เมื่อความรักในโซเชียลกลายเป็นเครื่องวัดความสำคัญ แต่จริงๆ แล้วมันวัดอะไรกันแน่

เมื่อความรักในโซเชียลกลายเป็นเครื่องวัดความสำคัญ แต่จริงๆ แล้วมันวัดอะไรกันแน่
เรื่องมีอยู่ว่า เราไปเจอโพสต์ในเธรดอันนึงที่ทำให้หัวใจเราเสียวซ่าไปกับเขาเลย มีคนมาเล่าว่าตัวเองโพสต์รูปแฟนในโซเชียลมาตั้งแต่วันแรกที่คบกันจนครบรอบหนึ่งปี ไม่ว่าจะเป็นฟีดหรือสตอรี่ก็โชว์ความสุขกันสดๆ ร้อนๆ แต่กลับกลายเป็นว่าฝ่ายแฟนไม่เคยลงรูปเขาสักรูปเดียว เหมือนตัวเองเป็นนินจาล่องหนที่ไม่มีใครเห็น
พอถามไปว่าทำไมไม่ลงรูปเราบ้าง คำตอบที่ได้กลับมาคือ "เดี๋ยวก็เลิกกันจะลงทำไม" อันนี้เจ็บแล้วนะทุกคน แบบถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนถูกดาบเลเซอร์ของ Darth Vader แทงทะลุหัวใจเลย แต่ยังไม่หมดแค่นั้น ยังมีคำตอบเสริมอีกว่า "ไม่ได้ขอให้ลง" ซึ่งฟังแล้วก็เหมือนถูกยืนยันว่าเราไม่มีค่าพอที่จะได้ปรากฏตัวในโลกออนไลน์ของอีกฝ่าย
ตรงนี้เราต้องหยุดมาวิเคราะห์สักนิดว่า การลงรูปคู่ในโซเชียลมันคืออะไรกันแน่ในยุคสมัยนี้ ถ้าย้อนกลับไปสมัยก่อนที่ยังไม่มีเฟซบุ๊ก ไอจี หรือแอปพลิเคชันต่างๆ คนเราก็แสดงความรักกันด้วยการถือมือเดินในห้างหรือแนะนำแฟนให้เพื่อนฝูงรู้จัก แต่พอเข้ายุคดิจิทัล การลงรูปในโซเชียลก็กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของการ "ประกาศเจตนารมณ์" ว่าเรามีคนรักแล้ว และเราภูมิใจที่จะให้โลกรู้
นักจิตวิทยาเรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่า "Social Declaration" หรือการประกาศทางสังคม ซึ่งมันไม่ได้หมายความว่าต้องโชว์ความรักให้โลกรู้ทุกวันทุกเวลา แต่มันเป็นการบอกว่า "เฮ้ย คนนี้สำคัญกับเราพอที่เราอยากให้ทุกคนรู้" มันเหมือนกับการที่เราซื้อของชิ้นโปรดมาแล้วอยากโชว์เพื่อนว่าเราได้มาแล้ว แต่ถ้าเรามีของชิ้นนั้นแล้วกลับซ่อนไว้ไม่ให้ใครเห็น คนอื่นก็คงสงสัยว่าเราจะเก็บมันไว้ทำไม
แต่ที่น่าสนใจคือคำตอบที่ว่า "เดี๋ยวก็เลิกกันจะลงทำไม" มันสะท้อนให้เห็นถึง mindset หรือกรอบความคิดที่ค่อนข้างน่ากังวล เพราะมันบอกเป็นนัยว่าความสัมพันธ์นี้ไม่มีอนาคต มันเหมือนกับการที่เราเข้าไปในร้านอาหารแล้วคิดว่า "เดี๋ยวก็จะออกจากร้านแล้วจะสั่งอาหารทำไม" แบบนี้ก็ไม่ต้องเข้าร้านตั้งแต่แรกดีกว่ามั้ย ในวรรณกรรมคลาสสิกอย่าง "Romeo and Juliet" ของ Shakespeare แม้ทั้งคู่จะรู้ว่าความรักของพวกเขาอาจไม่มีวันสมหวัง แต่พวกเขาก็ยังภูมิใจที่จะประกาศความรักของกันและกันต่อหน้าพระเจ้าและผู้คน ไม่ได้ซ่อนเร้นหรือคิดว่าเดี๋ยวก็เลิกกันอยู่แล้ว
