เมื่อเห็ดกลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่มาช่วยโลกได้จริงๆ

เมื่อเห็ดกลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่มาช่วยโลกได้จริงๆ
ทุกคนเคยคิดมั้ยว่า สิ่งที่เราเรียกว่า "ขยะ" นี่แหละอาจจะเป็นสมบัติที่เรามองข้ามมาตลอด วันนี้เราจะมาเล่าเรื่องที่ฟังดูบ้าๆ บอๆ แต่จริงๆ แล้วมันอัจฉริยะสุดขีด นั่นก็คือการใช้เห็ดมาขุดแร่หายาก
เรื่องมันเริ่มต้นที่ห้องแล็บในออสเตรีย มีนักวิทยาศาสตร์สองคนนั่งจ้องมองเห็ดเติบโต ซึ่งถ้าใครคิดว่านี่มันงานเบื่อ ก็ลองคิดใหม่นะ เพราะเห็ดพวกนี้กำลังทำภารกิจพิเศษอยู่ พวกเขาปลูกเห็ดบนดินเหนียวที่โรยธาตุหายากไว้ เพื่อดูว่าเจ้าเห็ดจะดูดธาตุพวกนี้ขึ้นมาได้มั้ย
ธาตุหายาก หรือ rare earth elements นี่ไม่ใช่ของหายากจริงๆ นะ ชื่อมันหลอกลวงมาก มันมีอยู่ทั่วไปบนโลก แต่ปัญหาคือมันกระจายตัวเป็นละอองฝอยอยู่ทุกที่ ทำให้ขุดมันยาก ประมาณว่าเหมือนหาเข็มในมหาสมุทร แต่เข็มมันมีเยอะ แค่กระจายไปหมด
เจ้าธาตุพวกนี้มี 17 ชนิด มีชื่อแปลกๆ อย่าง dysprosium, yttrium, scandium (อ่านว่า ดิสโพรเซียม, อิตเทรียม, สแกนเดียม) ไปจนถึง cerium (ซีเรียม) ซึ่งเอาไว้ทำแบตเตอรี่ แม่เหล็ก เครื่องใช้พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีอื่นๆ เลย เรียกได้ว่าถ้าไม่มีมัน โลกยุคใหม่เราคงจะอืดอาด
ตอนนี้จีนครองตลาดธาตุหายากประมาณ 70% ของการขุด และ 90% ของการแปรรูป ซึ่งทำให้ประเทศอื่นๆ เริ่มกังวล โดยเฉพาะอเมริกา ที่โดนัลด์ ทรัมป์ประกาศจะเอางบ 12,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.4 แสนล้านบาท) มาสร้าง "strategic reserve" หรือสำรองยุทธศาสตร์ของธาตุหายาก และยังพยายามเข้าถึงแหล่งธาตุหายากในยูเครนกับกรีนแลนด์อีกต่างหาก
แต่นี่ไง ขณะที่ผู้นำประเทศกำลังตีกันเพื่อแย่งที่ดิน นักวิทยาศาสตร์กลับบอกว่า "เฮ้ย ไม่ต้องทะเลาะกันหรอก ของมันมีอยู่แล้วในบ้านเรา แค่เราต้องรู้จักมอง"
Alexander Bismarck กับ Mitchell Jones จากมหาวิทยาลัยเวียนนา คิดค้นกระบวนการที่เรียกว่า "mycomining" (มาจากคำว่า myco = เห็ด กับ mining = ขุดแร่) พวกเขาใช้เส้นใยของเห็ดที่เรียกว่า mycelia (ไมซีเลีย) ซึ่งมันเหมือนรากพันธุ์แผ่ขยายไปทุกซอกทุกมุม แทรกเข้าไปในดิน แล้วดูดธาตุอาหารขึ้นมา
ตอนนี้ทุกคนอาจจะนึกภาพ Princess Mononoke ตอนที่ป่าเต็มไปด้วยเส้นใยสีขาวที่เชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าด้วยกัน ใช่เลย มันประมาณนั้นแหละ แต่แทนที่จะเป็นเทพธิดาป่า เราใช้มันมาขุดแร่
ไอเดียคือปลูกเห็ดบนพื้นที่ที่มีมลพิษจากโรงงาน ปล่อยให้มันเติบโตซักสองสามอาทิตย์ แล้วเก็บเกี่ยวด้วยเครื่องจักรกลการเกษตรธรรมดาที่มีอยู่แล้ว หลังจากนั้นเอาเห็ดมาแปรรูปเป็นก๊าซชีวภาพ เผาเป็นเชื้อเพลิง แล้วแยกธาตุหายากออกมาจากเถ้า ฉลาดมั้ย
