เรื่องของหัวใจที่ว่างเปล่า ที่คนโสดทุกคนคงเคยรู้สึก
เรื่องของหัวใจที่ว่างเปล่า ที่คนโสดทุกคนคงเคยรู้สึก
เมื่อวานกูเจอโพสต์อันนึงในเธรด คนโพสต์เล่าว่าทุกครั้งที่เห็นเพื่อนมีแฟน มันจะรู้สึกอยากมีบ้าง แอบอิจฉา รู้สึกเหมือนข้างในตัวเองมันขาดอะไรไปชิ้นนึง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วอยู่คนเดียวก็ได้ดีนะ แต่ใจมันก็ยังโหว่งๆ เล่าต่อว่าเขารักตัวเองอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองสามารถเติมเต็มตัวเองจากข้างในได้จริงๆ ยังคงโหยหาความรักแบบนั้นอยู่ดี แล้วก็ถามว่า มันคือความรู้สึกอะไรกันแน่
พอเห็นโพสต์นี้ กูนึกถึงหลายคนเลย เพราะนี่มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนจำนวนมากมหาศาล มันเหมือนตอนที่ฮารูกิ มูราคามิ เขียนไว้ในนวนิยายเรื่อง Norwegian Wood ว่า "ความเหงานี้มันไม่ใช่แค่การขาดคนอื่น แต่มันเป็นการขาดอะไรบางอย่างภายในตัวเราเอง" ซึ่งมันตรงกับที่คนโพสต์บอกเป๊ะๆ เลย
ความรู้สึกแบบนี้ในทางจิตวิทยามันมีชื่อเรียกว่า "emotional loneliness" หรือความเหงาทางอารมณ์ ซึ่งมันต่างจาก "social loneliness" คือความเหงาเพราะขาดการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ความเหงาทางอารมณ์นี้มันเกิดจากการขาดความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง ใกล้ชิด และเป็นส่วนตัวกับใครสักคน แม้ว่าเราจะมีเพื่อนเยอะ มีคนคุยด้วยเยอะ แต่ถ้าเราไม่มีคนที่เข้าใจเราลึกๆ หรือคนที่เราสามารถเปิดใจให้ได้แบบไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตัดสิน มันก็จะรู้สึกโหว่งอยู่ดี
นักจิตวิทยาชื่อ John Bowlby ที่ศึกษาเรื่อง Attachment Theory หรือทฤษฎีความผูกพัน เคยอธิบายไว้ว่า มนุษย์เรานี้มันถูกออกแบบมาให้ต้องการความผูกพันกับคนอื่นตั้งแต่เกิด มันไม่ใช่ว่าเราอ่อนแอหรืออะไร แต่มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์จริงๆ ที่จะต้องการ "secure base" หรือฐานที่มั่นคงทางอารมณ์ ซึ่งก็คือคนที่เราไว้ใจได้ คนที่เข้าใจเรา คนที่เราสามารถกลับไปหาเมื่อโลกมันโหดร้าย
แล้วทำไมเราถึงรู้สึกแบบนี้ทั้งๆ ที่บอกว่ารักตัวเอง? นี่มันไม่ใช่เรื่องแปลกนะ เพราะการรักตัวเอง หรือที่เรียกว่า self-love กับความต้องการความรักจากคนอื่น มันไม่ได้เป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม มันเป็นสองสิ่งที่แยกกันคนละเรื่อง นึกภาพว่าเราเป็นโคมไฟ การรักตัวเองก็เหมือนการเติมน้ำมันให้โคมไฟติดสว่างได้ แต่ความรักจากคนอื่นมันเหมือนแสงสะท้อนที่ทำให้ห้องสว่างขึ้นไปอีก เราสามารถสว่างได้เองโดยไม่ต้องพึ่งแสงสะท้อน แต่ถ้ามีแสงสะท้อนด้วย มันก็จะสว่างไสวไปอีกแบบนึง
ทีนี้ที่คนโพสต์บอกว่าเห็นเพื่อนมีแฟนแล้วอิจฉา มันก็เป็นเรื่องปกติอีกแหละ เพราะมันเรียกว่า "social comparison" หรือการเปรียบเทียบทางสังคม ซึ่งนักจิตวิทยาชื่อ Leon Festinger เคยศึกษาเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ปี 1954 เขาบอกว่ามนุษย์เรามีแนวโน้มที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นอยู่แล้ว เพื่อประเมินมูลค่าของตัวเอง ซึ่งในยุคโซเชียลมีเดียแบบตอนนี้ มันยิ่งทำให้เราเห็นชีวิตของคนอื่นตลอดเวลา เห็นคนอื่นมีความสุข มีแฟน ไปเที่ยวกัน มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าเราขาดอะไรไป
