เมื่อรักกลายเป็นใบอนุญาต: จิตวิทยาการครอบครองในสองคดีที่ไทยไม่เคยหยุดพูดถึง

 เมื่อรักกลายเป็นใบอนุญาต: จิตวิทยาการครอบครองในสองคดีที่ไทยไม่เคยหยุดพูดถึง


เราได้ยินประโยคนี้ซ้ำๆ ในหนังและเพลงและชีวิตจริงจนชินหู "ฉันรักเธอมากจนทนไม่ได้ถ้าเธอไปอยู่กับคนอื่น"

สังคมส่วนใหญ่ได้ยินแล้วก็พยักหน้า บางคนถึงขนาดรู้สึกว่ามันโรแมนติก
แต่มีสองคดีในประวัติศาสตร์อาชญากรรมไทยที่ทำให้เราหยุดตั้งคำถามจริงจังว่า เส้นแบ่งระหว่าง "รักมากจนทนไม่ได้" กับ "คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของชีวิตคนอื่น" นั้นบางแค่ไหน และสังคมเราช่วยให้เส้นนั้นพร่าเลือนลงทีละนิดมาตลอดโดยไม่รู้ตัวได้อย่างไร

คดีแรก: เด็กอัจฉริยะที่สังคมสร้าง

ปี 2536 สื่อไทยพากันพาดหัวข่าวชื่นชมเด็กชายอายุ 15 ปีจากจังหวัดชลบุรีที่สอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้สำเร็จ ชื่อ เสริม สาครราษฎร์ เขากลายเป็น "เด็กอัจฉริยะ" ที่ถูกยกขึ้นมาเป็นตัวแทนของความสำเร็จทางการศึกษาในยุคนั้น ห้าปีต่อมาเขาสำเร็จการศึกษาเป็นวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต และไม่นานหลังจากนั้นก็สอบเข้าคณะ
แพทยศาสตร์ได้อีก ในยุคที่การสอบเอ็นทรานซ์คือบทพิสูจน์คุณค่าของคนๆ หนึ่ง เสริมคือตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่สังคมไทยจะชี้ให้ลูกหลานดู

ในช่วงที่เรียนแพทย์ เสริมคบหาดูใจกับ เจนจิรา พลอยองุ่นศรี นักศึกษาแพทย์ปี 5 อายุ 22 ปี บุตรสาวของ สมคิด และ สุดา พลอยองุ่นศรี เจ้าของร้านทองพรทวีชัย อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เจนจิราเป็นที่รู้จักในครอบครัวและคนรอบข้างว่าเป็นเด็กเรียบร้อย ตรงต่อเวลา และไม่เคยมีเรื่องขัดแย้งกับใคร เธออาศัยอยู่กับยายที่ฝั่งธนบุรีระหว่างเรียน และหากมีธุระจะแจ้งครอบครัวทุกครั้ง

แต่ระยะหลัง ความสัมพันธ์ระหว่างเสริมกับเจนจิราเริ่มมีปัญหา สาเหตุหลักที่ปรากฏในบันทึกการสอบสวนคือความหึงหวงของเสริมที่มีต่อเจนจิราเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

วันที่ 26 มกราคม 2541 เจนจิรานัดพบเสริมที่ห้างเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ย่านราชประสงค์ กรุงเทพมหานคร ทั้งคู่รับประทานอาหารเย็นด้วยกันแล้วเกิดมีปากเสียงกัน จากนั้นเจนจิราก็หายตัวไปพร้อมกับรถยนต์โตโยต้า โคโรน่า สีเขียว ทะเบียน 8 ษ-8580 กรุงเทพมหานคร ที่เธอขับมา

วันที่ 30 มกราคม 2541 ครอบครัวพลอยองุ่นศรีรอจนหมดความอดทนแล้วจึงเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พญาไท สมคิดผู้เป็นพ่อให้การว่าบุตรสาวไม่เคยหายตัวไปโดยไม่บอกกล่าว และคนที่น่าสงสัยมากที่สุดคือเสริม เพราะเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับเธอ

เจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญเสริมมาสอบปากคำ ชายหนุ่มยอมรับเพียงว่าพบกันจริง มีปากเสียงกัน แล้วแยกกันกลับ ตำรวจไม่มีหลักฐานพอจะควบคุมตัว จึงต้องปล่อยไป แต่จัดชุดสืบสวนติดตามอย่างใกล้ชิด

ในช่วงนั้น เสริมทำสิ่งที่ตำรวจพบว่าน่าสังเกตอย่างยิ่ง เขาไม่ได้หลบหนีหรือเก็บตัวเงียบโดยสมบูรณ์ ตรงกันข้าม เขากลับแวะเวียนไปหาครอบครัวของเจนจิราที่จังหวัดนครปฐมซ้ำๆ ราวกับเพื่อสอบถามความคืบหน้าในฐานะ "แฟนที่เป็นห่วง" พฤติกรรมนี้ไม่ใช่ความผิดพลาด มันคือการแสดงที่วางแผนมาแล้ว

แต่ชุดสืบสวนได้เบาะแสจากสองทิศทางพร้อมกัน เพื่อนสนิทของเสริมรายหนึ่งให้ข้อมูลว่าในวันที่ 27 มกราคม คืนถัดจากวันที่เจนจิราหายตัวไป เสริมมาขอล้างรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู รุ่น 316 ทะเบียน ธ-1117 ชลบุรี ที่บ้านพักย่านถนนจรัญสนิทวงศ์ และใช้เวลาล้างนานนับชั่วโมง โดยเน้นทำความสะอาดบริเวณช่องเก็บของด้านหลังรถเป็นพิเศษ ในวันที่ 28 มกราคม เพื่อนบ้านที่จังหวัดชลบุรีรายงานว่าเสริมกลับบ้านและนำสิ่งของบางอย่างมาเผาไฟ

ด้านชุดสืบสวนที่ติดตามรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูของเสริมโดยตรง ก็พบร่องรอยการทำความสะอาดช่องเก็บของท้ายรถที่เพิ่งทำมาหมาดๆ เช่นกัน
เมื่อพยานหลักฐานสะสมมากพอ ตำรวจนำเสริมเข้าเครื่องจับเท็จ แต่เขายังปฏิเสธ กระทั่งจำนนต่อหลักฐานทั้งหมดจึงสารภาพ

เสริมให้การว่าหลังจากทะเลาะกันในรถที่ห้างเวิลด์เทรด เขาบีบคอเจนจิราจนขาดใจตายด้วยมือเปล่า จากนั้นขับรถไปเปิดห้องพักโรงแรมม่านรูด 99 ซอยรางน้ำ แล้วลงมือชำแหละศพในอ่างอาบน้ำ ทิ้งเนื้อบางส่วนลงโถชักโครก นำชิ้นเนื้อที่เหลือใส่ถุงดำไปทิ้งลงบ่อเกรอะ และนำกระดูกไปทิ้งที่สะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง

แต่ในการสอบสวนเพิ่มเติมโดย พล.ต.ต.สฤษฎ์ชัย เอนกเวียง อดีต ผกก.สส.น.1 ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมสืบสวน พบความผิดปกติ เมื่อตรวจสอบมิเตอร์น้ำของห้องพักที่เสริมอ้างว่าใช้ชำแหละศพ ปรากฏว่าไม่มีการใช้น้ำมากผิดปกติ การชำแหละศพและทิ้งลงโถชักโครกต้องใช้น้ำในปริมาณมาก ซึ่งไม่ตรงกับข้อมูลมิเตอร์ เมื่อกดดันเพิ่มเติม เสริมจึงยอมรับว่าชำแหละจริงที่ห้องพักเลขที่ 604 พีเอสเฮาส์คอนโดมิเนียม ไม่ใช่โรงแรม และทิ้งชิ้นเนื้อลงชักโครกเพียงไม่กี่ชิ้น ส่วนที่เหลือจัดการด้วยวิธีอื่นตามที่ให้การไว้

ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ทำลายอำพรางซ่อนเร้นศพ พกพาอาวุธโดยไม่ได้รับอนุญาต และลักทรัพย์ เสริมได้รับการปล่อยตัวในเดือนธันวาคม 2555 รวมระยะเวลาจำคุกประมาณ 14 ปี จากนั้นเปลี่ยนชื่อนามสกุลเป็น นายไชยา ตันทกานนท์ และพยายามยื่นสมัครเป็นวิสามัญสมาชิกเนติบัณฑิตยสภา แต่ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ไม่รับ โดยให้เหตุผลว่ามีประวัติคดีอุกฉกรรจ์ที่เป็นที่รับรู้กันในสังคม ถือว่ามีมัวหมอง

คดีที่สอง: หมอที่ใช้ทุกอย่างที่เรียนมาเพื่อสิ่งนี้
สามปีหลังจากคดีเสริม ในปี 2544 สังคมไทยต้องเผชิญกับคดีที่มีโครงสร้างคล้ายกันแต่ถูกประมวลผลด้วยสติปัญญาสูงกว่า
นพ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ เป็นแพทย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพ แต่งงานกับ พญ.ผัสพร ซึ่งเป็นแพทย์เช่นกัน ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองเริ่มสั่นคลอน และ นพ.วิสุทธิ์ตัดสินใจแก้ไขปัญหาด้วยวิธีที่เขาคิดว่าจะควบคุมผลลัพธ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2544 นพ.วิสุทธิ์ปลอมแปลงหนังสือขอลางานโดยอ้างชื่อ พญ.ผัสพร เพื่อสร้างเหตุผลให้คนรอบข้างเชื่อว่าเธอยังมีชีวิตอยู่แต่แค่ไม่ได้ปรากฏตัว โดยอ้างว่าไปประกอบศาสนกิจ ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ เขาว่าจ้างเจ้าหน้าที่รับพิมพ์งานในย่านนั้นให้พิมพ์จดหมายสองฉบับ ฉบับหนึ่งส่งถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลบุรฉัตรไชยากร อีกฉบับส่งถึงบุตรของ พญ.ผัสพร โดยลงชื่อว่า พญ.ผัสพร ทั้งที่เธอไม่ชอบพิมพ์ดีดหรือใช้คอมพิวเตอร์เลย

ความผิดพลาดในรายละเอียดนี้เองที่กลายเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญในภายหลัง
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2544 นพ.วิสุทธิ์ไปรับประทานอาหารที่ร้านโออิชิ ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ กรุงเทพมหานคร กับ พญ.ผัสพร เขาผสมยานอนหลับลงในอาหารและเครื่องดื่มที่เธอรับประทาน จากนั้นเมื่อ พญ.ผัสพร เริ่มง่วงนอนและมึนงงจากฤทธิ์ยา เขาประคองร่างเธอออกจากร้านอาหารท่ามกลางผู้คน กล้องวงจรปิดของห้างบันทึกภาพ นพ.วิสุทธิ์ประคองร่าง พญ.ผัสพร ออกมาอย่างแนบเนียน ในลักษณะที่คนทั่วไปจะเข้าใจว่าเธอเพียงแค่เหนื่อยหรือไม่สบาย ไม่มีใครรู้ว่าเธอถูกวางยา

หลังจากนั้นในช่วงบ่าย นพ.วิสุทธิ์เดินทางไปรับบุตรสาวที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกลับบ้านพักย่านลาดพร้าวตามปกติ ราวกับว่าวันนั้นไม่มีอะไรผิดปกติ ก่อนจะเดินทางไปซื้อถุงขยะขนาดใหญ่สามห่อ พร้อมก้อนดับกลิ่นและกระดาษชำระที่ห้างโรบินสัน สาขาสีลม