คำว่า Commitment Issues แปลตรงตัวคือ "ปัญหาเรื่องความมุ่งมั่นผูกพัน" เป็นศัพท์ทางจิตวิทยาที่ใช้บอกคนที่กลัวการผูกมัดในความสัมพันธ์ คนที่มีปัญหานี้มักจะหลีกเลี่ยงการแสดงออกว่าตัวเองอยู่ในความสัมพันธ์จริงจัง เพราะกลัวว่าถ้าทุ่มเทไปแล้วจะเจ็บตัวเมื่อเลิกกัน มันก็เหมือนกับการไม่กล้าลงทุนเพราะกลัวขาดทุน แต่ถ้าไม่ลงทุนเลยก็ไม่มีวันได้กำไร
ที่น่าชื่นชมคือท้ายที่สุดคนในโพสต์นั้นก็ตัดสินใจว่า "ไม่อยากลงก็ไม่ต้องลง ไม่อยากให้ใครรู้ว่ามีแฟนก็ไม่เป็นไร ส่วนตัวเราจะทำเหมือนเดิมวันแรกทำยังไงปัจจุบันก็ยังจะทำแบบนั้น เพราะว่ารักคำเดียว" แบบนี้คือการตัดสินใจที่เป็นผู้ใหญ่มากๆ เหมือนกับคำพูดของ Forrest Gump ที่ว่า "Life is like a box of chocolates, you never know what you're gonna get" เราไม่รู้หรอกว่าความรักจะจบลงยังไง แต่ถ้าเรารักจริงก็ควรจะรักอย่างเต็มที่ ไม่ใช่รักแบบกันไว้ครึ่งใจเผื่อเจ็บ
แต่มีอีกมุมหนึ่งที่เราอยากให้ทุกคนได้คิดตามด้วย บางคนอาจจะไม่ชอบโพสต์โซเชียลจริงๆ บางคนอาจจะเป็นพวก Private Person หรือคนที่ชอบความเป็นส่วนตัว ไม่อยากให้ชีวิตส่วนตัวเปิดเผยต่อสาธารณะ แบบนี้ก็ไม่ผิดนะ แต่ปัญหาคือถ้าเหตุผลคือ "เดี๋ยวก็เลิกกันจะลงทำไม" มันคนละเรื่องกับการเป็นคนชอบความเป็นส่วนตัว เพราะมันบอกชัดเจนว่าไม่มั่นใจในอนาคตของความสัมพันธ์
มีสำนวนภาษาอังกฤษที่เหมาะกับสถานการณ์นี้มากคือ "Actions speak louder than words" หรือ "การกระทำดังกว่าคำพูด" ถ้าคนรักเราบอกว่ารักแต่ไม่ยอมแสดงออกในสิ่งที่สำคัญ มันก็เหมือนกับร้านอาหารที่ปิดไฟหน้าร้านแล้วบอกว่ายังเปิดอยู่ ใครจะกล้าเข้าไปกินล่ะ
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่องของ Self-Worth หรือคุณค่าในตัวเอง การที่เราต้องมาถามตัวเองว่า "เราไม่มีค่าไม่สำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ" มันบอกว่าเราเริ่มสงสัยในคุณค่าของตัวเองแล้ว และนี่คือสัญญาณที่ไม่ดีในความสัมพันธ์ เพราะความรักที่ดีควรจะทำให้เรารู้สึกมีคุณค่า ไม่ใช่ทำให้เราต้องมาสงสัยว่าเรามีค่าพอหรือเปล่า มันเหมือนกับในเรื่อง "The Little Prince" ที่สุนัขจิ้งจอกบอกกับเจ้าชายน้อยว่า "You become responsible forever for what you've tamed" หรือ "เจ้าต้องรับผิดชอบตลอดไปกับสิ่งที่เจ้าทำให้เชื่อง" ถ้าเราทำให้ใครสักคนเปิดใจรักเรา เราก็มีหน้าที่ต้องดูแลหัวใจของเขา ไม่ใช่ทำให้เขารู้สึกไม่มีค่า
