นักสเก็ตญี่ปุ่นสอนให้รู้ว่า "แพ้รอบแรกไม่ได้แปลว่าแพ้ทั้งชีวิต"
นักสเก็ตญี่ปุ่นสอนให้รู้ว่า "แพ้รอบแรกไม่ได้แปลว่าแพ้ทั้งชีวิต"
สรุปให้ก่อน ใครยังไม่รู้เรื่อง
- ริคุ มิอุระ และ ริวอิจิ คิฮาระ คู่นักสเก็ตน้ำแข็ง (Pairs Figure Skating) ชาวญี่ปุ่น แชมป์โลกมาแล้ว 2 สมัย ไปโอลิมปิก 2026 ที่มิลาน อิตาลี
- คิฮาระทำพลาดตอนยกตัว (Lift) ในรอบ Short Program จนตกไปอันดับ 5 ห่างจากที่ 1 เกือบ 7 คะแนน
- คิฮาระร้องไห้หนักมากทั้งวัน ร้องตอนซ้อม ร้องก่อนแข่ง
- แต่พาร์ทเนอร์และโค้ชไม่ยอมปล่อย บอกว่ายังมีรอบ Free Skate อีก ยังไม่จบ
- คิฮาระงีบหลับ แล้วตื่นมาสเก็ตดีที่สุดในชีวิต คว้าทองโอลิมปิก
โอเคทุกคน เราจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟังแบบละเอียด เพราะถ้าอ่านแค่พาดหัวข่าวว่า "ญี่ปุ่นคว้าทองสเก็ตน้ำแข็ง" แล้วปัดผ่าน ทุกคนจะพลาดสิ่งที่มันเจ๋งที่สุดในเรื่องนี้ไปโดยสิ้นเชิง เพราะนี่ไม่ใช่แค่ข่าวกีฬา มันคือบทเรียนจิตวิทยา บทเรียนการทำงานเป็นทีม และบทเรียนชีวิตที่เราอยากให้ทุกคนเอาไปใช้ได้จริง
เริ่มจากทำความเข้าใจก่อนว่า Pairs Figure Skating หรือสเก็ตน้ำแข็งประเภทคู่มันคืออะไร เพราะหลายคนอาจจะนึกถึงแค่ภาพคนไถลบนน้ำแข็งสวยๆ แต่จริงๆ แล้วมันยากกว่านั้นมหาศาล ประเภทคู่นี้นักสเก็ตสองคนต้องแสดงพร้อมกัน ซิงค์กันทุกจังหวะ แล้วยังต้องทำท่าที่อันตรายอย่าง Lift ซึ่งคือผู้ชายต้องยกผู้หญิงขึ้นเหนือหัว บางท่ายกด้วยมือข้างเดียว หมุนอีก ทั้งหมดนี้บนพื้นผิวน้ำแข็งที่ลื่นสุดขีด ถ้าพลาดนี่ไม่ใช่แค่เสียคะแนน มันคือคนตกลงมากระแทกน้ำแข็งได้เลย
ริคุ มิอุระ และ ริวอิจิ คิฮาระ หรือที่แฟนๆ ญี่ปุ่นเรียกแบบน่ารักว่า "RikuRyu" นั้นเป็นคู่ที่อยู่ด้วยกันมาเจ็ดปี ฝึกซ้อมด้วยกัน แข่งด้วยกัน แชมป์โลกด้วยกันมาสองสมัย ฟังดูเหมือนทุกอย่างพร้อมสำหรับโอลิมปิกแล้ว แต่โอลิมปิกมันไม่สนว่าทุกคนเตรียมตัวมาดีแค่ไหน
คืนวันอาทิตย์ รอบ Short Program (รอบแรกของการแข่งขัน คิดซะว่าเป็นรอบคัดเลือกที่กำหนดคะแนนฐาน) คิฮาระทำท่า Lift พลาด ซึ่งนี่คือท่าที่ทั้งคู่ทำมาหลายพันครั้งในชีวิต ทำตอนซ้อมได้ ทำตอนแข่งรายการอื่นได้ แต่คืนนั้น ณ โอลิมปิก มันพัง
ผลคือทั้งคู่ตกไปอยู่อันดับ 5 ห่างจากทีมเยอรมนีที่นำอยู่เกือบ 7 คะแนน ซึ่งในวงการสเก็ตน้ำแข็ง 7 คะแนนนี่มันไม่ใช่น้อยๆ มันเหมือนแข่งฟุตบอลแล้วแพ้ 3-0 ตอนครึ่งแรก ยังไม่ถึงกับหมดหวัง แต่ทุกคนในสนามก็รู้ว่ามันยากมาก
ทีนี้มาถึงส่วนที่เราว่าสำคัญที่สุดในเรื่องนี้