แต่ Mitchell Jones ยอมรับว่ามันยังเป็นแค่แนวคิด "a little bit speculative" (เก็งกำไรนิดหน่อย หรือแปลตรงๆ ว่ายังเป็นแค่ทฤษฎี) เพราะความเข้มข้นของธาตุหายากในเห็ดยังน้อยกว่าในขยะอิเล็กทรอนิกส์พอสมควร ประมาณ cerium ในขยะคอมพิวเตอร์มี 5,500 parts per billion (ส่วนในพันล้าน) แต่ในเห็ดมีแค่ 350 parts per billion
แล้วมีแค่เห็ดมั้ย ไม่หรอก
Julie Klinger ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Wisconsin-Madison และผู้แต่งหนังสือ Rare Earth Frontiers บอกว่า "ถ้าเรามองขยะด้วยสายตาใหม่ เราจะเห็นภาพที่ต่างไปเลย ทั้งเรื่องความขาดแคลนและความอุดมสมบูรณ์" หรือพูดง่ายๆ คือ สมบัติมันอยู่ที่กองขยะนั่นแหละ
การศึกษาในปี 2025 พบว่าธาตุสำคัญที่อุตสาหกรรมอเมริกาต้องการ รวมถึงธาตุหายาก มีอยู่แล้วในกองขยะทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น:
เถ้าถ่านหิน (coal ash) ที่เหลือจากการเผาถ่านหิน เพราะตอนเผาถ่าน ธาตุหายากไม่ไหม้ไปไหน มันเลยเข้มข้นขึ้นในเถ้า การศึกษาปี 2023 ประเมินว่ามูลค่าธาตุหายากในกองเถ้าถ่านหินของอเมริกามีถึง 8.4 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3 แสนล้านบาท)
ตะกอนแดง (red mud หรือ bauxite residue) ที่เหลือจากการแปรรูปบอกไซต์เป็นอะลูมิเนียม อเมริกามีตะกอนนี้ประมาณ 30 ล้านตัน และความเข้มข้นของธาตุหายากในนี้สูงกว่าในเปลือกโลกประมาณ 10-20 เท่า
หางแร่ (tailings) จากเหมืองต่างๆ เช่นที่ Mountain Pass ในแคลิฟอร์เนีย
หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์เก่า (แต่อันนี้ลดลงเยอะแล้ว เพราะทุกคนเปลี่ยนไป LED กันหมด)
James Tour ศาสตราจารย์จาก Rice University ในเท็กซัส พัฒนากระบวนการที่เรียกว่า flash joule heating (แฟลชจูลฮีตติ้ง หรือการให้ความร้อนแบบกระชากด้วยกระแสไฟฟ้า) มันคือการส่งกระแสไฟฟ้าเข้าไปในวัสดุ ความต้านทานไฟฟ้าทำให้เกิดความร้อนสูงถึงหลายร้อยหรือหลายพันองศาเซลเซียส ธาตุเป้าหมายจะจับกับสารคลอรีน แล้วกลายเป็นไอระเหยที่เราสามารถจับมาได้
Michael Walshe ซีอีโอของบริษัท Metallium ที่ซื้อลิขสิทธิ์เทคโนโลยีนี้ไปใช้ในระดับอุตสาหกรรม บอกว่า "เราทำให้มันติดกับคลอรีน แล้วมันจะออกมาเป็นไอ เราก็จับมัน" เรียบง่ายจนน่าตกใจ
ข้อดีของวิธีนี้คือใช้พลังงานน้อยกว่าการขุดแร่แบบเดิมมาก เพราะการขุดแบบเดิมต้องขนแร่ข้ามทวีป แล้วค่อยแปรรูป อีกทั้งอุปกรณ์ยังเคลื่อนย้ายได้ง่าย "เราใส่มันลงในรถบรรทุกได้เลย" Tour บอก
แต่ปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้คือการแยกธาตุหายากแต่ละชนิดออกจากกัน เพราะมันคล้ายกันมากทางเคมี "นั่นคือส่วนที่ยากจริงๆ" Tour ยอมรับ
