มันก็คือว่าเราลงมือฝึกวาดแล้วถึงเข้าใจว่า "มองเห็น" กับ "มองออก" มันคนละเรื่องเลยนะเนี่ย

มันก็คือว่าเราลงมือฝึกวาดแล้วถึงเข้าใจว่า "มองเห็น" กับ "มองออก" มันคนละเรื่องเลยนะเนี่ย













เรื่องมันเริ่มจากเราไปลงคอร์สใน Udemy ชื่อ Learn the fundamentals of light and color อะไรทำนองนั้น ซึ่งพอได้ลงมือทำแบบฝึกหัดที่อาจารย์สั่งมาสองอัน มันก็เหมือนถูกตบหน้าให้รู้ตัวว่าตาเราเนี่ยมองเห็นสิ่งต่างๆมาตลอด แต่จริงๆแล้วไม่เคยมองออกเลยสักที
แบบฝึกหัดอันแรกเค้าเรียกว่า 3 value study หรือแปลง่ายๆคือการฝึกวาดค่าน้ำหนักแสง-เงาแค่สามเฉดสี เอา hard brush อันเดียว ไม่ต้องเบลนด์ให้นุ่มนวล แล้วก็วาดตามภาพถ่ายหรือธัมป์เนลหนัง (thumbnail ภาพตัวอย่างขนาดเล็กของหนังนั่นแหละ) ให้มันออกมาเป็นภาพกึ่งแอบสแตรกต์ที่ยังอ่านได้ว่าอะไรเป็นอะไร ตอนแรกนึกว่ามันง่าย แต่พอลงมือทำจริงๆ มันงงเลยว่าอะไรควรจะเป็น dark value อะไรควรเป็น mid value กับอะไรควรเป็น light value บางทีก็สับสนจนอยากกรี๊ดว่าทำไมมันดูไม่เหมือนวะเว้ย
แบบฝึกหัดที่สองคือ value scale หรือการทำแถบค่าสีจากดำไปขาวหลายๆเฉด โดยมีต้นแบบให้ดู แต่ห้ามใช้ eyedropper tool (เครื่องมือดูดสีนั่นแหละ) ให้ผสมสีเองด้วยตาเปล่า ซึ่งมันก็คือการฝึกให้ตาเราเห็นความแตกต่างของความสว่าง-มืดได้ละเอียดขึ้น พอเริ่มทำก็รู้เลยว่าที่คิดว่าเทาตรงกลางเนี่ย มันดันเทาเข้มไป หรือดันสว่างเกินไป แล้วก็ต้องปรับปรับปรับจนตาเริ่มปวด
แต่นี่แหละทุกคน นี่คือจุดที่มันคลิก มันเหมือนตอนใน The Matrix ที่นีโอเริ่มเห็นโค้ดสีเขียวๆแทนที่จะเห็นแค่คนกับสิ่งของธรรมดา พอเราหยุดมองภาพแบบว่า "โอ้นี่ต้นไม้ นี่ท้องฟ้า นี่ใบหน้า" แล้วเริ่มมองว่า "นี่มันก้อนสีเข้ม นี่ก้อนสว่าง นี่เฉดกลาง" มันก็เริ่มวาดออกมาดีขึ้นเอง
ที่จริงแล้วศิลปินเก่าๆสมัยเรอเนซองส์ก็เน้นเรื่อง value หรือความสว่าง-มืดเป็นหลักมาตั้งแต่ต้น ลีโอนาร์โด ดา วินชี่ท่านเขียนไว้ใน treatise เรื่องจิตรกรรม (ก็คือหนังสือสอนศิลปะนั่นแหละ) ว่า chiaroscuro (คิอาโรสคูโร ภาษาอิตาลีแปลว่าแสง-เงา) คือหัวใจของการสร้างรูปทรง มันไม่ใช่เรื่องสีสันอลังการเสมอไป แต่เป็นเรื่องของการจัดการแสงให้ถูกต้องต่างหาก เราจะเห็นได้ในภาพวาดของคาราวัจโจที่ทำแสงเงาตัดกันสุดๆจนมันดราม่าราวกับฉากในหนังสืบสวนคดีอาชญากรรม