คิฮาระพัง และเราไม่ได้หมายความว่าพังแบบเศร้าหน่อยๆ แต่หมายถึงพังแบบจริงจัง แกร้องไห้ตั้งแต่คืนหลังแข่งจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น ร้องไห้ระหว่างซ้อม ร้องไห้ขณะที่เวลาก่อนแข่งรอบ Free Skate กำลังนับถอยหลัง มิอุระบอกว่าแกต้องกลายเป็นฝ่ายซัพพอร์ตคิฮาระแทน ทั้งๆ ที่ทั้งคู่กำลังจะต้องสู้ในสนามพร้อมกัน
เราอยากให้ทุกคนนั่งคิดกับภาพนี้สักครู่ นักกีฬาระดับแชมป์โลก เตรียมตัวมาทั้งชีวิตเพื่อโอลิมปิก แล้วนั่งร้องไห้หนักจนพาร์ทเนอร์ต้องมาปลอบ ก่อนการแข่งขันที่สำคัญที่สุดในชีวิต
สังคมเรามักสร้างภาพว่านักกีฬาชั้นยอดต้องแกร่งตลอดเวลา ต้อง "ไม่แตก" ต้องมีสายตาเหมือนนักรบที่ไม่สะทกสะท้าน แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ มีงานวิจัยจาก Australian Institute of Sport ที่ติดตามนักกีฬาโอลิมปิกหลายร้อยคน พบว่านักกีฬาที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในระยะยาวไม่ใช่คนที่ไม่รู้สึกอะไร แต่คือคนที่รู้สึกได้อย่างเต็มที่แล้วยังเลือกลุกขึ้นสู้ต่อได้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า "Emotional Processing" ไม่ใช่ "Emotional Suppression" (การประมวลผลอารมณ์ ไม่ใช่การกดมันทิ้ง)
คิฮาระไม่ได้พยายามเก็บความรู้สึกไว้ แกร้องไห้ออกมาเต็มๆ และนั่นอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แกพร้อมสู้ใหม่ได้
แต่คนที่เราว่าเป็นฮีโร่ตัวจริงของเรื่องนี้ไม่ใช่คิฮาระ
มันคือมิอุระ
ลองนึกภาพดูทุกคน เธอก็ต้องการชนะเหมือนกัน เธอก็ผิดหวังเหมือนกัน แต่ตอนที่พาร์ทเนอร์ของเธอพังทลาย เธอไม่ได้นั่งพังพร้อมกัน เธอกลับกลายเป็นกำแพงให้แก เธอบอกคิฮาระซ้ำๆ ตลอดวันว่า "ยังไม่จบ ยังมีรอบสอง ถ้าเราสเก็ตได้สมบูรณ์แบบ เรายังมีโอกาส"
และที่ทำให้เรายิ่งชื่นชมคือเธอพูดสิ่งนี้ด้วยความเชื่อจริงๆ ไม่ใช่แค่พูดให้คิฮาระรู้สึกดีขึ้น เธอบอกว่า "ฉันไม่เคยหมดหวังเลย" เพราะเธอคำนวณในหัวแล้วว่าถ้าทำคะแนน Free Skate ได้เท่ากับที่ทำได้ในรายการทีม (150 คะแนน) มันยังมีลุ้น
นี่คือสิ่งที่นักจิตวิทยาองค์กรชื่อดังอย่าง Brené Brown อธิบายไว้ในหนังสือ Daring Greatly ว่าคือ "Vulnerability Loop" หรือ "วงจรแห่งความเปราะบาง" คือเมื่อคนหนึ่งในทีมยอมรับว่าตัวเองแตกหัก อีกคนไม่ได้แค่พยักหน้าเห็นด้วยหรือพยายามแก้ไขให้หาย แต่เลือกที่จะ "รับน้ำหนักนั้นแทน" ชั่วคราว เพื่อให้อีกคนกลับมาแข็งแกร่งได้ และมิอุระทำสิ่งนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ
แล้วก็มาถึงตำนานการงีบหลับที่เราว่ามันเจ๋งมาก
หลังจากร้องไห้มาทั้งวัน ก่อนแข่งรอบ Free Skate คิฮาระตัดสินใจนอนงีบ ซึ่งตรงนี้มันตลกดีตรงที่ไม่มีใครจำได้ตรงกันว่างีบนานแค่ไหน คิฮาระบอกว่าครึ่งชั่วโมง มิอุระบอกว่าเกือบชั่วโมง โค้ชมาร์กอตต์บอกว่าสองชั่วโมงเต็ม อันนี้ฟังดูเหมือนครอบครัวเถียงกันว่าปิดไฟหรือยังก่อนออกจากบ้าน แต่นั่นไม่ใช่จุดสำคัญ
