เมื่อคำพูดทำร้ายคนที่รัก แล้วเราได้เรียนรู้ว่าบางทีการรอคือคำตอบ

 เมื่อคำพูดทำร้ายคนที่รัก แล้วเราได้เรียนรู้ว่าบางทีการรอคือคำตอบ

เอาจริงๆ นะ ถ้าใครเคยทำผิดพลาดกับคนที่รักแล้วไม่รู้จะทำยังไงต่อ วันนี้เรามีเรื่องจะเล่าให้ฟัง ที่สำคัญมันทำให้เรารู้ว่าบางทีการรักคนสักคนมันไม่ได้แค่พูดว่ารัก แต่มันต้องรู้จักรอด้วย
เรื่องมันเริ่มต้นที่เราคบกับพี่แต้มมาได้ประมาณเดือนกว่าๆ ช่วงแรกๆ ของความสัมพันธ์มันหวานชื่นดี ทุกอย่างราบรื่น จนกระทั่งเราก็ทำพลาดไปแบบสุดๆ เราใช้ภาษาไปทำร้ายจิตใจพี่แต้ม ทำให้เขาน้อยใจจนโกรธเราเป็นครั้งแรกในชีวิตแฟนของเรา
รู้มั้ยทุกคน คำพูดมันเหมือนดาบสองคม อย่างที่เชคสเปียร์เคยเขียนไว้ในบทละครว่า "Words are easy like the wind but faithful friends are hard to find" หรือคำพูดมันง่ายเหมือนลม แต่เพื่อนแท้หายากยิ่งกว่า ยิ่งเป็นคนรักด้วยแล้ว คำพูดที่ทำร้ายมันก็ยิ่งเจ็บปวดกว่าเพราะมาจากคนที่เราไว้วางใจที่สุด
ตอนแรกเราก็งงหนักมาก พยายามขอโทษ ง้อ ทำทุกอย่างที่นึกออก แต่ยิ่งเราพยายามมากเท่าไหร่ พี่แต้มก็ยิ่งเงียบมากขึ้นเท่านั้น จนเราเริ่มรู้สึกว่านี่มันจบแล้วหรือเปล่า มันเหมือนตอนที่ Thanos หายตัวไป แล้ว Avengers ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อ แต่บางทีเราก็ต้องรอให้ Time Stone ทำงานสักหน่อย
เลยไปปรึกษาพี่ชายพี่แต้ม พี่จุ้ย เขาบอกประโยคสั้นๆ แต่ลึกซึ้งมาก "ปล่อยไปสักพัก เดี๋ยวก็กลับมาเอง ถ้าเค้ารัก"
ตอนนั้นเราก็คิดว่ามันจะได้ผลจริงเหรอวะ แต่ก็ลองทำตาม นี่คือที่มาของสำนวน "Give them space" หรือการให้พื้นที่ ซึ่งไม่ได้แปลว่าเราไม่สนใจหรือไม่แคร์ แต่มันคือการให้เวลาอีกฝ่ายได้ประมวลผลความรู้สึกของตัวเอง ได้คิด ได้เข้าใจว่าตัวเองรู้สึกยังไง
จริงๆ แล้วในทางจิตวิทยามีคำว่า "Emotional Processing" หรือการประมวลผลอารมณ์ บางทีเวลาเราเจ็บปวดหรือน้อยใจ สมองเราต้องการเวลาในการทำความเข้าใจกับความรู้สึกนั้นๆ ถ้าเรายัดเยียดให้อีกฝ่ายต้องยกโทษเราทันที มันก็เหมือนกับเราบังคับให้เขากินยาโดยที่ยังไม่ทันรู้ว่าป่วยเป็นอะไร
แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น ตอนกลางคืนพี่แต้มส่งรูปดอกเดซี่สีม่วงมาให้ รู้มั้ยว่าดอกเดซี่มันมีความหมายว่าอะไร มันแปลว่า "ความบริสุทธิ์" และ "ความรักที่แท้จริง" ในภาษาดอกไม้ หรือที่เรียกว่า Floriography นั่นแหละ
แล้วพี่แต้มก็ไปนั่งที่ริมสะพานพุทธ ถือดอกไม้สีขาว ปล่อยผมยาวเป็นร็อคสตาร์แบบสุดๆ เหมือนฉากในหนังโรแมนติกที่ฮีโร่กลับมาหานางเอกหลังจากผ่านพายุร้ายมา มันเหมือน "The Notebook" แต่เวอร์ชั่นไทยๆ ที่มีสะพานพุทธเป็นฉากหลัง
จากเรื่องนี้ เราได้เรียนรู้หลายอย่างมาก ประการแรกคือ คำพูดมีพลังมหาศาล "Words have power" มันสร้างได้ แต่ทำลายก็ได้เหมือนกัน เราต้องระมัดระวังคำพูดของเราเสมอ โดยเฉพาะกับคนที่เรารัก ประการที่สองคือ การขอโทษไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายต้องยกโทษเราทันที
"Forgiveness takes time" หรือการให้อภัยต้องใช้เวลา เราต้องเคารพเวลาของอีกฝ่าย ให้พื้นที่พวกเขาได้รักษาแผลใจ
ประการที่สามคือ ความรักที่แท้จริงมันคือ "Love is patient" หรือความรักคือความอดทน แม้เราจะทำผิดพลาด แต่ถ้าอีกฝ่ายรักเราจริง พวกเขาก็จะกลับมา แต่เราต้องรู้จักรอและให้เวลาด้วย ไม่ใช่กดดันหรือบังคับ
ประการสุดท้ายคือ บางทีคำแนะนำจากคนที่มีประสบการณ์มันมีค่ามาก "Seek wisdom from those who've been there" หรือขอคำแนะนำจากคนที่เคยผ่านมาแล้ว พี่จุ้ยรู้ดีว่าความรักมันทำงานยังไงเพราะเขาเคยผ่านมันมาแล้ว
ถ้าเปรียบกับวรรณกรรมคลาสสิค มันก็เหมือนเรื่อง "Pride and Prejudice" ของเจน ออสเตน ตอนที่ Mr. Darcy และ Elizabeth ต่างคนต่างก็ทำผิดพลาด มีอคติต่อกัน แต่ด้วยเวลาและการให้อภัย ความรักที่แท้จริงก็กลับคืนมา
สิ่งที่เราอยากบอกพี่แต้มคือ ขอบคุณที่กลับมา ขอบคุณที่ให้โอกาสเรา และขอบคุณที่สอนเราว่าความรักที่แท้จริงมันต้องมีทั้งการให้อภัยและการเรียนรู้
สำหรับทุกคนที่อ่านถึงตรงนี้ หวังว่าจะได้อะไรบางอย่างไปนะ ถ้าวันไหนทำผิดพลาดกับคนที่รัก อย่าลืมว่าการขอโทษมันสำคัญ แต่การรู้จักรอและให้พื้นที่มันสำคัญไม่แพ้กัน และที่สำคัญที่สุด อย่าลืมว่าคำพูดมันมีน้ำหนัก ใช้มันอย่างระมัดระวัง เพราะแผลจากคำพูดมันอาจจะใช้เวลานานกว่าแผลจากอะไรก็ตามในการรักษา
แต่ถ้าทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ความสัมพันธ์ของเรากับคนที่เรารักก็จะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม เหมือนโลหะที่ผ่านการหลอมถลุง "What doesn't kill you makes you stronger" หรือสิ่งที่ไม่ได้ฆ่าเรา ก็จะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น

ความคิดเห็น