เรื่องเลขแปลก ๆ ของความรักที่ทำให้เราคิดได้

 เรื่องเลขแปลก ๆ ของความรักที่ทำให้เราคิดได้

วันนี้เราเจอโพสต์อันนึงในโซเชียลที่ทำให้นั่งถึงกะเงิ๊บกะเงี้ยวไปตามกัน เขาถามว่าเราเชื่อทฤษฎี 1-100 กับ 100-1 ในเรื่องความรักมั๊ย ฟังดูเหมือนสูตรคณิตศาสตร์ แต่จริง ๆ แล้วมันคือการอธิบายพลังงานและความพยายามในการจีบสาวจีบหนุ่มที่คนโบราณสรุปมาให้แบบเข้าใจง่าย ๆ

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทฤษฎีนี้มันคืออะไร คนที่เป็นฝ่ายไล่ล่า เป็นฝ่ายจีบนั่นแหละ เขาเริ่มต้นที่ 100 คะแนนเต็ม พลังงานเต็ม ความกระตือรือร้นสุด ๆ ส่วนคนที่ถูกจีบเริ่มต้นที่ 1 คือยังไม่ค่อยมีความรู้สึกอะไร อาจจะแค่รู้จักหน้าตากันหรือเพิ่งเจอกันครั้งแรก เหมือนในหนังเรื่อง The Pursuit of Happyness ที่พระเอกต้องใช้ความพยายามอย่างมากมายเพื่อไล่ตามความฝัน แต่ในเคสนี้คือไล่ตามหัวใจใครสักคน

เวลาผ่านไป คนจีบก็ค่อย ๆ เหนื่อย ตัวเลขจาก 100 ค่อย ๆ ลดลงเป็น 99, 98, 97 ไปเรื่อย ๆ เพราะการไล่ตามใครสักคนมันใช้พลังงานมหาศาล ต้องคิดว่าจะชวนไปไหนดี จะคุยเรื่องอะไร จะส่งข้อความตอนไหนถึงจะไม่ดูเหมือนหมาจิ้งจอก แต่ในขณะเดียวกัน คนถูกจีบก็เริ่มเปิดใจมากขึ้น จาก 1 กลายเป็น 2, 3, 4 ค่อย ๆ รู้สึกว่าคนคนนี้ก็น่ารักดีนะ ใส่ใจดีนะ สิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า "reciprocity" หรือการตอบแทนความรู้สึก

แล้วพอมาถึงจุด 50-50 ล่ะ นี่แหละคำถามสำคัญ ในทฤษฎีนี้บอกว่าตรงนี้คือจุดที่สองคนมีความรู้สึกเท่ากัน เท่ากันพอดี ฟังดูโรแมนติกดี แต่ในความเป็นจริงมันซับซ้อนกว่านั้นเยอะ เพราะความรักไม่ใช่เกมที่เรานับคะแนนกันได้แม่นยำขนาดนั้น มันไม่ใช่การแข่งขันกีฬาที่มีสกอร์บอร์ดให้ดู

มาพูดถึงสิ่งที่หลายคนคาดหวังกันว่าหลังจุด 50-50 แล้วจะเกิดอะไรขึ้น บางคนคิดว่าสองคนจะเดินหน้าไปด้วยกันแบบมีความสุข คนจีบกลายเป็นคนถูกจีบ คนถูกจีบกลายเป็นคนไล่ตาม แล้วเลขก็จะกลับตัวกัน เหมือนหลักฟิสิกส์เรื่อง momentum conservation หรือการอนุรักษ์โมเมนตัม ที่พลังงานไม่หายไปไหน แค่เปลี่ยนรูป แต่ในชีวิตจริงมันไม่ง่ายอย่างนั้น

ที่จริงแล้วความรักไม่ใช่เกมที่มีคนชนะคนแพ้ มันไม่ใช่แค่ตัวเลข การที่เรามองความสัมพันธ์เป็นแค่การนับคะแนนว่าใครรักมากกว่าใครรักน้อยกว่า มันทำให้เราพลาดสิ่งสำคัญไป นั่นคือความรักที่แท้จริงต้องมาจากความเต็มใจของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เพราะรู้สึกผิดหรือรู้สึกว่าต้องตอบแทน คำว่า "genuine affection" หมายถึงความรักที่เกิดขึ้นจากใจจริง ไม่ใช่เพราะถูกกดดันหรือรู้สึกว่าต้องให้