จุดสำคัญคือ เมื่อคิฮาระตื่นขึ้นมา แกพร้อม
และนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มีงานวิจัยจาก NASA ที่ทำกับนักบินและนักบินอวกาศ (ซึ่งต้องการ High Performance ในสภาวะกดดันเหมือนนักกีฬา) พบว่าการงีบหลับ 26 นาทีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ถึง 34% และเพิ่มความตื่นตัวได้ถึง 100% เพราะสมองใช้ช่วงเวลานั้น Flush ออก (ล้าง) สาร Adenosine ซึ่งคือสารที่สะสมระหว่างที่เราเครียดและอ่อนล้า และเติม Norepinephrine (สารที่ช่วยให้โฟกัสและตัดสินใจได้ดี) กลับเข้ามา
พูดง่ายๆ คือสมองของคิฮาระทำการ Restart ตัวเองก่อนภารกิจสำคัญที่สุดในชีวิต แบบเดียวกับที่ทุกคนปิดคอมแล้วเปิดใหม่เวลามันค้าง วะ
แล้วก็มาถึงบทสนทนาก่อนลงสนามที่เราว่ามันสวยมาก
มิอุระบอกคิฮาระว่า "วันนี้ฉันจะสเก็ตเพื่อนาย"
คิฮาระตอบว่า "ไม่ เราจะสเก็ตเพื่อกัน"
ฟังดูเหมือนบทหนังรักแต่มันไม่ใช่ มันคือการยืนยันพันธะสัญญาร่วมกันก่อนลงสนาม ในวิชาจิตวิทยากีฬา (Sports Psychology) สิ่งนี้เรียกว่า "Shared Mental Model" คือเมื่อสองคนในทีมตกลงกันว่าพวกเขาต้องการอะไรและทำเพื่ออะไร โดยที่ความต้องการนั้นไม่ได้แยกกันอยู่แต่รวมเป็นหนึ่ง มันทำให้การตัดสินใจในสนามเร็วขึ้นและแม่นขึ้น เพราะทั้งคู่อยู่บน "หน้าเดียวกัน" ตลอดเวลา
นึกถึงในหนัง Interstellar ตอนที่ Cooper กับ TARS ทำงานด้วยกันโดยไม่ต้องพูดมาก เพราะพวกเขา Sync กันแล้ว RikuRyu ก็เป็นแบบนั้น หลังจากเจ็ดปีที่ฝึกซ้อมด้วยกัน บทสนทนาสั้นๆ ก่อนลงสนามนั้นไม่ได้แค่พูดเพื่อให้รู้สึกดี แต่มันเป็นการ Lock In เป้าหมายร่วมกันอย่างเป็นทางการ
แล้วพวกเขาก็ลงสนาม
และทำได้สมบูรณ์แบบที่สุดในชีวิต
Lift ที่พังเมื่อคืนก่อน ทำได้โดยไม่มีปัญหาแม้แต่น้อย Triple Toeloop กับ Double Axel ที่ต่อกัน (ท่ากระโดดหมุนหลายรอบที่ยากมาก) ทำได้ครบ Throw (การที่ผู้ชายขว้างผู้หญิงออกไปให้หมุนกลางอากาศแล้วลงบนน้ำแข็งด้วยขาข้างเดียว) สมบูรณ์ทั้งสองท่า
และเมื่อดนตรีจบลง ทั้งคู่คุกเข่าลงบนน้ำแข็ง กอดกัน และคิฮาระร้องไห้อีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความสิ้นหวัง
เราอยากวิเคราะห์เรื่องนี้ในมุมที่กว้างกว่าแค่กีฬาสักนิด
มีหนังสือชื่อ Man's Search for Meaning ของ Viktor Frankl จิตแพทย์ชาวยิวที่รอดชีวิตจากค่ายกักกันนาซี เขาเขียนว่า "When we are no longer able to change a situation, we are challenged to change ourselves" หรือแปลว่า เมื่อเราเปลี่ยนสถานการณ์ไม่ได้อีกแล้ว มันคือเวลาที่เราต้องเปลี่ยนตัวเอง
