้าใจว่าการชี้ให้เห็นความผิดของเพื่อนร่วมงานไม่ใช่การทรยศ แต่เป็นการปกป้องความยุติธรรม ต้องมีมาตรการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอย่างจริงจัง เพื่อให้คนกล้าที่จะออกมาพูดเมื่อเห็นสิ่งที่ผิด
ประการที่สี่ การลงโทษต้องสอดคล้องกับความผิดที่แท้จริง การที่ตำรวจคนอื่นๆ ในทีมไม่ถูกลงโทษเลยนั้นส่งสัญญาณที่ผิด มันบอกว่า "ถ้าคุณไม่ใช่คนหลัก คุณปลอดภัย" แต่ความจริงคือ ทุกคนที่มีส่วนในการทำให้คดีนี้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะมีส่วนมากหรือน้อย ควรรับผิดชอบในระดับที่เหมาะสม ผู้บังคับบัญชาที่ไม่ตรวจสอบ เพื่อนร่วมงานที่รู้แต่เงียบ พวกเขาล้วนมีความรับผิดชอบ
ประการที่หา ค่าชดเชยสำหรับเหยื่อของความอยุติธรรมต้องมากกว่าแค่ตัวเลข ต้องมีการฟื้นฟูชีวิต การบำบัดทางจิตใจ การสร้างโอกาสใหม่ นายกระแสร์ที่รอดชีวิตแต่พิการ นายธวัชที่สูญเสียโอกาส 10 ปี ทายาทของนายรุ่งเฉลิมและนายพิทักษ์ พวกเขาต้องการมากกว่าแค่เงิน พวกเขาต้องการการรับรองจากสังคมว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขานั้นผิด และสังคมจะไม่ปล่อยให้มันเกิดขึ้นอีก
สุดท้าย ต้องมีการจัดทำฐานข้อมูลของคดีที่มีข้อสงสัยทั้งหมด มีกี่คดีที่ผู้ต้องหาอ้างว่าถูกจับผิด? มีกี่คดีที่มีพยานปากเพียงคนเดียว? มีกี่คดีที่ศาลฎีกายกฟ้องหลังจากศาลชั้นต้นตัดสินประหาร? ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพของปัญหาที่แท้จริง และช่วยให้สามารถหาทางป้องกันได้อย่างเป็นระบบ
ประเด็น Controversy ที่ควรคิดต่อ
มีคำถามหนึ่งที่เราควรตั้งแต่แรก: ทำไมตำรวจถึงต้องรีบปิดคดี? คำตอบที่เห็นได้ชัดคือ แรงกดดันจากสังคม เมื่อมีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้น สังคมต้องการความยุติธรรมอย่างรวดเร็ว สื่อต้องการข่าว ญาติผู้เสียหายต้องการคนร้าย
แต่ความยุติธรรมที่รวดเร็วกับความยุติธรรมที่แท้จริงมันไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกัน บางครั้งความจริงต้องใช้เวลา บางครั้งการรอคอยนั้นจำเป็น แต่สังคมไม่อดทน สื่อไม่อดทน และนักการเมืองก็ไม่อดทน
ดังนั้น เราจึงต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า: เราต้องการอะไรจากระบบยุติธรรม? เราต้องการให้มันรวดเร็ว หรือเราต้องการให้มันถูกต้อง? หากเราต้องการทั้งสองอย่าง เราต้องยอมรับว่าบางครั้งสองสิ่งนี้ขัดแย้งกัน และเมื่อขัดแย้ง ความถูกต้องต้องมาก่อนเสมอ
ความจริงคือ สังคมมีส่วนในการสร้างแพะเช่นกัน ทุกครั้งที่เราเรียกร้องให้ตำรวจ "จับคนร้ายให้ได้ด่วน" ทุกครั้งที่เราตัดสินคนจากข่าวก่อนที่ศาลจะตัดสิน ทุกครั้งที่เราบอกว่า "คนที่ถูกจับต้องผิดแน่" เรากำลังสร้างแรงกดดันที่ผลักดันให้เกิดความอยุติธรรม
เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระบบได้หากเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง เราต้องยอมรับว่าความยุติธรรมนั้นช้า ต้องยอมรับว่าบางครั้งคนร้ายหลบหนีได้ แต่นั่นดีกว่าการที่คนบริสุทธิ์ต้องติดคุก เพราะระบบยุติธรรมที่ดีไม่ใช่ระบบที่จับคนร้ายได้ทุกคน แต่เป็นระบบที่ไม่ทำร้ายคนบริสุทธิ์
แพะรับบาปคดีเชอรี่แอนเตือนใจเราว่า ความยุติธรรมที่มาช้าก็คือความอยุติธรรม แต่ความยุติธรรมที่มาผิดคนนั้นเลวร้ายกว่ามาก เพราะมันไม่ได้แก้ไขอะไร มันแค่สร้างเหยื่อรายใหม่ ในขณะที่คนร้ายตัวจริงยังอยู่ข้างนอก
ท้ายที่สุดแล้ว เงิน 26 ล้านบาทที่ตำรวจแห่งชาติต้องจ่ายไม่ใช่ค่าชดเชย มันคือราคาของความล้มเหลว ความล้มเหลวในการปกป้องคนบริสุทธิ์ ความล้มเหลวในการค้นหาความจริง และความล้มเหลวในการรักษาความไว้วางใจของสังคม
และความล้มเหลวนั้นไม่ได้อยู่ที่พ.ต.อ.มงคล คนเดียว มันอยู่ที่ระบบ อยู่ที่วัฒนธรรม อยู่ที่ทุกคนที่รู้แต่เงียบ ทุกคนที่เห็นแต่มองข้าม
จนกว่าเราจะยอมรับความจริงข้อนี้ คดีแบบเชอรี่แอนจะยังคงเกิดขึ้นอีก แค่เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนหน้า เปลี่ยนปี แต่โครงสร้างของความอยุติธรรมยังคงเดิม
และนั่นคือสิ่งที่เราไม่ควรยอมรับ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น