การที่คนในโพสต์ตัดสินใจว่าจะทำเหมือนเดิมต่อไปเพราะรักคำเดียว มันสะท้อนถึง Unconditional Love หรือรักแบบไม่มีเงื่อนไข ซึ่งเป็นรูปแบบของความรักที่สูงส่งที่สุดรูปแบบหนึ่ง แต่เราก็ต้องระวังด้วยว่าอย่าให้ความรักแบบไม่มีเงื่อนไขกลายเป็น Self-Sacrifice หรือการเสียสละตัวเองจนเกินไป จนลืมดูแลความรู้สึกและคุณค่าของตัวเอง
ในหนังสือ "The Art of Loving" ของ Erich Fromm นักจิตวิทยาชื่อดัง เขาเขียนไว้ว่า ความรักที่แท้จริงต้องมีทั้ง Care (ความใส่ใจ), Responsibility (ความรับผิดชอบ), Respect (ความเคารพ) และ Knowledge (ความรู้จัก) ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป มันก็ไม่ใช่ความรักที่สมบูรณ์ ดังนั้นถ้าอีกฝ่ายไม่ยอมให้ Respect หรือเคารพความรู้สึกของเรา มันก็น่าจะถึงเวลาคิดทบทวนแล้วว่าความสัมพันธ์นี้คุ้มค่ากับการทุ่มเทหรือเปล่า
สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเรื่องนี้คือ ความรักในโซเชียลมีเดียไม่ใช่ทุกอย่าง แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกในยุคสมัยนี้ ถ้าทั้งคู่ตกลงกันได้ว่าไม่อยากโพสต์โซเชียลทั้งคู่ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าฝ่ายหนึ่งโพสต์อีกฝ่ายไม่โพสต์ และเหตุผลคือเพราะคิดว่าเดี๋ยวก็เลิกกัน มันก็เหมือนกับว่าอีกฝ่ายไม่ได้จริงจังกับความสัมพันธ์นี้เท่าที่ควร
มีสำนวนไทยที่เราชอบมากคือ "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" ซึ่งหมายความว่าถ้ารักจริงต้องกล้าทำในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนที่เรารัก แม้มันจะดูขัดแย้งก็ตาม ในกรณีนี้ ถ้าเรารักตัวเองจริงๆ เราก็ต้องกล้าที่จะยืนหยัดในคุณค่าของตัวเอง ไม่ยอมให้ใครทำให้เรารู้สึกไม่มีค่า แม้คนนั้นจะเป็นคนที่เรารักก็ตาม
ท้ายที่สุดแล้ว ความสัมพันธ์ที่ดีควรจะเป็น Two-Way Street หรือถนนสองทาง ที่ทั้งสองฝ่ายให้และรับอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งให้เต็มที่ในขณะที่อีกฝ่ายเก็บตัวไว้เผื่อเลิก แบบนี้ไม่ใช่ความรัก แต่เป็นการเอาเปรียบความรู้สึกของคนอื่น
ดังนั้นทุกคนที่กำลังอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ลองหยุดคิดสักนิดว่า เราสมควรได้รับความรักที่ดีกว่านี้หรือเปล่า ถ้าคำตอบคือใช่ ก็ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้อง Speak Up หรือพูดออกมา และถ้าอีกฝ่ายยังไม่เปลี่ยนแปลง บางทีการ Walk Away หรือเดินจากไป อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการอยู่ในความสัมพันธ์ที่ทำให้เราต้องสงสัยในคุณค่าของตัวเอง

ความคิดเห็น