กูไปเจอโพสต์ใน Medium อันนึง อ่านแล้วสะดุ้ง

 กูไปเจอโพสต์ใน Medium อันนึง อ่านแล้วสะดุ้ง

เรื่องมันประมาณว่า คนอายุยี่สิบกลางๆ ไปกินข้าวกับเพื่อนร่วมงานวัยกลางคนที่รู้จักกันแค่ในอีเมล อยู่ดีๆ โดนถามตรงๆ ว่า “แต่งงานหรือยัง มีแฟนไหม อยู่ด้วยกันหรือเปล่า” คำถามชุดนี้มันไม่ใช่คำถาม มันคือ แบบสอบสวนประชากร ดีๆ นี่เอง
เราอ่านแล้วขำก่อน แล้วค่อยเจ็บนิดๆ เพราะเออ มันจริง ทุกคนน่าจะเคยอยู่ในสถานการณ์นี้ ไม่ว่าจากเพื่อนร่วมงาน ญาติผู้ใหญ่ หรือบางทีแม่ตัวเองที่ชอบเปิดโหมด “สมัยแม่อายุเท่านี้นะ…” เหมือนกดแฟลชแบ็กย้อนยุค VHS
ประเด็นคือ สังคมเรายังใช้ ไทม์ไลน์ชีวิตเวอร์ชันเก่า อยู่
เรียนจบ → ทำงาน → แต่งงาน → มีลูก → ตายอย่างสงบ
เหมือนดูโดราเอมอนตอนเดิมซ้ำทุกวัน ทั้งที่โลกตอนนี้มันเป็น Netflix แล้ว ทุกคนเลือกดูคนละเรื่องได้
ในโพสต์นั้น ผู้เขียนเล่าว่า แม่บอกว่าเพื่อนแม่สมัยเดียวกันแต่งงาน มีลูกกันหมด แต่เด็กรุ่นนี้กลับชิล เลื่อนทุกอย่างออกไป หรือไม่ทำเลย แล้วแม่ก็แซวว่า “อย่าโสดนาน เดี๋ยวไม่ดี” ซึ่งเราอ่านถึงตรงนี้แล้วขอหยุดนิดนึงในฐานะคนชอบเช็คข้อมูล
ความรู้ใหม่แบบสั้นมาก:
-การเป็นโสด ไม่ได้ทำให้ร่างกายพัง
-การไม่แต่งงาน ไม่ได้ทำให้ฮอร์โมนพัง
-การไม่มีลูก ไม่ได้ทำให้ชีวิตพัง
สุขภาพขึ้นกับพันธุกรรม การใช้ชีวิต ความเครียด การนอน การกิน ไม่ใช่สถานะสมรส ใครเอาเรื่องร่างกายมาใช้เป็นไม้เรียวตีคนโสด นั่นไม่ใช่วิทยาศาสตร์ นั่นคือความเชื่อปนความกลัว
แล้วสิ่งที่พีคที่สุดคือ ฉากวงเหล้า ที่ผู้ชายแต่งงานแล้วนั่งบ่นเมีย เหมือนดูซิตคอมยุคเก่าที่ผัวต้องแอบกลัวเมียตลอดเวลา
“กลับดึกไม่ได้ เมียไม่ให้”
“ชีวิตหลังแต่งงานนี่เหมือนติดคุก”
“คิดถึงตอนโสดวะ”
ฟังไปฟังมา เรารู้สึกเหมือนกำลังดู The Godfather ภาคชีวิตคู่ แต่แทนที่จะเป็นมาเฟีย ก็เป็นสามีที่ขออนุญาตออกจากบ้าน
และมีเคสหนึ่งที่โคตรคลาสสิก สามีแต่งงานแล้ว มาบ่นว่าไม่รักเมียแล้ว แล้วหันมาบอกผู้หญิงโสดว่า “ไม่ได้จีบนะ แต่เธอสนุกดี อยากเจออีก”
อันนี้ไม่ใช่โรแมนติก นี่คือ Emotional Cheating (การนอกใจทางอารมณ์) แบบไม่ต้องแตะตัวกันเลย เหมือนตัวร้ายในอนิเมะที่บอกว่า “ข้าไม่ได้ทำผิด แค่ใจข้าไปอยู่ที่อื่น”
คำถามใหญ่ของโพสต์คือ
หรือคนเราแต่งงานไปแล้วมันจะพังทุกคู่
หรือจริงๆ มันพังตั้งแต่แรก แต่แต่งเพราะกลัวไม่ทันขบวน
เราอ่านแล้วนึกถึงวรรณกรรมคลาสสิกอย่าง Madame Bovary เรื่องของคนที่แต่งงานเพราะภาพฝัน ไม่ใช่ความจริง แล้วพอฝันไม่ตรงปก ก็โทษชีวิตคู่ ทั้งที่จริงๆ โทษควรตกที่การตัดสินใจตอนต้น
พูดแบบไม่โลกสวยนะ
การแต่งงานไม่ใช่รางวัลชีวิต
มันเป็น สัญญาระยะยาวที่ต้องสมัครใจจริงๆ
ไม่ใช่สมัครเพราะกลัวโดนสังคมมองว่าแพ้
คำว่า “settling down” (ปักหลักชีวิต) ฟังดูดี แต่หลายคนเอาไปใช้แบบ “เหนื่อยแล้ว เอาใครก็ได้” ซึ่งต่างกันมาก
อันแรกคือเลือก
อันหลังคือยอมแพ้
สรุปข่าวขั้นต้นจากโพสต์นี้ในแบบที่เราอ่านแล้วเอามาคิดต่อ:
คนรุ่นใหม่ไม่ได้กลัวการแต่งงาน แต่กลัวการแต่งงานผิดคน
เสียงบ่นจากคนแต่งงานแล้ว ไม่ได้แปลว่าการแต่งงานเลว แต่แปลว่าหลายคนไม่เคยเตรียมใจ
การโสดไม่ใช่ช่วงรอใครมารับ แต่เป็นช่วงที่เรากำลังใช้ชีวิต
ความรักที่ดีไม่ควรเริ่มจากการหนีคำถามของคนอื่น
เราเชื่อว่ามีการแต่งงานที่ดีจริงๆ นะ เพียงแต่มันมักจะไม่เสียงดัง ไม่เอามาเล่าในวงเหล้า ไม่เอามาโพสต์ เพราะคนที่แฮปปี้ มักไม่ต้องพิสูจน์อะไร
ถ้าวันนึงเราแต่งงาน เราอยากแต่งเพราะอยากจับมือคนนั้นตอนโลกมันโหด ไม่ใช่เพราะกลัวโดนถามในมื้อเย็นวันศุกร์
ถ้ายังไม่ถึงวันนั้น ก็ไม่เป็นไร
ชีวิตไม่ใช่ขบวนรถไฟที่ถ้าพลาดแล้วต้องโดดรางตาย
มันเป็นทางเดินยาวๆ ที่ทุกคนเดินคนละจังหวะ
และถ้ามีใครถามทุกคนว่า “ยังไม่แต่งอีกเหรอ”
ก็แค่ยิ้ม แล้วคิดในใจแบบ Pikachu shocked face ว่า
เออ กูกำลังใช้ชีวิตอยู่ วะเว้ย

ความคิดเห็น