นพ.วิสุทธิ์นำ พญ.ผัสพร ไปกักขังที่ห้องพักเลขที่ 318 อาคารวิทยนิเวศน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นใช้ของแข็งมีคมประทุษร้ายร่างกายจนเธอเสียชีวิต และใช้มีดผ่าตัด ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่เขาถูกฝึกฝนมาเพื่อช่วยชีวิตคน แล่ชิ้นเนื้อและอวัยวะต่างๆ อย่างประณีต ลักษณะการตัดที่พบในภายหลังบ่งชี้ชัดว่าเป็นฝีมือของผู้ที่ผ่านการฝึกทักษะการผ่าตัดมาอย่างดี

เขาเปิดห้องพักเพิ่มเติมที่โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทรัลพลาซา และนำชิ้นเนื้อ เนื้อเยื่อ รวมถึงอวัยวะต่างๆ ไปลอบฝังและทิ้งในสถานที่หลายแห่ง
เมื่อข่าวการหายตัวของ พญ.ผัสพร ถูกเปิดเผยและตำรวจเริ่มสืบสวน ชุดเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นห้อง 318 อาคารวิทยนิเวศน์ พบคราบโลหิตที่ผ้าม่าน และพบชิ้นเนื้อในบ่อพักสิ่งปฏิกูลน้ำหนัก 330 กรัม เมื่อเข้าตรวจค้นโรงแรมโซฟิเทลเพิ่มเติม ก็พบชิ้นเนื้อมนุษย์ในบ่อพักสิ่งปฏิกูลอีกเช่นกัน

ผลการชันสูตรจากสถาบันนิติเวช ระบุว่าชิ้นเนื้อที่พบในอาคารวิทยนิเวศน์เป็นชิ้นเนื้อบริเวณลำตัว ประกอบด้วยเศษกะบังลม ผนังลำไส้ พังผืดไขมัน และยังพบชิ้นส่วนบริเวณต้นขาและแขนน้ำหนักรวมประมาณ 3,330 กรัม ทั้งหมดถูกแล่ด้วยของมีคมในลักษณะประณีต สอดคล้องกับการใช้มีดผ่าตัด และประเมินว่าเสียชีวิตมาประมาณ 3-4 สัปดาห์ ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่ พญ.ผัสพร หายตัวไป

วันที่ 7 ตุลาคม 2546 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ประหารชีวิต นพ.วิสุทธิ์ โดยให้เหตุผลส่วนหนึ่งว่า "จำเลยเป็นผู้มีความรู้ความสามารถสูงย่อมจะใช้สติยั้งคิดในการแก้ปัญหาโดยไม่ใช้วิธีดังกล่าว และเมื่อจำเลยถูกจับกุมก็ยังไม่สำนึกผิด ให้การปฏิเสธต่อสู้คดีตลอดมา จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องปรานี"
อย่างไรก็ตาม นพ.วิสุทธิ์ได้รับการลดโทษและอภัยโทษในเรือนจำหลายครั้งด้วยเหตุผลว่าปฏิบัติตัวดี กรมราชทัณฑ์ส่งเรื่องให้กระทรวงยุติธรรมพิจารณา และคณะกรรมการอนุมัติให้พักโทษ สุดท้าย นพ.วิสุทธิ์ถูกจำคุกรวมเพียง 10 ปี 9 เดือน ก่อนได้รับการปล่อยตัว

เมื่ออ่านสองคดีพร้อมกัน: Pattern ที่ไม่ควรมองข้าม
เมื่อวางสองคดีเคียงกัน สิ่งที่โดดออกมาไม่ใช่ความโหดร้ายของอาชญากรรม แต่คือความคล้ายกันของ logic ที่อยู่เบื้องหลัง
ทั้งเสริมและ นพ.วิสุทธิ์ไม่ได้ก่อเหตุในชั่วพริบตา ทั้งคู่มีช่วงเวลาระหว่างที่ "ตัดสินใจ" และ "ลงมือ" และในช่วงเวลานั้น ทั้งคู่ใช้ความสามารถทางสติปัญญาที่มีอยู่ทำงานอย่างเต็มที่ เสริมเลือกสถานที่ เลือกวิธีการกำจัดหลักฐาน วางแผนพฤติกรรมหลังเหตุการณ์ นพ.วิสุทธิ์ปลอมเอกสารล่วงหน้า เตรียมอุปกรณ์ เลือกเวลาและสถานที่อย่างรัดกุม และวางแผนกระจายหลักฐานหลายจุด

