เมื่อสี จิ้นผิง โทรมาเตือน ทรัมป์ เรื่องไต้หวัน: เกมหมากรุกระดับโลกที่ทุกคนต้องจับตา
เมื่อสี จิ้นผิง โทรมาเตือน ทรัมป์ เรื่องไต้หวัน: เกมหมากรุกระดับโลกที่ทุกคนต้องจับตา
สี จิ้นผิง โทรหา ทรัมป์ เน้นย้ำว่าไต้หวันคือ "ประเด็นสำคัญที่สุด" ในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ
จีนเตือนสหรัฐให้ระมัดระวังในการขายอาวุธให้ไต้หวัน หลังสหรัฐประกาศดีลอาวุธมูลค่า 11,000 ล้านดอลลาร์
ทรัมป์บอกว่าการสนทนา "ยอดเยี่ยม" และจีนกำลังพิจารณาซื้อถั่วเหลืองสหรัฐเพิ่มเป็น 20 ล้านตัน
สองผู้นำหารือเรื่องยูเครน อิหร่าน และการซื้อน้ำมันก๊าซธรรมชาติด้วย
สี จิ้นผิง ประชุมออนไลน์กับ ปูติน ก่อนคุยกับทรัมป์ไม่กี่ชั่วโมง
เอาจริงๆ นะ เวลาเห็นข่าวแบบนี้ เราต้องนึกถึงฉากในเรื่อง "The Godfather" ตอนที่ Don Corleone นั่งคุยธุรกิจกับหัวหน้าตระกูลอื่น บรรยากาศสุภาพเนียนๆ แต่ใต้โต๊ะทุกคนเตรียมปืนพร้อมชักไว้แล้ว
สี จิ้นผิง โทรมาคุยกับ ทรัมป์ แบบสุภาพมากๆ บอกว่า "ผมใส่ใจความสัมพันธ์กับสหรัฐมาก" แต่พอมาถึงเรื่องไต้หวัน น้ำเสียงก็เปลี่ยน เตือนให้ "ระมัดระวัง" (prudent) ในการขายอาวุธให้ไต้หวัน คำว่า prudent นี่แปลตรงๆ คือ "รอบคอบ ฉลาด" แต่ในบริบทนี้มันคือการขู่แบบสุภาพบุรุษ ประมาณว่า "นายรู้ไหมว่านายกำลังทำอะไรอยู่ ระวังตัวหน่อยนะ"
ที่น่าสนใจคือ ก่อนโทรหา ทรัมป์ ไม่กี่ชั่วโมง สี จิ้นผิง เพิ่งคุยกับ ปูติน เสร็จ ชื่นชมความสัมพันธ์จีน-รัสเซียที่แน่นแฟ้นขึ้น นี่มันเหมือนในการ์ตูน Death Note ตอนที่ Light Yagami วางแผนหลายขั้นไว้ล่วงหน้า แต่ละการเคลื่อนไหวมันเชื่อมโยงกันหมด
มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เกมหมากรุกไต้หวัน: ตัวเบี้ยที่มีค่าที่สุด
ไต้หวันสำหรับจีนไม่ใช่แค่เกาะเล็กๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก มันคือศักดิ์ศรี ประวัติศาสตร์ และอนาคตทางยุทธศาสตร์ของจีนรวมกันหมด จีนถือว่าไต้หวันเป็น "ดินแดนของจีน" มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง (Qing Dynasty) และเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ชนะสงครามกลางเมืองในปี 1949 พรรคก๊กมินตั๋งก็หนีไปตั้งรัฐบาลที่ไต้หวัน
สหรัฐมีนโยบาย "หนึ่งจีน" (One China Policy) คือรับรู้ว่าจีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน แต่ไม่ได้ยอมรับอย่างเป็นทางการ นี่คือศิลปะของการเดินเชือก (tightrope walking) ทางการทูตระดับโลก สหรัฐไม่มีความสัมพันธ์ทางการกับไต้หวัน แต่ก็ส่งอาวุธให้ตามกฎหมาย Taiwan Relations Act ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 1979
เดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทรัมป์ ประกาศขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่า 11,000 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งจรวดขั้นสูง ปืนใหญ่ และขีปนาวุธนานาชนิด นี่ไม่ใช่แค่การค้าอาวุธธรรมดา มันคือการส่งสัญญาณว่า "เราจะไม่ทิ้งไต้หวัน" ซึ่งจีนก็ตีความว่าเป็นการ "สนับสนุนความเป็นเอกราช" ของไต้หวัน
ถั่วเหลืองกับการเมือง: หวานชื่นขมขื่น
