ดอกไม้กับเรื่องราวที่ทำให้เราต้องหยุดคิดซะหน่อย

ดอกไม้กับเรื่องราวที่ทำให้เราต้องหยุดคิดซะหน่อย

เมื่อเช้านี้เราไปเจอโพสต์อันนึงในเธรดที่ทำให้เราต้องจ้องหน้าจอนิ่งไปสักพัก มันบอกว่า "ทุกคนต่างบอกว่าดอกไม้จะสวยที่สุดตอนอยู่กับคนที่รักดอกไม้ แต่ที่จริงดอกไม้มันสวยของมันเองมานานแล้ว"

เอาจริงๆ นะ ประโยคนี้มันเหมือนได้กินแตะชวนคิดเต็มๆ ปากเลย มันเตือนเราว่าบางทีเราชอบไปกำหนดคุณค่าของคนอื่นด้วยมาตรฐานของเราเอง ว่าคนๆ นั้นจะดีจะเจ๋งได้ก็ต่อเมื่อมีเราอยู่ข้างๆ หรือมีคนมาชื่นชมเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว ทุกคนมีคุณค่าในตัวเองอยู่แล้วตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะมีใครมามองหรือไม่ก็ตาม

เรื่องนี้มันเหมือนแนวคิดเรื่อง intrinsic value (คุณค่าที่มีอยู่ในตัวเอง) ในปรัชญา ซึ่งตรงข้ามกับ extrinsic value (คุณค่าที่ได้จากภายนอก) ง่ายๆ ก็คือ เพชรมันมีค่าไม่ใช่เพราะใครมาบอกว่ามันมีค่า แต่มันมีค่าในตัวมันเองอยู่แล้ว ดอกไม้ก็เหมือนกัน มันสวยงามตั้งแต่เริ่มบานในป่าลึกที่ไม่มีใครเห็น ไม่ใช่รอให้ใครมาจัดแจกันแล้วค่อยสวย

นี่มันเหมือนเรื่องในนิทาน The Little Prince (เจ้าชายน้อย) ของ Antoine de Saint-Exupéry เลยนะ ที่จิ้งจอกบอกกับเจ้าชายว่า "It is only with the heart that one can see rightly; what is essential is invisible to the eye" หมายความว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดมันมองไม่เห็นด้วยตา แต่ต้องมองด้วยหใจ ดอกกุหลาบของเจ้าชายมีค่าไม่ใช่เพราะมันสวยกว่าดอกอื่น แต่เพราะเขาได้ใส่ใจดูแลมัน แต่ในมุมกลับกัน ดอกกุหลาบนั้นก็มีคุณค่าในตัวมันเองอยู่แล้ว ไม่ใช่ได้คุณค่ามาจากเจ้าชายเท่านั้น

ที่เราชอบคือมันทำให้เรานึกถึงคนรอบตัวเรา บางทีเราก็ไปคิดว่าเพื่อนคนนั้นจะดีได้ก็ต่อเมื่อมีเราคอยให้คำปรึกษา หรือแฟนเราจะน่ารักได้ก็ต่อเมื่ออยู่กับเรา หรือแม้แต่ตัวเราเองก็เหมือนกัน บางทีเรารู้สึกว่าเราจะมีค่าได้ก็ต่อเมื่อมีคนมารัก มีคนมาชม มีคนมายอมรับ แต่จริงๆ แล้วเราก็เหมือนดอกไม้ดอกนั้นแหละ เรามีคุณค่าในตัวเราอยู่แล้วตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะมีใครมองเห็นหรือไม่

ในหนังสือ "Man's Search for Meaning" ของ Viktor Frankl นักจิตวิทยาชื่อดังที่รอดชีวิตจากค่ายกักกันนาซี เขาเขียนไว้ว่า ความหมายของชีวิตไม่ได้มาจากสิ่งที่เราได้รับจากโลกภายนอก แต่มาจากสิ่งที่เราเป็นและสิ่งที่เราเลือกจะทำ คนที่ถูกทรมานในค่ายกักกันเหล่านั้นยังคงมีศักดิ์ศรีและคุณค่าในตัวเอง ทั้งๆ ที่โลกภายนอกพยายามจะปฏิเสธคุณค่านั้น

แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าการมีคนรักหรือชื่นชมเราไม่สำคัญนะ มันสำคัญอยู่ แค่ต้องเข้าใจว่า คนที่รักดอกไม้ไม่ได้ทำให้ดอกไม้สวยขึ้น แต่เขาแค่ช่วยให้เราเห็นความสวยงามที่มีอยู่แล้วนั่นเอง ภาษาอังกฤษมีสำนวนว่า "Beauty is in the eye of the beholder" (ความงามอยู่ที่ตาผู้มอง) แต่ความจริงมันควรเป็น "Beauty exists, and the beholder simply recognizes it" (ความงามมีอยู่แล้ว และผู้มองแค่รับรู้มัน) มั้ง