ความฉลาดไม่ได้ทำให้พวกเขาหยุดคิดก่อนลงมือ มันทำให้พวกเขาลงมือได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สิ่งที่ทั้งคู่มีร่วมกันชัดเจนคือแรงจูงใจที่ฝังรากอยู่ที่เดียวกัน นั่นคือความรู้สึกว่า "ฉันสูญเสียการควบคุมสิ่งที่เป็นของฉัน" ไม่ว่าจะเป็นแฟนสาวที่ "ปันใจให้ชายอื่น" หรือภรรยาที่ความสัมพันธ์กำลังสั่นคลอน ทั้งสองสถานการณ์ไม่ใช่ภัยคุกคามต่อชีวิตหรือร่างกายของผู้ก่อเหตุโดยตรง แต่ถูกประมวลผลในสมองของพวกเขาในระดับความรุนแรงเท่ากับว่าถูกคุกคาม

วิทยาศาสตร์สมองกับคำถามที่ไม่มีใครอยากถาม
นักประสาทวิทยาจาก University of California, San Diego ทำการศึกษาชุดหนึ่งในช่วงกลางทศวรรษ 2000 เพื่อทำความเข้าใจว่าสมองมนุษย์ประมวลผลความหึงหวงในความสัมพันธ์อย่างไร โดยใช้เครื่อง fMRI สแกนสมองอาสาสมัครขณะที่ถูกกระตุ้นด้วยสถานการณ์ต่างๆ
ขั้นตอนการทดลองคือให้อาสาสมัครนอนในเครื่อง fMRI แล้วรับฟังสถานการณ์สมมติที่ถูกออกแบบให้กระตุ้นอารมณ์ต่างกัน ทั้งสถานการณ์เป็นกลาง สถานการณ์เศร้า และสถานการณ์ที่คู่รักกำลังใกล้ชิดกับบุคคลที่สาม นักวิจัยบันทึกกิจกรรมในสมองแต่ละบริเวณและเปรียบเทียบผลระหว่างสถานการณ์
สิ่งที่ค้นพบทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนต้องหยุดคิด บริเวณที่ถูกกระตุ้นมากที่สุดในช่วงของความหึงหวงไม่ใช่ amygdala ซึ่งเกี่ยวข้องกับความกลัวและความเศร้าโดยตรง แต่คือ caudate nucleus ซึ่งเป็นส่วนเดียวกับที่ทำงานใน สองสถานการณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือเมื่อเราถูกปฏิเสธหรือรู้สึกว่าสิ่งที่เป็นของเราถูกแย่งไป และเมื่อเราต้องการแก้แค้นเพื่อยึดสิ่งนั้นคืน
ยิ่งไปกว่านั้น pattern การทำงานของ caudate nucleus ในช่วงความหึงหวงนั้นทับซ้อนอย่างมีนัยสำคัญกับ pattern ที่เกิดขึ้นใน reward circuit ของสมองผู้ที่มีอาการ craving ในการติดสาร ข้อสรุปที่นักวิทยาศาสตร์ดึงออกมาคือ ความหึงหวงในความสัมพันธ์ไม่ใช่อารมณ์เดี่ยวๆ มันคือการทำงานพร้อมกันของ threat detection ระบบ attachment ที่กำลังสูญเสีย และ reward system ที่ต้องการยึดคืน เมื่อสามส่วนนี้ทำงานพร้อมกัน มันสร้างแรงผลักดันภายในที่ทั้งรุนแรงและ "รู้สึกสมเหตุสมผล" จากมุมมองของผู้ที่กำลังประสบ แม้จะดูไร้เหตุผลอย่างสมบูรณ์จากภายนอก
ความหมายของสิ่งนี้ต่อสองคดีคือ สมองของเสริมและ นพ.วิสุทธิ์ในขณะที่ตัดสินใจลงมืออาจไม่ได้ประมวลผลสถานการณ์ด้วย logic ของ "ฉันกำลังทำสิ่งที่ผิด" แต่ด้วย logic ของ "ฉันกำลังยึดคืนสิ่งที่ถูกแย่งไปจากฉัน" ซึ่งในสมองมนุษย์นั้นเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ข้อแก้ตัว มันคือคำอธิบายที่ทำให้เราเข้าใจว่าการรอให้ถึงจุดนั้นแล้วค่อยจัดการนั้นสายเกินไปเสมอ