แต่สิ่งสำคัญที่เราต้องเข้าใจก็คือ สิ่งที่เราเห็นบนโซเชียลมันเป็นแค่ highlight reel ชีวิตของคนอื่น ไม่ได้เป็นความจริงทั้งหมด เหมือนในหนัง The Truman Show ที่ตัวเอกคิดว่าชีวิตของตัวเองมันธรรมดาไป ไม่รู้ว่าที่จริงทุกคนต่างก็มีชีวิตที่ซับซ้อนและมีปัญหาของตัวเองเหมือนกัน คนที่มีแฟนก็อาจจะมีปัญหาในความสัมพันธ์ คนที่ดูมีความสุขก็อาจจะกำลังเครียดกับเรื่องอื่น
ที่น่าสนใจคือ นักจิตวิทยาพบว่าคนที่รู้สึก emotional loneliness มักจะมีความสามารถในการทำความเข้าใจตัวเองสูง มันเหมือนกับว่าเราต้องเข้าใจตัวเองดีพอก่อน ถึงจะรู้ว่าเราขาดอะไร ซึ่งมันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีนะ เพราะมันแสดงว่าเราไม่ได้หนีความรู้สึกของตัวเอง เราไม่ได้ปิดบัง เรายอมรับว่าเรามีความต้องการแบบนี้
ในหนังสือ The Art of Loving ของ Erich Fromm เขาเขียนไว้ว่า "ความเหงาที่แท้จริงไม่ใช่การอยู่คนเดียว แต่เป็นการไม่สามารถสื่อสารในสิ่งที่สำคัญกับคนอื่นได้" ซึ่งมันตรงกับที่คนโพสต์รู้สึกเลย แม้ว่าจะมีคนรอบตัว มีเพื่อน แต่ก็ยังขาดคนที่จะสื่อสารในระดับลึกได้
แล้วเราจะทำยังไงดีกับความรู้สึกแบบนี้? ก่อนอื่นเลย เราต้องยอมรับมันก่อนว่ามันเป็นความรู้สึกที่ valid หรือสมเหตุสมผล ไม่ต้องไปด่าตัวเองว่าทำไมถึงอ่อนแอ ทำไมถึงต้องการคนอื่น อย่างที่บอกไป มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์จริงๆ ที่จะต้องการความผูกพัน การที่เรายอมรับความรู้สึกของตัวเอง มันจะทำให้เราไม่ต้องต่อสู้กับตัวเองจนเหนื่อย
สอง ลองทำความเข้าใจว่าเราต้องการอะไรจริงๆ บางทีมันอาจจะไม่ใช่แค่การมีแฟน แต่มันอาจจะเป็นความต้องการที่จะมีคนเข้าใจเรา มีคนรับฟังเรา มีคนให้ความสำคัญกับเรา ซึ่งความต้องการเหล่านี้เราสามารถหาได้จากหลายทาง ไม่จำเป็นต้องเป็นแฟนเท่านั้น อาจจะเป็นเพื่อนสนิท ครอบครัว หรือแม้กระทั่งชุมชนที่เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของมัน
สาม ลองพัฒนาความสัมพันธ์ที่มีอยู่ให้ลึกซึ้งขึ้น บางทีเราอาจจะมีเพื่อนอยู่แล้ว แต่เราไม่ได้เปิดใจกับเขาจริงๆ ลองเริ่มจากการแชร์ความรู้สึกที่แท้จริงของเรา ความกังวล ความฝัน สิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เรากลัว การสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งมันต้องเริ่มจากการเปิดเผยตัวเอง หรือที่เรียกว่า vulnerability ซึ่ง Brené Brown นักวิจัยด้านความอ่อนไหวทางอารมณ์ เธอบอกว่า vulnerability is the birthplace of connection ความเปราะบางคือจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยง
สี่ อย่ารีบร้อนหาคนมาเติมเต็มความว่างเปล่า เพราะถ้าเราหาคนมาเพียงเพื่อไม่อยากรู้สึกเหงา มันอาจจะทำให้เราเลือกคนผิดหรือเข้าไปในความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสม ให้เวลากับตัวเองในการทำความเข้าใจว่าเราต้องการคนแบบไหน ความสัมพันธ์แบบไหนที่จะทำให้เราเติบโต ไม่ใช่แค่ทำให้เราไม่เหงา
ห้า ลองมองว่าช่วงเวลาที่เราโสดนี้เป็นโอกาสในการพัฒนาตัวเอง มันเหมือนกับตอนที่โกคูไปฝึกกับผู้เฒ่าเต่า ต้องฝึกคนเดียวก่อน พัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่ง รู้จักตัวเองให้ดี ถึงจะพร้อมสำหรับการต่อสู้ครั้งใหญ่ ในที่นี้คือความสัมพันธ์ที่ดี เราต้องรู้จักตัวเองให้ดีก่อน รู้ว่าเราเป็นใคร เราชอบอะไร เราต้องการอะไร ถึงจะสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้
หก อย่าลืมว่า being comfortable with yourself นั่นคือการสบายใจกับตัวเอง มันเป็นทักษะที่สำคัญมาก คนที่สบายใจกับตัวเองได้ มันจะดึงดูดคนที่ดีๆ มาหาเอง เพราะพลังงานของเราจะเป็นบวก ไม่ใช่พลังงานแบบหิวกระหาย desperate ที่จะหาใครมาเติมเต็ม
สุดท้าย อยากบอกว่าความรู้สึกที่คนโพสต์มีนี้ มันไม่ใช่เรื่องผิด มันไม่ได้แปลว่าเราไม่รักตัวเองพอ หรือเราอ่อนแอ มันแค่แสดงว่าเราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มนุษย์ที่มีหัวใจ มีความต้องการที่จะเชื่อมโยงกับคนอื่น และนั่นมันสวยงามมาก
ในภาษาอังกฤษมีสำนวนว่า "You can't pour from an empty cup" แปลตรงตัวว่า เราไม่สามารถเทจากถ้วยที่ว่างเปล่าได้ ซึ่งหมายความว่าเราต้องเติมตัวเองให้เต็มก่อน ถึงจะแบ่งปันให้คนอื่นได้ แต่กูคิดว่ามันมีอีกด้านนึงของเรื่องนี้ที่น่าสนใจ นั่นคือ "sometimes we need someone to help us fill our cup" บางทีเราก็ต้องการคนที่จะช่วยเติมถ้วยของเราด้วย และนั่นก็โอเค
ช่วงเวลานี้ของเรา มันอาจจะเป็นช่วง "in-between" หรือช่วงระหว่างทาง ระหว่างการเป็นคนที่รักตัวเอง กับการพร้อมที่จะแชร์ชีวิตกับใครสักคน มันเป็นช่วงของการเรียนรู้ การเตรียมตัว การเติบโต ให้เราใช้เวลานี้กับการทำความเข้าใจตัวเอง ทำในสิ่งที่เรารัก พบปะผู้คน สร้างความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ และเปิดใจรับสิ่งดีๆ ที่กำลังจะมา
ความรักมันจะมาในเวลาที่มัน ถ้าเรามัวแต่วิ่งไล่ตามมัน มันอาจจะหนีเรา แต่ถ้าเราเดินไปในทางของเรา พัฒนาตัวเอง มีชีวิตที่เต็มเปี่ยม มันจะเดินมาหาเราเอง เหมือนที่พูดกันว่า "The right person will come when you're ready, not when you're lonely" คนที่ใช่จะมาเมื่อเราพร้อม ไม่ใช่เมื่อเราเหงา
สำหรับทุกคนที่กำลังรู้สึกแบบเดียวกับคนโพสต์ ให้รู้ไว้ว่าทุกคนไม่ได้โดดเดี่ยว ความรู้สึกนี้มันเกิดขึ้นกับคนนับล้าน และมันจะผ่านไป ทุกอย่างมันมีจังหวะของมันเอง ให้เราใช้เวลานี้ให้คุ้มค่า ไม่ใช่แค่รอคอย แต่ใช้เวลาในการเติบโต วันหนึ่งเมื่อเราหันไปมอง เราจะขอบคุณตัวเองที่ใช้เวลาช่วงนี้กับการเรียนรู้ตัวเอง และเมื่อความรักมาถึง เราจะพร้อมที่จะรับมันด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งและรู้จักตัวเองดีพอที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้จริง

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น