ทุกคนเคยเถียงกันไหม ว่าเกิดมาเก่งกีฬาได้เลย หรือต้องฝึกจนตายถึงจะเก่ง
เรื่องนี้มันเถียงกันมาเป็นสิบปี และหนังสือชื่อ The Sports Gene เขียนโดย David Epstein นักข่าวสายกีฬา ออกมาตอบคำถามนี้แบบตรงๆ ว่า ความจริงมันไม่ได้ง่ายอย่างที่ใครพูดหรอก
ก่อนอื่นต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า ช่วงก่อนหนังสือเล่มนี้ออก โลกกำลังคลั่ง Malcolm Gladwell และทฤษฎี 10,000 ชั่วโมง จากหนังสือ Outliers ที่บอกว่าใครก็ตามที่ฝึกครบหมื่นชั่วโมงจะกลายเป็นอัจฉริยะ ฟังดูดีมาก ฟังดูยุติธรรมดีด้วย เพราะมันบอกว่าทุกคนมีโอกาสเท่ากัน แค่ขยันพอ
แต่ Epstein มาเตะหน้าทฤษฎีนั้นตรงๆ เลย
เขาบอกว่า พันธุกรรม (genetics) มันสำคัญมากกว่าที่ใครอยากยอมรับ ยกตัวอย่างง่ายๆ นักวิ่งระยะสั้นเชื้อสายแอฟริกาตะวันตก ครองโพเดียม 100 เมตรโอลิมปิกมาแทบทุกสมัย ขณะที่นักวิ่งมาราธอนระดับโลกส่วนใหญ่มาจากเคนยาและเอธิโอเปีย ซึ่ง Epstein ลงไปวิจัยจริงๆ ว่าคนกลุ่มนั้นมีสัดส่วนกล้ามเนื้อ ความจุปอด และโครงสร้างร่างกายที่ต่างออกไปในระดับที่ฝึกเพิ่มไม่ได้
มีคำศัพท์นึงในหนังสือที่ชอบมากคือ trainability หรือ ความสามารถในการตอบสนองต่อการฝึก คนสองคนฝึกเหมือนกัน หักโหมเหมือนกัน คนนึงแข็งแกร่งขึ้นสองเท่า อีกคนแทบไม่ขยับ นี่ไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่มันคือ DNA ที่ต่างกัน และงานวิจัยพบว่ายีนชื่อ ACTN3 มีผลต่อสัดส่วนกล้ามเนื้อ fast-twitch (กล้ามเนื้อแบบระเบิดพลังงาน) อย่างมีนัยสำคัญ
แต่ทีนี้ที่ฉลาดคือ Epstein ไม่ได้บอกว่าการฝึกไม่สำคัญนะ เขาบอกว่ามันซับซ้อนกว่านั้น เหมือน Venn diagram ที่ทั้งพันธุกรรมและการฝึกต้องทับซ้อนกัน ถึงจะได้แชมป์โลก ขาดข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้
ทีนี้เทียบกับดนตรีและศิลปะบ้าง เพราะเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กีฬา
งานวิจัยของ Anders Ericsson นักจิตวิทยาที่เป็นต้นตำรับทฤษฎีหมื่นชั่วโมงตัวจริง (และแน่นอน Gladwell แปลผิดความหมายเขาไปนิดนึง) พบว่าในดนตรีคลาสสิก เด็กที่กลายเป็นนักไวโอลินระดับโลกไม่ได้แค่ฝึกเยอะกว่า แต่ฝึกแบบ deliberate practice (การฝึกที่มีสติ มีเป้าหมาย และอยู่ในโซนที่ยากพอดีๆ) ซึ่งต่างจากการนั่งเล่นเพลงที่ชอบซ้ำๆ โดยสิ้นเชิง
แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ในวงการดนตรีเองก็มีปัจจัยพันธุกรรมซ่อนอยู่ เช่น perfect pitch หรือหูดนตรีที่แม่นยำจนจำเสียงโน้ตได้โดยไม่ต้องอ้างอิง มีงานวิจัยชี้ว่าเด็กที่สัมผัสดนตรีก่อนอายุ 7 ปีและมียีนที่เหมาะสม มีโอกาสพัฒนา perfect pitch ได้สูงกว่าอย่างชัดเจน ฝึกทีหลังแค่ไหนก็ไม่ได้
ศิลปะก็เช่นกัน มีคำเรียกว่า visual-spatial intelligence ซึ่งความสามารถในการมองภาพสามมิติในหัว มองก่อนลงมือ มันมีองค์ประกอบทางพันธุกรรมที่วิจัยในฝาแฝดพบว่าถ่ายทอดได้สูงถึง 50-80 เปอร์เซ็นต์
ฟังดูหดหู่ไหม อย่าเพิ่งนะ
เพราะสิ่งที่ The Sports Gene สอนจริงๆ ไม่ใช่ว่า ถ้าไม่ได้ยีนดีก็เลิกฝึกได้เลย แต่มันสอนว่า การรู้จักตัวเองอย่างตรงไปตรงมาคือจุดเริ่มต้นของความก้าวหน้าจริงๆ
ในโลกสปอร์ตไซเอนซ์ปัจจุบัน มีคำว่า talent identification (การค้นหาพรสวรรค์) ที่ทีมกีฬาระดับชาติหลายประเทศใช้คัดเด็กตั้งแต่อายุน้อย ไม่ใช่เพื่อตัดทิ้งคนที่ไม่มีพรสวรรค์ แต่เพื่อจับคู่คนกับกีฬาที่ร่างกายเขาตอบสนองได้ดีที่สุด ออสเตรเลียทำแบบนี้และผลิตนักกีฬาโอลิมปิกได้มากเกินสัดส่วนประชากรมาหลายทศวรรษ
และนั่นแหละคือสิ่งที่เราคิดว่าทุกคนควรเอาไปใช้จริงๆ ไม่ใช่แค่ในกีฬา แต่ในชีวิต
การฝึกทุ่มสุดตัวในสิ่งที่ร่างกายและสมองเราถนัดตามธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องของการยอมแพ้ แต่มันคือ strategic self-awareness (การรู้จักตัวเองอย่างมีกลยุทธ์) ซึ่งในหนังสืออีกเล่มชื่อ Range ของ David Epstein เองที่เขียนออกมาทีหลัง เขากลับพลิกมุมใหม่อีกรอบว่า การลองหลายๆ อย่างในช่วงต้นชีวิตก่อนจะ specialize (เชี่ยวชาญเฉพาะทาง) มันกลับให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าในหลายสาขา โดยเฉพาะสายที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และการปรับตัว
พูดง่ายๆ ว่า ถ้าชีวิตเราเป็นเกม RPG การ min-max (การทุ่มสเตตัสทั้งหมดใส่ด้านเดียว) ตั้งแต่ต้นอาจได้ผลในกีฬา แต่ในชีวิตจริง การเก็บ stat หลายๆ ด้านก่อนแล้วค่อยโฟกัสบางทีมันชนะในระยะยาวกว่า
สรุปง่ายๆ ที่ได้จากทั้งหมดนี้ก็คือ
- พรสวรรค์มีจริง พันธุกรรมมีผล แต่มันเป็นแค่เพดาน ไม่ใช่ชะตากรรม
- การฝึกแบบ deliberate practice สำคัญกว่าการฝึกเยอะแต่ไม่มีสติ
- รู้จักตัวเองก่อนทุ่มชีวิตลงไปทิศเดียว
- ลองหลายอย่างตอนยังเด็กไม่ใช่การเสียเวลา แต่คือการหาว่าตัวเองถนัดอะไรจริงๆ
- ทุกคนมีพื้นที่เติบโตของตัวเอง แค่อาจไม่ใช่จุดเดียวกับคนอื่น

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น