มีคำภาษาอังกฤษที่เจ๋งมากคำหนึ่งเรียกสิ่งนี้ว่า "to see like an artist" ซึ่งมันไม่ได้หมายความว่าดูดีๆนะ แต่หมายถึงการมองสิ่งต่างๆโดยไม่ให้สมองแปลความหมายให้ กล่าวคือเวลาเรามองใบหน้าคน สมองเราจะบอกทันทีว่า "ใบหน้า ตา จมูก ปาก" แต่พอวาดออกมา มันกลับไม่เหมือนเพราะเราวาดตาม concept ในหัว ไม่ได้วาดตามแสงเงาจริงๆที่เห็น ศิลปินที่วาดเก่งเนี่ยเค้าปิด filter นั้นได้ เค้ามองเห็นแค่รูปทรงนามธรรมกับค่าสี
หลังจากฝึกไปสักพัก เราเริ่มสังเกตว่าชีวิตประจำวันมันเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ไม่เคยสนใจ แสงเช้ากับแสงเย็นมันไม่เหมือนกัน เงาใต้คางคนมันไม่ได้ดำสนิท แต่เป็นเทาอมน้ำเงิน กาแฟที่จ้องมองมาตลอดมันมีไฮไลท์จ้าอยู่ข้างหนึ่ง แล้วอีกด้านมืดสนิท มันเหมือนโลกนี้เพิ่งเปิดโหมดความละเอียดสูงให้เราดูฟรีๆ
แน่นอนว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องวาดรูป หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับชีวิตเลย บางทีเราก็มองชีวิตผ่านๆแบบเห็นแต่สิ่งที่คิดว่ามันควรเป็น ไม่ได้มองสิ่งที่มันเป็นจริงๆ คนที่เราคิดว่ารู้จักดี อาจจะเรายังไม่เคยมองเค้าอย่างแท้จริง สถานการณ์ที่เราคิดว่ารู้ อาจจะเราแค่ใส่สีสันจากอคติของเราเอง ศัพท์ภาษาอังกฤษที่เหมาะกับเรื่องนี้คือ confirmation bias (ความลำเอียงในการยืนยันความเชื่อเดิม) ซึ่งเราจะมองเห็นแต่สิ่งที่เราอยากเห็น แทนที่จะเปิดใจมองทุกอย่างตามความเป็นจริง
ในหนังสือ Drawing on the Right Side of the Brain ของ เบตตี้ เอ็ดเวิร์ดส์ เค้าบอกว่าการวาดให้ได้ ต้องเรียนรู้ที่จะปิดโหมดสมองซีกซ้ายที่ชอบติดป้ายชื่อทุกอย่าง แล้วเปิดสมองซีกขวาให้ทำงาน มองแค่รูปทรง สัดส่วน ความสัมพันธ์ระหว่างช่องว่างกับเส้น อย่างที่อาจารย์เค้าสอนในคอร์สก็คล้ายๆกัน เค้าบอกว่าลืมไปซะว่ามันคืออะไร มองแค่ว่ามันมี value เท่าไหร่ แล้วก้อนนั้นอยู่ข้างๆก้อนนี้ยังไง
อีกเรื่องที่ได้เรียนรู้คือ negative space หรือพื้นที่ว่าง บางทีการวาดรูปไม่ได้อยู่ที่เราวาดอะไร แต่อยู่ที่เราไม่วาดอะไร ช่องว่างระหว่างแขนกับลำตัว รูปทรงของท้องฟ้าที่ถูกตัดโดยกิ่งไม้ สิ่งเหล่านี้บอกรูปร่างของภาพได้ชัดเท่ากับตัวภาพเอง มันเหมือนในชีวิต บางทีสิ่งที่เราไม่พูด ช่วงเวลาที่เราเงียบ มันก็บอกอะไรหลายอย่างพอๆกับตอนที่เราพูดออกมา