หลักธรรมที่น้อยคนรู้จัก: อัตตทัณฑะ
ในพุทธศาสนา มีธรรมะที่ปรากฏในสุตตนิบาต ชื่อว่า "อัตตทัณฑะ" (Attadanda Sutta) ซึ่งแปลตรงๆ ว่า "ผู้ที่ก่อภัยแก่ตนด้วยตนเอง" พระพุทธองค์ทรงอธิบายว่า ต้นกำเนิดของความรุนแรงในมนุษย์นั้นไม่ได้มาจากความชั่วที่ถูกปลูกฝังจากภายนอก แต่มาจากการที่มนุษย์ตอบสนองต่อความกลัวที่ตัวเองสร้างขึ้น ภัยเกิดจากการที่ใจ "ยึด" บางสิ่งไว้แน่นจนถึงจุดที่การสูญเสียสิ่งนั้นกลายเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
สิ่งที่น่าสนใจในพระสูตรนี้คือพระพุทธองค์ไม่ได้อธิบายจากมุมมองของเหยื่อ ทรงอธิบายจากมุมมองของผู้ก่อภัย และทรงชี้ให้เห็นว่าความรุนแรงที่ผู้ก่อเหตุทำกับผู้อื่นนั้น แท้จริงแล้วเกิดจากความเจ็บปวดที่เขาทำกับตัวเองผ่านการยึดติด ก่อนที่จะกลายเป็นความรุนแรงต่อผู้อื่น
บทธรรมนี้เชื่อมกับสิ่งที่วิทยาศาสตร์สมองค้นพบได้อย่างแม่นยำ ทั้ง caudate nucleus ที่ถูกกระตุ้นในสภาวะ attachment threat และอัตตทัณฑะในพุทธศาสนา ต่างชี้ไปที่ต้นกำเนิดเดียวกัน นั่นคือความเจ็บปวดของการสูญเสียการควบคุมในสิ่งที่ตัวเองยึดว่าเป็นของตน

ภาพยนตร์ที่เห็นภาพได้ชัดกว่าคำอธิบายใดๆ
ภาพยนตร์ฝรั่งเศสเรื่อง "À bout de souffle" หรือ Breathless กำกับโดย Jean-Luc Godard ออกฉายปี 1960 มีฉากหนึ่งที่เราคิดถึงทุกครั้งที่อ่านสองคดีนี้
ตัวละคร Michel (รับบทโดย Jean-Paul Belmondo) เป็นโจรเล็กๆ ที่หลงรัก Patricia (รับบทโดย Jean Seberg) นักศึกษาอเมริกันในปารีส ตลอดทั้งเรื่อง Michel ไม่เคยถามว่า Patricia ต้องการอะไร เขาถามแต่ว่าเธอรักเขาไหม และเมื่อเธอบอกว่าไม่แน่ใจ เขาไม่ได้รับรู้ว่าเธอมีความรู้สึกเป็นของตัวเอง แต่รับรู้ว่าเธอ "ยังไม่ยอม"
ฉากที่ Godard ใช้แสงธรรมชาติสีเทาของปารีสและกล้องมือถือที่สั่นเล็กน้อย เป็นภาพ Michel กับ Patricia นอนคุยกันในห้องพักเล็กๆ บทสนทนาวนเวียนอยู่กับคำถามเดิมซ้ำๆ ว่าเธอรักเขาไหม แต่สิ่งที่ Godard จับได้อย่างเชี่ยวชาญคือสีหน้าของ Patricia ขณะที่ตอบ เธอไม่ได้ปฏิเสธเขา แต่เธอก็ไม่ได้อยู่ใน "โลก" เดียวกับเขา เธอมีชีวิตเป็นของตัวเอง ซึ่ง Michel ไม่สามารถมองเห็นได้เลย
ฉากนั้นเชื่อมกับงานวิจัย fMRI อย่างตรงไปตรงมา สมองที่อยู่ในสภาวะ attachment threat ไม่ได้มองอีกฝ่ายเป็น "คนที่มีความรู้สึกและสิทธิ์เป็นของตัวเอง" มันมองอีกฝ่ายเป็นตัวแปรในสมการที่ตัวเองต้องการผลลัพธ์บางอย่าง และเมื่ออีกฝ่ายไม่ให้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ปัญหาจึงถูกนิยามว่าอยู่ที่ "อีกฝ่าย" ไม่ใช่ที่สมการที่ตั้งขึ้นมาผิดตั้งแต่แรก