ส่วนที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ทรัมป์ บอกว่าจีนกำลังพิจารณาซื้อถั่วเหลืองสหรัฐเพิ่มจาก 12 ล้านตันเป็น 20 ล้านตัน นี่คือ carrot and stick (ยุทธวิธีแนวหัวแครอทกับไม้ตี) แบบคลาสสิก
จีนใช้เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือต่อรอง เหมือนในนิยายเรื่อง "The Prince" ของ Machiavelli ที่บอกว่า "ผู้ปกครองที่ฉลาดต้องรู้จักใช้ทั้งความเมตตาและความโหดร้าย" จีนกำลังบอกว่า "ถ้าทุกคนอยากได้ตลาดจีน ก็ต้องทำตามกติกาของเรา"
ถั่วเหลืองฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับเกษตรกรในมิดเวสต์ของสหรัฐ มันคือรายได้หลักของครอบครัว เป็นเสียงเลือกตั้งที่ ทรัมป์ ต้องดูแล นี่คือเหตุผลที่การเมืองระหว่างประเทศไม่ได้มีแค่ปืนและขีปนาวุธ บางทีถั่วเหลืองก็อาจจบสงครามการค้าได้
สามเหลี่ยมมหาอำนาจ: จีน-รัสเซีย-สหรัฐ
ที่น่าจับตามากคือ สี จิ้นผิง คุยกับ ปูติน เสร็จไม่กี่ชั่วโมงก็โทรหา ทรัมป์ ทันที นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันคือการส่งสัญญาณว่า "เรามีตัวเลือก เรามีพันธมิตร อย่าคิดว่าเราอยู่คนเดียว"
ความสัมพันธ์จีน-รัสเซียตอนนี้แน่นมาก หลังรัสเซียถูกตะวันตกคว่ำบาตรเพราะรุกรานยูเครน จีนกลายเป็นตลาดสำคัญที่สุดของรัสเซีย ซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในราคาถูก ในขณะเดียวกัน รัสเซียก็ให้การสนับสนุนจีนในเรื่องเทคโนโลยีทหารบางอย่าง
นี่คือ Balance of Power (ดุลอำนาจ) แบบคลาสสิกที่เราเรียนในประวัติศาสตร์ เหมือนยุโรปสมัยศตวรรษที่ 19 ที่ประเทศต่างๆ ผูกพันธมิตรเพื่อถ่วงดุลอำนาจกัน เพียงแต่ตอนนี้มันเกิดขึ้นในระดับโลก และอาวุธที่ใช้มันทรงพลังกว่าเดิมหลายพันเท่า
ศิลปะแห่งการเจรจา: พูดนุ่มแต่ถือกระบอง
สิ่งที่น่าสนใจในการโทรศัพท์ครั้งนี้คือน้ำเสียงของทั้งสองฝ่าย ทรัมป์ บอกว่าการสนทนา "ยอดเยี่ยม" และความสัมพันธ์ส่วนตัวกับ สี จิ้นผิง "ดีมาก" ในขณะที่ สี จิ้นผิง ก็บอกว่า "ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง" กับความสัมพันธ์กับสหรัฐ
แต่เราต้องจำไว้ว่า ในการเมืองระหว่างประเทศ สิ่งที่พูดกับสิ่งที่ทำมันไม่เหมือนกันเสมอไป นี่คือ diplomatic language (ภาษาการทูต) ที่ทุกคำมีความหมายซ้อนอยู่
เมื่อ สี จิ้นผิง บอกว่าสหรัฐต้อง "ระมัดระวัง" ในการขายอาวุธให้ไต้หวัน และเตือนว่าการกระทำของสหรัฐ "เร่งให้สถานการณ์ช่องแคบไต้หวันอันตรายและรุนแรง" มันคือการขู่แบบสุภาพบุรุษ ภาษาอังกฤษเรียกว่า veiled threat (การขู่แบบปกปิด) ฟังดูสุภาพแต่ความหมายชัดเจน
ในทางกลับกัน ทรัมป์ ก็ไม่ได้ถอยคำ เขายังคงเน้นว่าความสัมพันธ์ดี แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะหยุดขายอาวุธให้ไต้หวัน นี่คือ speak softly but carry a big stick (พูดเบาๆ แต่ถือกระบองใหญ่) คำกล่าวของประธานาธิบดี Theodore Roosevelt ที่ว่าไว้ตั้งแต่ปี 1901
บทเรียนจากประวัติศาสตร์: เมื่อมหาอำนาจชนกัน
ประวัติศาสตร์สอนเราว่า เมื่อมหาอำนาจสองประเทศมีผลประโยชน์ขัดแย้งกันในบริเวณเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นมักไม่สวยงาม
จุดประกายสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเริ่มจากการลอบสังหารเจ้าชายออสเตรีย-ฮังการีเพียงคนเดียว แต่เพราะระบบพันธมิตรที่ซับซ้อน ทำให้สงครามลุกลามไปทั่วยุโรป นักประวัติศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Thucydides Trap (กับดักทูซิดิดีส) ตามชื่อนักประวัติศาสตร์กรีกโบราณ ที่สังเกตว่าเมื่อมหาอำนาจใหม่ขึ้นมาท้าทายมหาอำนาจเก่า สงครามมักหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตอนนี้จีนคือมหาอำนาจใหม่ที่กำลังขึ้นมาท้าทายสหรัฐซึ่งเป็นมหาอำนาจเก่า ไต้หวันอยู่ตรงกลาง เหมือนเซอร์เบียในปี 1914 คำถามคือ ทุกคนจะฉลาดพอที่จะหลีกเลี่ยงกับดักนี้ได้ไหม
มุมมองส่วนตัว: เกมที่ไม่มีใครชนะจริง
พอเราอ่านข่าวแบบนี้แล้วคิดดูดีๆ จะพบว่ามันคือเกม Prisoner's Dilemma (ภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก) แบบคลาสสิกในทฤษฎีเกม ทุกฝ่ายรู้ว่าถ้าร่วมมือกันทุกคนได้ประโยชน์มากกว่า แต่ความไม่ไว้วางใจทำให้ทุกคนต้องเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายที่สุด
สหรัฐไม่อยากเสี่ยงให้ไต้หวันตกไปอยู่ใต้การควบคุมของจีน เพราะมันจะทำให้จีนควบคุมเส้นทางการค้าที่สำคัญและเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำของโลก (ไต้หวันผลิตชิปคอมพิวเตอร์ขั้นสูงที่สุดในโลกผ่าน TSMC)
จีนก็ไม่อยากปล่อยให้ไต้หวันมีอาวุธทันสมัยจนรุกรานกลับไม่ได้ และไม่อยากให้สหรัฐมีฐานทัพใกล้จีนมากขึ้น
ไต้หวันเองก็อยากรักษาอิสรภาพและประชาธิปไตย แต่ก็ไม่อยากกระตุ้นให้จีนใช้กำลังทหาร
ทุกฝ่ายมีเหตุผลของตัวเอง ทุกฝ่ายมีความกลัวของตัวเอง และนั่นทำให้สถานการณ์ซับซ้อนและอันตราย
ข้อคิดที่ได้: การสื่อสารคือกุญแจ
สิ่งที่เราเห็นจากข่าวนี้คือการสื่อสารยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการป้องกันความขัดแย้ง การที่ สี จิ้นผิง และ ทรัมป์ โทรคุยกันสม่ำเสมอ แม้จะมีความเห็นไม่ตรงกัน มันยังดีกว่าการตัดการติดต่อและเดาใจกัน
ในชีวิตประจำวันของเราก็เหมือนกัน เวลามีปัญหากับใคร การนั่งคุยกันอย่างตรงไปตรงมา แม้จะไม่เห็นด้วยกัน ก็ยังดีกว่าการหลบหลีกหรือให้ความเข้าใจผิดสะสม
คำว่า "prudent" ที่ สี จิ้นผิง ใช้ มันสอนเราเรื่องความรอบคอบ ก่อนทำอะไร ลองคิดถึงผลที่ตามมาทั้งหมด อย่าเพียงแค่คิดถึงชั่วขณะนี้ นี่คือ strategic thinking (การคิดเชิงกลยุทธ์) ที่ใช้ได้ทั้งในการเมืองระหว่างประเทศและในชีวิตส่วนตัว
สุดท้ายแล้ว เราทุกคนอยู่บนโลกใบเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นที่ไต้หวันมันส่งผลถึงทุกคน ไม่ว่าทุกคนจะอยู่ที่ไหน ราคาสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ รถยนต์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เราใช้ล้วนพึ่งพาชิปจากไต้หวัน ถ้าเกิดสงครามขึ้นที่นั่น ผลกระทบจะรุนแรงกว่าโควิด-19 หลายเท่า
ขอให้ผู้นำทุกประเทศมีสติปัญญาพอที่จะหาทางออกด้วยสันติวิธี เพราะในยุคที่อาวุธทันสมัยขนาดนี้ สงครามไม่มีผู้ชนะจริงๆ มีแต่ผู้แพ้ทั้งหมด
และนี่ก็คือบทเรียนที่เราทุกคนควรจดจำไว้

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น