ตอนนี้เวลาเดินผ่านทางไหน เราจะแอบมองแสงเงามากขึ้น บางทีเห็นคนยืนรอรถเมล์ตอนเย็น แสงตะวันลับขอบฟ้าส่องมาด้านหลัง ทำให้เค้ากลายเป็นซิลลูเอตเกือบดำสนิท มีไฮไลท์บางๆโผล่ที่ขอบผม เราก็จะอมยิ้มคิดว่า นี่มันเป็น dark value สวยๆที่ตัดกับ light value ของท้องฟ้า ถ้าจะวาดมันต้องใช้แค่สองเฉดสี ก็ได้ภาพแล้ว
พอเรามองเห็นโลกในแง่ของ value มากขึ้น มันก็ปรับความเข้าใจเรื่องสีไปด้วย เพราะที่จริงสีสันสดใสมากแค่ไหนก็ตาม ถ้า value ผิด มันก็จะดูแบนราบไร้มิติ ในขณะที่ภาพขาวดำที่ value ถูกต้อง มันกลับดูมีชีวิตชีวา มีมิติ มีความลึก นี่คือเหตุผลที่ภาพถ่ายขาวดำสมัยก่อนแม้ไม่มีสี แต่มันยังดูสวยงามตระการตาได้ เพราะช่างภาพเค้าเข้าใจหลักการของแสงเงา
การฝึกแบบนี้มันสอนเราอีกอย่างคือความอดทน อย่าคาดหวังว่าครั้งแรกจะเพอร์เฟคได้ กว่าจะทำ value scale ได้เท่าต้นแบบ เราทำซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ บางทีก็ผิดพลาดแล้วต้องเริ่มใหม่ แต่ทุกครั้งที่ผิด มันก็ทำให้ตาเราแหลมคมขึ้นเรื่อยๆ เหมือนนักดาบที่ฝึกฟันไม้ไผ่หลายพันครั้งจนกระทั่งดาบคม แล้วสักวันหนึ่งเค้าก็ฟันไม้ไผ่ได้ในพริบตาเดียว
ถ้าจะเปรียบเทียบกับวรรณกรรม มันก็เหมือนในเรื่อง The Little Prince ที่เจ้าชายน้อยบอกว่า "สิ่งสำคัญมองไม่เห็นด้วยตา มองเห็นได้ด้วยใจเท่านั้น" แต่ในโลกของศิลปะ เราอาจจะพูดได้ว่า "สิ่งสำคัญมองเห็นได้ด้วยตา แต่ต้องฝึกให้ตามองเป็นเสียก่อน" การมองให้ออกว่าแสงมันตกยังไง เงามันเข้มแค่ไหน สีมันสว่างแค่ไหน มันไม่ใช่พรสวรรค์ มันคือทักษะที่ฝึกได้ทุกคน
สรุปก่อนจบก็คือ การเรียนรู้ทุกอย่างมันเริ่มจากการยอมรับว่าเรายังมองไม่เห็น ยังมองไม่ออก ยังไม่เข้าใจ แล้วค่อยๆฝึกฝนไปทีละก้าว สิ่งที่ดูเหมือนยากเย็นแสนเข็ญในตอนแรก อย่าง 3 value study หรือ value scale มันจะค่อยๆเรียบง่ายขึ้นเมื่อเราทำบ่อยๆ แล้วสักวันหนึ่งเราจะหันกลับมามองงานชิ้นแรกที่ทำแล้วอมยิ้ม เพราะตอนนี้เรามองออกแล้วว่าตอนนั้นมันผิดตรงไหน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าตอนนั้นเสียเวลา มันหมายความว่าเราก้าวหน้าไปแล้ว
เอาจริงๆนะทุกคน ถ้ามีโอกาสลองหยิบดินสอหรือเปิดโปรแกรมวาดรูปขึ้นมาแล้วลองทำ value study สักชิ้น มันจะเปลี่ยนมุมมองการมองโลกของเราไปเลย แล้วเราจะเข้าใจว่าทำไมศิลปินถึงจ้องมองอะไรนานๆ ไม่ใช่เพราะเค้าเพ้อ แต่เพราะเค้ากำลังอ่านแสงเงาที่คนทั่วไปมองข้าม และนั่นแหละคือความงามที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน

ความคิดเห็น