เคยไหมที่รู้สึกว่าทุกคนมองดูเรา ทุกคนต้องจับตาดูเรา

 เคยไหมที่รู้สึกว่าทุกคนมองดูเรา ทุกคนต้องจับตาดูเรา ต้องเป็นเลิศเป็นเยี่ยมตลอดเวลา แล้วพอทำอะไรไม่ได้ดีก็รู้สึกเหมือนโลกแตก แบบนี้เรียกว่า Main Character Syndrome นะ แปลตรงตัวคือ "โรคคิดว่าตัวเองเป็นตัวเอก" เหมือนอยู่ในหนังแล้วทุกคนเป็นแค่ตัวประกอบในชีวิตเรา

มีพี่คนนึงบอกกับเราว่า "มึงน่ะ ไม่ได้มีดีอะไรเลยมากกว่าคนอื่น ไม่ได้แตกต่างจากใคร เหมือนผู้หญิงคนนึงที่มีความรักนั่นล่ะ มึงไม่ได้แตกต่างกับใคร ไม่ได้ผิดประหลาด ไม่ได้สูงไม่ได้สำคัญ ไม่ได้พิเศษ"
ตอนแรกฟังแล้วอาจจะช็อกนะ เพราะคำพูดแบบนี้มันตรงข้ามกับทุกอย่างที่ Social Media พยายามบอกเรา ทุกโพสต์ทุกคลิปบอกให้เราเป็นพิเศษ เป็นเลิศ เป็นเบอร์หนึ่ง แต่พอมานั่งคิดดูดีๆ คำพูดนี้มันกลับเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่เราได้รับในรอบปีเลยด้วยซ้าไป
ทำไมหรอ เพราะมันปลดปล่อยเราออกจากกรงที่เราสร้างขึ้นเอง
เมื่อความธรรมดากลายเป็นอิสรภาพ
ลองนึกภาพนะ ถ้าเราไม่ได้พิเศษ ไม่ได้ต่างจากใคร มันก็แปลว่าเราไม่ได้มีภาระต้องพิสูจน์อะไรให้ใครเห็น ไม่ต้องแข่งกับทุกคนตลอดเวลา ไม่ต้อง overthink ว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับเรา เพราะแบบจริงๆ แล้ว คนอื่นก็ยุ่งอยู่กับชีวิตตัวเองพอดิบพอดี ไม่ได้มาจับตาดูเราขนาดนั้นหรอก
นี่มันเหมือนตอนที่ Neo ในหนัง The Matrix รู้ว่าทุกอย่างรอบตัวเป็นแค่โปรแกรม เมื่อรู้แล้ว เขาก็สามารถหลุดพ้นจากกฎเกณฑ์เดิมๆ ได้ เราก็เหมือนกัน เมื่อรู้ว่าเราไม่ได้พิเศษอะไร ความคาดหวังที่เคยกดทับเราก็หายไป
ในปรัชญาตะวันออก โดยเฉพาะพุทธศาสนา มีคำว่า "อนัตตา" ซึ่งหมายถึงการไม่ยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ไม่ต้องไปเกาะติดว่าเราต้องเป็นแบบนี้แบบนั้น เมื่อปล่อยวางความเป็นตัวตนที่เรากำหนดเอาเองไป เราก็เป็นอิสระที่จะเป็นอะไรก็ได้
จากศูนย์สู่อนันต์
นี่คือจุดเจ๋งที่สุด ถ้าเราไม่ได้เป็นอะไรเลย เราก็สามารถเป็นอะไรก็ได้ที่อยากเป็น
คิดดูสิ ถ้าไม่มีป้ายติดว่า "คนนี้ต้องเป็นแบบนี้" เราก็ลองผิดลองถูกได้เต็มที่ อยากเรียนอะไรใหม่ๆ ก็เรียน อยากเปลี่ยนอาชีพก็เปลี่ยน อยากเริ่มต้นใหม่ก็เริ่ม ไม่ต้องกลัวว่าคนจะว่า "เอ มึงไม่ใช่แบบนี้นี่นา" เพราะเราไม่ได้เป็น "แบบไหน" มาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
ภาษาอังกฤษมีสำนวนว่า "Blank slate" หรือ "กระดานชนวนเปล่า" หมายถึงการเริ่มต้นใหม่โดยไม่มีอะไรกำหนดไว้ล่วงหน้า นี่แหละคือสิ่งที่เราได้เมื่อยอมรับว่าเราธรรมดา ไม่พิเศษ เหมือนคนอื่นๆ
ในหนังสือ "Man's Search for Meaning" ของ Viktor Frankl นักจิตวิทยาชาวออสเตรีย เขาเขียนไว้ว่าแม้ในค่ายกักกันนาซี ที่มนุษย์ถูกลดค่าลงเหลือแค่ตัวเลข คนที่รอดและมีชีวิตที่มีความหมายก็คือคนที่เลือกให้ความหมายกับชีวิตตัวเอง ไม่ใช่คนที่รอให้คนอื่นมาบอกว่าตัวเองพิเศษหรือสำคัญ
ความคาดหวัง: ศัตรูที่แฝงตัวมาเป็นเพื่อน