เรื่องนี้ยังเชื่อมโยงกับแนวคิด self-worth (การเห็นคุณค่าในตัวเอง) ในจิตวิทยาด้วย คนที่มี self-worth สูงจะไม่ต้องพึ่งพาการยอมรับจากภายนอกมากเกินไป เขารู้ว่าตัวเองมีค่ายังไง ไม่ว่าจะมีใครมาชมหรือด่าก็ตาม นี่ไม่ใช่ความหยิ่งยโส แต่เป็นการยอมรับตัวเองอย่างแท้จริง ในภาษาอังกฤษเรียกว่า self-acceptance ซึ่งต่างจาก self-esteem (ความภาคภูมิใจในตัวเอง) ตรงที่มันไม่ต้องพึ่งความสำเร็จหรือการยอมรับจากผู้อื่น

นึกถึงฉากในหนัง Kung Fu Panda ที่อาจารย์เต่าบอกกับโปว่า "Yesterday is history, tomorrow is a mystery, but today is a gift. That's why it's called the present" แล้วก็บอกอีกว่า "You are too concerned with what was and what will be. There is a saying: Yesterday is history, tomorrow is a mystery, but today is a gift." โปรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ จนกระทั่งเขาค้นพบว่า ความพิเศษของเขาไม่ได้มาจากภายนอก แต่มาจากการยอมรับตัวเองว่าเขาคือเขา ไม่ต้องเป็นใครอื่น

ที่สำคัญคือ เราต้องไม่ลืมว่าตัวเราเองก็เป็นดอกไม้สำหรับตัวเราเองด้วย เราไม่ต้องรอให้ใครมาบอกว่าเราดี เราน่ารัก เราเก่ง ถ้าเรารู้สึกว่าเรามีคุณค่า ถ้าเรารู้ว่าเราพยายามทำดีที่สุดในแต่ละวัน นั่นก็เพียงพอแล้ว การมีคนมาชื่นชมเป็นแค่โบนัส ไม่ใช่ตัวกำหนดคุณค่าของเรา

เรายังคิดต่อไปอีกว่า นี่มันก็เหมือนกับ growth mindset (กรอบความคิดแบบเติบโต) ที่ Carol Dweck นักจิตวิทยาพูดถึง คนที่มี growth mindset จะเชื่อว่าความสามารถและคุณค่าของเขาสามารถพัฒนาได้ด้วยความพยายาม แต่ไม่ได้หมายความว่าตอนนี้เขาไม่มีคุณค่า เหมือนดอกไม้ที่กำลังเติบโต มันสวยทุกขั้นตอนของการเติบโต ไม่ใช่รอจนบานเต็มที่แล้วค่อยสวย

บางทีเราก็ควรมอง validation (การยืนยันความมีคุณค่า) จากคนอื่นในฐานะกระจก ที่ช่วยให้เราเห็นสิ่งที่มีอยู่แล้วชัดเจนขึ้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่สร้างคุณค่าให้เรา เหมือนกระจกไม่ได้ทำให้เราหน้าตาดีขึ้น แต่แค่สะท้อนให้เราเห็นว่าเราเป็นยังไง

สรุปง่ายๆ ก็คือ ทุกคนเป็นดอกไม้ที่มีความสวยงามในตัวเองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีใครมาดูแลหรือชื่นชมหรือไม่ก็ตาม การมีคนที่รักดอกไม้เข้ามาในชีวิตเป็นเรื่องดี แต่อย่าลืมว่าเราสวยงามอยู่แล้วก่อนที่เขาจะมา และเราจะยังคงสวยงามต่อไปแม้เขาจะไป ความสำคัญอยู่ที่การเห็นคุณค่าในตัวเอง ไม่ใช่รอให้ใครมาบอก

อย่างที่เคยได้ยินในหนัง The Perks of Being a Wallflower ที่ว่า "We accept the love we think we deserve" เรายอมรับความรักที่เราคิดว่าเราสมควรได้รับ ถ้าเรารู้ว่าเรามีคุณค่า เราก็จะไม่ยอมรับอะไรที่น้อยกว่านั้น และที่สำคัญ เราจะไม่ต้องพึ่งพาใครเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองมีค่า

ขอให้ทุกคนจำไว้ว่า intrinsic value ของเราไม่ได้ลดลงแม้จะไม่มีใครเห็น ไม่มีใครชื่นชม เหมือนดอกไม้ที่บานอยู่ในป่าลึก มันก็ยังคงสวยงามสมบูรณ์แบบอยู่ดี ไม่ว่าจะมีใครเดินผ่านมาเห็นหรือไม่ก็ตาม

ความคิดเห็น