ElementUSA บริษัทที่ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย Texas at Austin กำลังพัฒนาวิธีดึงธาตุหายากจากตะกอนแดง โดยใช้กรดและการสกัดด้วยตัวทำละลาย (solvent extraction) พวกเขาจะดึง gallium (แกลเลียม) และ scandium ออกมา
scandium นี่สำคัญมากนะ เพราะถ้าเอามาผสมในโลหะผสมทำตัวเครื่องบิน จะทำให้เครื่องบินเบาลงได้ถึง 15% หรือมากกว่า ซึ่งหมายถึงใช้เชื้อเพลิงน้อยลง ประหยัดเงินมหาศาล และลดการปล่อยมลพิษจากการบินอีกด้วย บริษัทวางแผนเปิดโรงงานต้นแบบในปี 2028 และโรงงานเต็มรูปแบบปี 2029-2030
ทีนี้คำถามคือ ถ้ามันดีขนาดนี้ ทำไมไม่มีใครทำมาก่อน
คำตอบคือ "economics" (เศรษฐศาสตร์) นั่นแหละ จนถึงตอนนี้ ต้นทุนในการดึงธาตุหายากจากขยะยังสูงกว่าการขุดแบบเดิม ซึ่งไม่เหมือนทองคำหรือแพลตตินัมที่ราคาสูงลิ่ว ธาตุหายากนี่ราคาไม่ได้แพงขนาดนั้น
นี่คือสิ่งที่ Julie Klinger เตือน เธอบอกว่า "ปีศาจอยู่ในรายละเอียด" (the devil in the detail) ธาตุหายากแตกต่างจากทองคำหรือแพลตตินัมตรงราคา
เพราะงั้น ทุกโปรเจกต์จึงต้องคิดว่าจะเอาอะไรมาขายควบคู่ไปด้วย เช่น คาร์บอนจากเถ้าถ่านหินขายทำเครื่องกรองน้ำ เหล็กจากตะกอนแดง ก๊าซชีวภาพจากเห็ด ต้องใช้ "whole package" ถึงจะคุ้มทุน
แต่ถ้าเกิดว่าโปรเจกต์เหล่านี้ประสบความสำเร็จล่ะ มันจะเป็นการเปลี่ยนเกมส์ทั้งหมด เพราะ:
ประเทศต่างๆ จะได้ธาตุหายากจากภายในประเทศ ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้า ไม่ต้องไปตีกันเพื่อแย่งที่ดิน
กองขยะมหึมาที่เคยเป็นปัญหาใหญ่ จะกลายเป็นแหล่งทรัพยากร ทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมไปในตัว
นักอุตสาหกรรมกับนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะไม่ต้องเป็นศัตรูกันอีกต่อไป เพราะทุกคนได้ประโยชน์ทั้งคู่
Julie Klinger เรียกสถานการณ์นี้ว่า "symbiosis" (ซิมไบโอซิส หรือความสัมพันธ์ที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน) เหมือนการเปลี่ยนเห็ดจากศัตรูให้กลายเป็นพันธมิตร
เรื่องนี้สอนเราว่า บางทีคำตอบของปัญหาใหญ่ๆ ไม่ได้อยู่ที่การไปหาของใหม่ แต่อยู่ที่การมองสิ่งเก่าด้วยมุมมองใหม่ ขยะที่เราคิดว่าไร้ค่า อาจจะเป็นสมบัติที่เราหามาตลอด มันเหมือนนิทาน Aladdin ที่ตะเกียงวิเศษถูกทิ้งอยู่ในถ้ำมาตลอด จนกว่าจะมีคนมองเห็นคุณค่า
และที่สำคัญ บางทีตัวช่วยที่ดีที่สุดก็ไม่ใช่เทคโนโลยีไฮเทคที่ซับซ้อน แต่เป็นสิ่งมีชีวิตธรรมดาๆ อย่างเห็ดก็ได้ แค่เราต้องรู้จักใช้มันให้ถูกวิธี
ดังนั้น ครั้งหน้าถ้าเห็นเห็ดขึ้นที่ไหน อย่าเพิ่งด่าว่ามันน่ารังเกียจ เพราะมันอาจจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่มาช่วยโลกเราก็ได้
สุดท้ายนี้ เราอยากให้ทุกคนจำไว้ว่า innovation (นวัตกรรม) ที่ดีที่สุดมักจะมาจากการคิด outside the box (นอกกรอบ) และการมอง waste as resource (ขยะในฐานะทรัพยากร) ไม่ใช่ waste as waste (ขยะในฐานะขยะ) เท่านั้น

ความคิดเห็น