ที่น่าตกใจกว่าอาชญากรรมคือสิ่งที่เกิดหลังจากนั้น
ส่วนหนึ่งของคดีที่เราคิดว่าถูกพูดถึงน้อยเกินไปคือสิ่งที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมภายหลัง
เสริม สาครราษฎร์ ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่พ้นโทษรวมประมาณ 14 ปี ซึ่งหมายความว่ามีการลดโทษเกิดขึ้น จากนั้นเขาเปลี่ยนชื่อและพยายามสมัครเข้าสู่วิชาชีพกฎหมาย สภาทนายความปฏิเสธ ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและสอดคล้องกับการปกป้องสาธารณะ แต่ไม่มีระบบใดที่ชัดเจนว่าเขาผ่านการประเมินอะไรมาบ้างก่อนได้รับการปล่อยตัว
นพ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ ถูกตัดสินประหารชีวิตโดยศาลชั้นต้น แต่ได้รับการลดโทษและอภัยโทษหลายครั้งด้วยเหตุผลว่าปฏิบัติตัวดีในเรือนจำ และถูกจำคุกรวมเพียง 10 ปี 9 เดือน สำหรับการวางแผน วางยา ฆ่า และชำแหละร่างกายภรรยาอย่างเป็นระบบ
คำว่า "ปฏิบัติตัวดีในเรือนจำ" เป็นเกณฑ์ที่ถูกใช้ในระบบราชทัณฑ์ไทยอย่างกว้างขวาง แต่สำหรับผู้ที่ก่ออาชญากรรมด้วยแรงจูงใจแบบนี้ เกณฑ์ดังกล่าวไม่ได้บอกเราว่าพวกเขา "เปลี่ยนไปแล้ว" มันบอกแค่ว่าพวกเขา "ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของเรือนจำได้ดี" ซึ่งเป็นทักษะที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