คิฮาระเปลี่ยนสถานการณ์ไม่ได้ แกลบเวลาไปแก้ท่า Lift ในรอบ Short Program ไม่ได้ แต่สิ่งที่แกทำได้คือเปลี่ยน Mindset (กรอบความคิด) ก่อนรอบสอง และนั่นคือความแตกต่างทั้งหมด
ยังมีแนวคิดที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า "Kintsugi" (คินสึงิ) ซึ่งเป็นศิลปะการซ่อมเซรามิคที่แตกด้วยทอง แทนที่จะซ่อนรอยแตก คนญี่ปุ่นจะเน้นมันด้วยทองให้มันงามกว่าเดิม ปรัชญาเบื้องหลังคือ รอยแตกเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของสิ่งนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ต้องซ่อน และถ้ามองเรื่องของคิฮาระผ่านเลนส์นี้ การที่แกร้องไห้ แล้วลุกขึ้น แล้วสเก็ตได้ดีที่สุดในชีวิต มันก็คือ Kintsugi เวอร์ชันมนุษย์นั่นเอง
โค้ชมาร์กอตต์บอกกับทั้งคู่ก่อนลงสนามว่า "เป้าหมายของวันนี้คือเป็นที่สุดในโลกในวันนี้"
ฟังดูง่ายแต่มันลึกมากทุกคน นี่คือสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า "Process Goal" ต่างจาก "Outcome Goal" อธิบายให้เข้าใจง่ายคือ Outcome Goal คือ "ฉันต้องชนะเหรียญทอง" ซึ่งมันทำให้กลัว เพราะผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับคนอื่นด้วย แต่ Process Goal คือ "ฉันจะทำให้ดีที่สุดในวันนี้" ซึ่งมันอยู่ในการควบคุมของตัวเองล้วนๆ
ทีมชาติอังกฤษเคยล้มเหลวมาหลายสิบปีในการยิงลูกโทษ (Penalty Shootout) เพราะนักเตะคิดถึง Outcome ตลอดเวลา กลัวพลาด กลัวเสียใจ กลัวแฟนบอลด่า จนในที่สุดสหพันธ์ฟุตบอลอังกฤษจ้างนักจิตวิทยามาฝึกให้โฟกัสที่ Process แทน และผลลัพธ์ที่ได้คือพวกเขาผ่านรอบ Penalty ได้ในยูโร 2020 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ มันคือเรื่องเดียวกันทุกประการ
สรุปให้ทุกคนเอาไปคิดต่อ
เรื่องของ RikuRyu มันไม่ได้สอนว่า "อย่าแพ้" เพราะทุกคนแพ้ มันไม่ได้สอนว่า "ต้องแกร่ง" เพราะคิฮาระร้องไห้ทั้งวัน มันสอนสิ่งที่ละเอียดกว่านั้นมากคือ ความล้มเหลวระหว่างทางไม่ใช่ความล้มเหลวของทั้งเรื่อง ตราบเท่าที่ยังมีรอบถัดไปอยู่
และคนที่อยู่ข้างๆ เรามีความสำคัญมากกว่าที่เราคิด มิอุระไม่ได้ชนะแทนคิฮาระ เธอแค่ไม่ยอมปล่อยให้แกหมดหวังก่อนที่เกมจะจบจริงๆ บางทีสิ่งที่คนรอบข้างเราต้องการไม่ใช่คำแนะนำหรือทางออก แต่คือคนที่บอกว่า "ยังไม่จบวะ ลุกขึ้น"
และสุดท้าย ถ้าวันไหนทุกคนรู้สึกพังทุกสิ่งทุกอย่าง จำไว้ว่าบางทีสิ่งที่ต้องทำก่อนสู้ใหม่ไม่ใช่การฝึกเพิ่ม ไม่ใช่การวิเคราะห์ว่าพังยังไง แต่คือปิดตาแล้วงีบก่อนสักงีบ แล้วลุกขึ้นมาสู้ใหม่ในสภาพที่พร้อมกว่าเดิม
คิฮาระทำแบบนั้น และตอนนี้แกมีเหรียญทองโอลิมปิกแขวนอยู่ที่คอ


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น