ตอนเด็กๆ เราอาจจะได้ยินคำว่า "ลูกต้องเป็นหมอนะ" "ลูกต้องเรียนเก่งนะ" "ลูกต้องประสบความสำเร็จ" คำพูดเหล่านี้ฟังดูดี แต่มันคือ Expectation คือความคาดหวัง ที่ค่อยๆ กลายเป็นกรงขังโดยที่เราไม่รู้ตัว
พอโตขึ้นเราก็เพิ่มความคาดหวังให้ตัวเองอีก "ต้องรวยให้ได้" "ต้องมีแฟนที่สมบูรณ์แบบ" "ต้องมีบ้านหลังใหญ่" "ต้องดูดี" "ต้องฉลาด" มันไม่มีวันจบ แล้วพอทำไม่ได้ตามที่คาดหวัง เราก็รู้สึกผิดหวัง รู้สึกล้มเหลว รู้สึกไม่มีค่า
แต่ถ้าตั้งต้นจากจุดที่ว่า "เราไม่ได้พิเศษอะไร ธรรมดาคนนึงในโลกที่มีคนเจ็ดพันล้านคน" แล้วล่ะก็ ทุกอย่างที่ทำได้มันก็เป็น Bonus หมด เป็นของแถม ไม่ใช่หน้าที่ที่ต้องทำ
ภาษาอังกฤษเรียกแนวคิดนี้ว่า "Lowering the bar" หรือลดมาตรฐาน แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่การลดมาตรฐาน มันคือการตั้งจุดเริ่มต้นที่สมจริง แล้วค่อยๆ สร้างขึ้นไป แทนที่จะเริ่มจากมาตรฐานสูงลิ่ว แล้วกดดันตัวเองจนหมดแรง
ในเมื่อเราไม่พิเศษ เราจะทำอะไรก็ได้
นี่คือความลับที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ การยอมรับว่าเราธรรมดาไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ประสบความสำเร็จ หรือไม่ทำอะไรให้ดี มันแปลว่าเราปลดปล่อยตัวเองจากกรอบความคิดที่ว่า "ต้องทำให้ดีเพราะเราพิเศษ" แล้วเปลี่ยนเป็น "ทำเพราะเราอยากทำ เพราะมันสนุก เพราะมันมีความหมายกับเรา"
เหมือนตอนที่ Naruto เริ่มต้นเป็นแค่เด็กตีโพกที่ทุกคนดูถูก ไม่มีพรสวรรค์อะไร แต่เขากลับกลายเป็น Hokage ได้ในที่สุด ไม่ใช่เพราะเขาพิเศษตั้งแต่แรก แต่เพราะเขาเลือกที่จะพยายาม เลือกที่จะเดินหน้า โดยไม่สนว่าคนอื่นจะคิดยังไง
ในโลกความเป็นจริง เราจะเห็นคนมากมายที่เริ่มต้นจากศูนย์ ไม่มีพื้นฐาน ไม่มีพรสวรรค์พิเศษ แต่กลายเป็นคนประสบความสำเร็จได้ เพราะพวกเขาไม่ได้ติดอยู่กับความคาดหวังว่าต้องเป็นแบบนี้แบบนั้น แต่เลือกที่จะลงมือทำในสิ่งที่อยากทำ
ปลดล็อกชีวิต เริ่มที่การยอมรับ
สรุปคือ การรู้ว่าเราไม่ได้พิเศษ ไม่ได้แตกต่าง ไม่ได้สูงส่งกว่าใคร มันไม่ใช่เรื่องที่น่าเศร้า แต่มันคือจุดเริ่มต้นของอิสรภาพที่แท้จริง เพราะเมื่อไม่มีความคาดหวังที่ต้อง "เป็น" แล้ว เราก็มีอิสระที่จะ "ทำ" อะไรก็ได้ที่อยากทำ
ไม่ต้องพิสูจน์ให้ใครเห็น ไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่ต้องกังวลว่าจะดูดีพอหรือเปล่า แค่เป็นตัวเอง ลองผิดลองถูก เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทำในสิ่งที่รัก ใช้ชีวิตแบบที่อยากใช้ นั่นก็พอแล้ว
เหมือนสำนวนภาษาอังกฤษที่ว่า "The best thing about rock bottom is that there's only one way to go: up"
ซึ่งหมายความว่า สิ่งที่ดีที่สุดของการอยู่จุดต่ำสุดคือมีทางเดียวที่จะไปได้คือขึ้นไปข้างบน เมื่อเรายอมรับว่าเราเริ่มจากศูนย์ ไม่มีอะไรพิเศษ ทุกก้าวที่เดินไปก็คือการเดินขึ้น ไม่ใช่การตกลงมา
ทุกคนมีชีวิตอยู่แค่ครั้งเดียว อย่าเสียเวลาไปกับการพยายามเป็นคนที่คนอื่นคาดหวัง เป็นตัวเองดีกว่า ธรรมดาก็ธรรมดา แต่ธรรมดาที่เป็นเราได้เต็มที่ มันก็เจ๋งพอแล้วแหละ

ความคิดเห็น