สรุปทางแก้ไขปัญหา
ปัญหาเหล่านี้ไม่มีทางแก้ที่ปลายเหตุ เพราะเมื่อถึงปลายเหตุมักสายเกินไปแล้วเสมอ สิ่งที่ทำได้คือสร้างระบบที่ตรวจจับและจัดการสัญญาณกลางทางอย่างจริงจัง
ในระดับบุคคลและความสัมพันธ์ ต้องเรียนรู้แยกแยะระหว่างความหึงหวงที่มาจากความกลัวสูญเสีย กับความหึงหวงที่มาจากความรู้สึกว่าถูกแย่งของ สองอย่างนี้ให้ความรู้สึกคล้ายกันแต่นำไปสู่พฤติกรรมที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง และต้องมีทักษะสังเกตสัญญาณเตือนในความสัมพันธ์ตัวเอง การตัดขาดจากคนรอบข้าง การต้องรายงานความเคลื่อนไหวทุกอย่าง และความรู้สึกว่าอีกฝ่ายมีสิทธิ์ในตัวเราแทนที่จะเลือกอยู่กับเรา คือสัญญาณที่ต้องรับรู้ก่อนที่มันจะ escalate
ในระดับสถาบัน สถาบันการศึกษาโดยเฉพาะสายวิชาชีพอย่างแพทย์และวิศวกร ต้องมีหลักสูตร emotional literacy และ relationship health ที่จริงจัง ไม่ใช่วิชาเลือก แต่เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรมวิชาชีพ ความสามารถในการจัดการอารมณ์ตัวเองต้องถูกมองว่าสำคัญไม่น้อยกว่าความรู้ทางวิชาการ
ในระดับกระบวนการยุติธรรม กรมราชทัณฑ์และกระทรวงยุติธรรมต้องพัฒนาเกณฑ์การพักโทษและอภัยโทษสำหรับคดี intimate partner violence ให้รวมการประเมิน psychological risk อย่างเป็นทางการโดยผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอิสระจากระบบราชทัณฑ์ ไม่ใช่ใช้แค่ "พฤติกรรมในเรือนจำ" เป็นเกณฑ์เดียว

ประเด็น Controversy ที่ควรคิดต่อ
มีข้อถกเถียงในสังคมที่แบ่งขั้วชัดเจนเกี่ยวกับคดีเหล่านี้ว่า ผู้พ้นโทษควรได้รับโอกาสใหม่อย่างเต็มที่หรือไม่
ฝ่ายหนึ่งบอกว่าการชดใช้โทษคือการปิดบัญชีทางกฎหมาย เมื่อพ้นโทษแล้วก็ควรได้สิทธิ์คืนทั้งหมด และการปฏิเสธซ้ำๆ คือการลงโทษสองครั้งในความผิดเดียวกัน ฝ่ายหนึ่งบอกว่าสังคมมีสิทธิ์ปกป้องตัวเองจากความเสี่ยงที่พิสูจน์แล้ว
ทั้งสองฝ่ายมีเหตุผลที่รับฟังได้ แต่สิ่งที่ควรจะเป็นไม่ใช่การเลือกระหว่างสองขั้วนี้ แต่คือการมีระบบที่ทำงานระหว่างกลางอย่างมีมาตรฐาน
โดยเฉพาะในคดีที่แรงจูงใจมาจาก obsessive attachment หรือ intimate partner violence การกลับเข้าสู่สังคมควรต้องผ่านกระบวนการประเมินทางจิตวิทยาที่เป็นระบบ โปร่งใส และมีมาตรฐานเดียวกันในทุกกรณี ไม่ใช่แล้วแต่ดุลพินิจของคณะกรรมการที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาคลินิกร่วมประเมินด้วย
และสิ่งที่ถูกมองข้ามมากที่สุดในทั้งสองคดีนี้คือ ครอบครัวของเจนจิราและครอบครัวของ พญ.ผัสพร ไม่มีกลไกใดในกระบวนการยุติธรรมไทยที่รับรองว่าพวกเขาจะได้รับการแจ้งเตือนก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะได้รับการปล่อยตัว ไม่มีการแจ้ง ไม่มีการให้โอกาสคัดค้าน และไม่มีระบบที่รับฟังว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรในกระบวนการตัดสินใจอภัยโทษ
ระบบที่ดีไม่ควรถามแค่ว่าผู้ก่อเหตุพร้อมกลับสู่สังคมแล้วหรือยัง แต่ต้องถามด้วยว่าสังคมโดยเฉพาะครอบครัวของเหยื่อได้รับการปกป้องอย่างเพียงพอในกระบวนการนั้นหรือเปล่า
สองคำถามนี้ไม่ใช่คำถามเดียวกัน และการที่ระบบยุติธรรมไทยยังคงถามแค่คำถามแรก นั่นคือสิ่งที่เราอาจต้องพูดถึงกันให้มากกว่านี้

ความคิดเห็น