เคยไหมที่เราเห็นคนรักกันแบบที่คนหนึ่งพยายามมาก ๆ แต่อีกคนเฉย ๆ แล้วสุดท้ายคนที่พยายามก็เหนื่อย หมดแรง เลขจาก 100 กลายเป็น 10, 5, 0 ในขณะที่อีกฝ่ายอาจจะค่อย ๆ เริ่มรู้สึกว่าชอบเขา จาก 1 กลายเป็น 30, 40 แต่พอหันมาหาตอนที่คนนั้นเหนื่อยหมดแรงแล้ว ก็สายเกินไป นี่คือสิ่งที่วรรณกรรมคลาสสิกอย่าง "Pride and Prejudice" ของเจน ออสเตน เล่าให้เราฟังผ่านตัวละครอย่างดาร์ซีกับอลิซาเบธ ว่าจังหวะเวลาในความรักมันสำคัญแค่ไหน

สิ่งที่น่าสนใจคือคนเราชอบคิดว่าความรักมันต้องสมดุล ต้องเท่ากัน แต่ความจริงแล้วในแต่ละวันแต่ละช่วงเวลา มันไม่เท่ากันหรอก บางวันเราอาจจะเป็นคนให้มากกว่า บางวันอีกฝ่ายอาจจะเป็นคนให้มากกว่า ที่สำคัญคือในภาพรวมแล้วทั้งสองคนรู้สึกว่ามีคุณค่าในความสัมพันธ์ รู้สึกว่าถูกรักและให้ความรักไปด้วย

ทฤษฎี 1-100 กับ 100-1 มันเป็นแค่การอธิบายแบบง่าย ๆ ของสิ่งที่ซับซ้อนมาก ๆ มันช่วยให้เราเข้าใจว่าการเริ่มต้นความสัมพันธ์นั้นคนสองคนมักจะไม่ได้มีความรู้สึกเท่ากันตั้งแต่แรก แต่อย่าไปเชื่อมันจนเกินไป จนลืมมองว่าความรักที่ดีที่สุดคือความรักที่ทั้งสองคนเลือกที่จะอยู่ด้วยกันเพราะมีความสุข ไม่ใช่เพราะรู้สึกว่าต้องทำตามกฎหรือตามสูตรสำเร็จ

ถ้าจะให้เราบอกว่าหลังจุด 50-50 แล้วจะเกิดอะไรขึ้น คำตอบคือมันขึ้นอยู่กับสองคนนั้นว่าจะเลือกทำอย่างไร บางคู่อาจจะเดินหน้าต่อไปด้วยกันแบบมีความสุข บางคู่อาจจะค้นพบว่าพอมาถึงจุดนี้แล้วกลับไม่ใช่ กลับรู้สึกว่าไม่เหมาะกัน และนั่นก็โอเค เพราะความรักไม่ใช่การบังคับ

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องซื่อสัตย์กับตัวเองและกับอีกฝ่าย อย่าแกล้งทำเป็นว่ารัก อย่าแกล้งทำเป็นว่าไม่สนใจ เพราะชีวิตสั้นเกินกว่าจะมาเล่นเกมกับความรู้สึกของคนอื่นและของตัวเอง อย่างที่พวกฮอลลีวูดชอบพูดว่า "Be real, be yourself" หรือเป็นตัวเองอย่างจริงใจ นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ยั่งยืนได้

ทฤษฎีนี้สอนเราได้อย่างหนึ่งคือการรู้จักหยุด รู้จักว่าเมื่อไหร่ควรพยายาม เมื่อไหร่ควรปล่อยวาง ถ้าเราพยายามไปแล้วคนอีกฝ่ายยังไม่เปิดใจเลย เลขของเขายังอยู่แค่ 5-10 ในขณะที่เราลดลงมาเหลือ 20-30 แล้ว อาจจะถึงเวลาต้องถามตัวเองว่ามันคุ้มไหม การรอคอยคนที่ไม่รู้สึกอะไรกับเรา มันไม่ใช่ความรัก มันคือการทรมานตัวเอง

สุดท้ายแล้วความรักที่ดีที่สุดคือความรักที่ทั้งสองฝ่ายพร้อมที่จะให้และรับ ไม่ใช่การนับว่าใครให้มากกว่าใครให้น้อยกว่า แต่เป็นการที่ทั้งสองคนรู้สึกว่ามีความสุขที่ได้ให้และได้รับจากกันและกัน นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า "mutual respect and love" หรือความรักและความเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งไม่มีสูตรตายตัว ไม่มีตัวเลขมากำหนด แต่มีแค่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากใจจริงของสองคนเท่านั้น

ความคิดเห็น