มาคุยกันเรื่องความรักที่ไม่มีวันจืดชืดสักที

มาคุยกันเรื่องความรักที่ไม่มีวันจืดชืดสักที

เมื่อวันก่อนเราเจอโพสต์อันนึงในเธรดที่ทำให้เรานั่งจิบกาแฟแล้วคิดไปนานเลย มีคนโพสต์ถามว่าอยากมีความรักแบบไหน แล้วตอบเองว่าอยากได้แบบคบกันไป 10 ปี 20 ปี หรือแม้กระทั่ง 30 ปี แต่ยังมองหน้ากันด้วยสายตาคลั่งรักเหมือนตอนแรกเจอกันเลย ซึ่งจริงๆแล้วมันฟังดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้สำหรับหลายคน แต่เดี๋ยวก่อน มันไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันนะ

ทุกคนคงเคยได้ยินคำว่า "honeymoon phase" ใช่มั้ย มันคือช่วงฮันนีมูนในความสัมพันธ์ที่ทุกอย่างดูสดใส ดูกันน่ารักเว่อร์ ทำอะไรก็ชอบหมด แม้แต่ตอนคู่รักกินข้าวเสียงดังก็ยังน่ารัก แต่พอผ่านไปสักพัก อาจจะปีสองปี สายตาที่เคยมีประกายเหมือนดวงดาวก็เริ่มจางลง กลายเป็นแค่มองกันด้วยสายตาที่คุ้นเคยจนเกินไป หรือที่เรียกว่า "taking each other for granted" นั่นแหละ

แต่รู้มั้ยว่าความรักที่ยั่งยืนแบบที่โพสต์นั้นบอกมันมีจริงนะ มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Stony Brook ในสหรัฐอเมริกาที่สแกนสมองของคู่รักที่อยู่กินกันมานานกว่า 20 ปีแล้ว พบว่าสมองของพวกเขายังมีการทำงานในส่วนที่เกี่ยวกับความรักและความผูกพันแบบเดียวกับคู่รักใหม่เลย แปลว่ายังคลั่งรักกันอยู่จริงๆ ไม่ใช่แค่อยู่ด้วยกันเพราะชิน

เคล็ดลับมันอยู่ที่อะไร เราว่ามันอยู่ที่การ "ไม่หยุดเลือกกัน" ทุกวันนี้เรามักจะคิดว่าความรักมันเป็นแค่ความรู้สึก แต่จริงๆแล้วความรักที่ยั่งยืนมันคือการตัดสินใจนะ เหมือนในหนังเรื่อง The Notebook ที่โนอาห์อ่านนิยายให้อัลลีฟังทุกวันแม้เธอจะจำอะไรไม่ได้ มันไม่ใช่แค่ความรู้สึก มันคือการเลือกที่จะรักทุกวัน

การรักษาสายตาคลั่งรักนั้นมันต้องมี "intentionality" หรือความตั้งใจจริงๆ ต้องตั้งใจทำสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองยังสำคัญ ไม่ใช่แค่อยู่ด้วยกันเพราะความเคยชิน จูบลาก่อนออกไปทำงาน ส่งข้อความถามว่าวันนี้เป็นยังไง แม้จะคุยกันมา 20 ปีแล้วก็ยังถามได้ ยังฟังได้ ยังให้ความสำคัญได้

แล้วก็อย่าลืมเรื่อง "novelty" หรือความใหม่นะ นักจิตวิทยาบอกว่าสมองเรามันชอบสิ่งใหม่ๆ ถ้าทำแต่กิจวัตรซ้ำๆทุกวัน ไปกินร้านเดิม ดูหนังแนวเดิม ทำอะไรเหมือนเดิมทุกอย่าง สมองมันจะชาไปเอง แต่ถ้าเราพยายามสร้างประสบการณ์ใหม่ๆร่วมกัน ไปเที่ยวที่ใหม่ ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ หรือแม้แต่แค่เปลี่ยนเส้นทางเดินเล่นก็ได้ มันจะช่วยให้ความสัมพันธ์ไม่จืดชืด

อีกเรื่องที่สำคัญมากคือ "maintaining individual growth" หรือการเติบโตของแต่ละคนนั่นเอง อย่าคิดว่าพอมีคู่แล้วต้องทำทุกอย่างร่วมกันจนเป็นคนเดียวกัน ไม่ไม่ แต่ละคนต้องมีพื้นที่ในการเติบโตของตัวเอง มีงานอดิเรก มีเป้าหมายของตัวเอง เพราะยิ่งเราเติบโต อีกฝ่ายก็จะยิ่งมีอะไรใหม่ๆให้ค้นพบในตัวเราเรื่อยๆ เหมือนในวรรณกรรมเรื่อง Pride and Prejudice ที่อลิซาเบธกับดาร์ซีต่างก็เปลี่ยนแปลงและเติบโตไปพร้อมกัน ไม่ใช่หยุดนิ่ง

แล้วก็เรื่องของ "appreciation" นะ อย่าคิดว่าอยู่กันนานแล้วไม่ต้องชมกันหรอก ไม่ต้องขอบคุณกันหรอก เปล่า ยิ่งอยู่นานยิ่งต้องบอก ยิ่งต้องแสดงออก การบอกขอบคุณที่ทำอาหาร การชมว่าวันนี้สวย หรือแม้แค่บอกว่าขอบใจที่อยู่เคียงข้าง มันดูเล็กน้อยแต่สะสมไปแล้วมันสร้างพลังมหาศาล

นักจิตวิทยาความสัมพันธ์อย่าง John Gottman ที่ศึกษาเรื่องความรักมากว่า 40 ปี เขาบอกว่าคู่รักที่ยั่งยืนมักจะมี "positive interaction ratio" หรืออัตราส่วนของปฏิสัมพันธ์เชิงบวกต่อเชิงลบอยู่ที่ 5 ต่อ 1 แปลว่าทุกครั้งที่มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นสักครั้ง ต้องมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นอย่างน้อย 5 ครั้ง นี่คือสูตรที่ทำให้สายตายังคงมีประกาย

อย่าลืมเรื่อง "conflict resolution" หรือการจัดการความขัดแย้งด้วย ไม่มีความสัมพันธ์ไหนที่ไม่มีปัญหา แต่คู่รักที่ดีมักจะรู้วิธีทะเลาะกันอย่างสร้างสรรค์ ไม่ทิ้งประเด็น ไม่หนีปัญหา แต่นั่งคุยกันจนจบ แม้จะต้องใช้เวลาก็ตาม คล้ายๆในการ์ตูน Adventure Time ที่มีตอนหนึ่งฟินน์กับเจคทะเลาะกัน แต่สุดท้ายก็มานั่งคุยกันจนเข้าใจกัน ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ไม่มีปัญหา แต่คือความสัมพันธ์ที่แก้ปัญหาได้

เราคิดว่าความรักที่โพสต์นั้นพูดถึงมันเป็นได้จริง แต่มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือโชคชะตา มันเป็นเรื่องของการทุ่มเท การใส่ใจ การเลือกที่จะรักกันทุกวันแม้จะผ่านไปกี่ปีก็ตาม มันคือ "labor of love" การงานที่เกิดจากความรัก ที่เราต้องลงแรงทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วจบ

สำหรับทุกคนที่กำลังมองหาความรักแบบนั้น หรือกำลังพยายามรักษาความรักที่มีอยู่ให้ยั่งยืน จงจำไว้ว่าสายตาคลั่งรักไม่ได้หายไปเพราะเวลา มันหายไปเพราะเราเลิกดูแล เลิกให้ความสำคัญ เลิกสร้างความประทับใจให้กัน แต่ถ้าเรายังเลือกที่จะทำต่อไป เชื่อเราเถอะ สายตานั้นจะยังคงมีประกายอยู่แม้จะผ่านไป 50 ปีก็ตาม

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความรักที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ มันเกิดจากการเลือก การทุ่มเท และการไม่ยอมแพ้กับกาลเวลา ใครๆก็สร้างมันได้ ถ้าพร้อมที่จะลงมือทำจริงๆ

ความคิดเห็น