เรื่องของคนที่เคยเป็น Plan A แต่กลายเป็น Plan Z ไปซะงั้น
เรื่องของคนที่เคยเป็น Plan A แต่กลายเป็น Plan Z ไปซะงั้น
เจอโพสต์นี้แล้วเหมือนโดนสาดน้ำเย็นใส่หน้าในวันที่อากาศร้อนสุดๆ แบบว่าเจ็บดีแต่ก็สดชื่นในเวลาเดียวกัน เพราะมันคือความจริงที่หลายคนเก็บไว้ในใจจนเหม็นเน่าแล้ว
เรื่องมันเริ่มจากการเห็นคนอื่นได้รับสิ่งที่เราอยากได้โดยไม่ต้องขอ ซึ่งมันเจ็บแบบที่ Parasite (หนังเกาหลีเรื่องดัง) พูดว่า "You know what kind of plan never fails? No plan at all" แต่ในกรณีนี้คือ "คนที่ไม่ต้องขอก็ได้ เพราะอีกฝ่ายอยากให้" นั่นคือ effort ที่แตกต่างกันสุดๆ
ลองมาดูเคสนี้แบบละเอียดกันเลย เรื่องของวันครบรอบที่กลายเป็นวันธรรมดาไปซะงั้น กับเรา คำตอบคือ "จะจำทำไม ในเมื่อเราก็อยู่ด้วยกัน ไม่เคยจำได้เลย" แต่กับคนอื่น ตั้งหน้าโปรไฟล์เอง (profile picture หรือรูปโปรไฟล์ที่ใช้ในโซเชียลมีเดีย) แล้วยังแท็กหน้าโปรไฟล์อีก นี่มันเหมือนตอนที่ Thanos พูดว่า "Perfectly balanced, as all things should be" แต่มันไม่ balance เลยสักนิด ตรงนี้คือความแตกต่างระหว่าง "taken for granted" (การถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติจนไม่ต้องใส่ใจ) กับการถูกเห็นคุณค่า
ต่อมาคือเรื่องการแท็ก เราแท็กเอง ได้คำตอบว่า "คุณแท็กเองโน๊ต" แบบนี้มันเหมือนเวลาเราส่งข้อความหาคนบางคนแล้วเห็นว่า "อ่านแล้ว" แต่ไม่ตอบ ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า "being left on read" มันเจ็บแบบไม่มีเลือดออกแต่จิตใจบอบช้ำ ในขณะที่คนอื่นไม่ต้องแท็กหา เพราะอีกฝ่ายลงเพลงรักแท็กเขาเอง ลงสตอรี่ถึงเขา นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "reciprocity" (การตอบแทนซึ่งกันและกัน) ที่มันไม่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์บางแบบ
ส่วนเรื่องสุดท้ายที่เจ็บที่สุดคือ เราบอก "มาหาหน่อย" แต่กับคนอื่น เขาไปหาเองโดยไม่ต้องให้ใครบอก นี่มันเหมือน "effort gap" (ช่องว่างของความพยายาม) ที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์แบบไม่เท่าเทียมกัน มันคล้ายกับในนิยายคลาสสิค "Great Expectations" ของ Charles Dickens ที่ตัวเอก Pip คอยหวังและคาดหวังกับคนที่ไม่เคยเห็นคุณค่าเขาจริงๆ
คำถามที่ว่า "หรือเราทำอะไรผิดหรือป่าว หรือเรียกร้องมากเกินไป" นี่ไม่ใช่การเรียกร้องมากเกินไป แต่เป็นการขอสิ่งที่เรียกว่า "basic respect" (ความเคารพพื้นฐาน) และ "acknowledgment" (การยอมรับและให้ความสำคัญ) ซึ่งมันควรจะเป็นสิ่งที่ได้รับอยู่แล้วในความสัมพันธ์ที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องขอร้อง
จริงๆ แล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเราทำอะไรผิด แต่อยู่ที่ว่าเราให้คุณค่าตัวเองน้อยเกินไป เหมือน "settling for less" (ยอมรับสิ่งที่น้อยกว่าที่ควรจะได้รับ) ทั้งที่ทุกคนสมควรได้รับความรักที่ไม่ต้องขอร้อง ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเอง
ตรงนี้มีศัพท์ภาษาอังกฤษที่เหมาะมากคือ "emotional labor" (แรงงานทางอารมณ์) ที่หมายถึงความพยายามที่ใช้ไปในการรักษาความสัมพันธ์ ถ้าฝ่ายเดียวต้องทำ emotional labor เกือบทั้งหมด ขณะที่อีกฝ่ายนั่งเฉยๆ นั่นไม่ใช่ความสัมพันธ์ มันคือการทำงานโดยไม่ได้รับค่าแรง
ปมในใจที่คายไม่ออกนี้เกิดจากสิ่งที่เรียกว่า "unmet needs" (ความต้องการที่ไม่ได้รับการตอบสนอง) ซึ่งถ้าสะสมนานพอก็กลายเป็น "resentment" (ความขุ่นเคืองแฝงลึก) ที่ทำให้ทุกคนกลัวที่จะเปิดใจรับใครเข้ามาอีก เพราะเราเชื่อมโยงว่าการเปิดใจ = การเจ็บปวด
แต่ความจริงคือ การที่เราไม่กล้าเปิดใจรับใครไม่ใช่เพราะเราอ่อนแอ แต่เป็นเพราะเราเคยแข็งแกร่งมากเกินไปจนทนกับสิ่งที่ไม่ควรทนมานาน มันคือกลไกป้องกันตัวเองตามธรรมชาติที่เรียกว่า "self-preservation" (การป้องกันตัวเอง)
ถ้าจะให้คำแนะนำจริงๆ เรื่องนี้ไม่ได้มีคำตอบง่ายๆ แบบ "break up" หรือ "move on" เพราะความรู้สึกมันซับซ้อน แต่สิ่งที่ทุกคนควรจำไว้คือ ถ้าเราต้องขอร้องให้ใครสักคนรักเรา ให้เวลากับเรา ให้ความสำคัญกับเรา นั่นหมายความว่าคนๆ นั้นไม่ได้เลือกเราในใจจริงๆ มันเหมือนประโยคในการ์ตูน BoJack Horseman ที่พูดว่า "When you look at someone through rose-colored glasses, all the red flags just look like flags" (เวลาเรามองใครผ่านแว่นสีชมพู ธงแดงทุกอันก็ดูเหมือนธงธรรมดา)
สิ่งที่ทุกคนต้องเรียนรู้คือการแยกแยะระหว่าง "attachment" (ความผูกพัน) กับ "love" (ความรัก) บางทีเราแค่คุ้นเคยกับคนๆ นั้นจนลืมไปว่าความคุ้นเคยไม่ได้เท่ากับความสุข และที่สำคัญ ความรักที่ดีต่อสุขภาพจิตควรจะ "add to your life" (เพิ่มคุณค่าให้ชีวิต) ไม่ใช่ "drain you" (ดูดพลังงานเรา)
ตอนนี้ทุกคนอาจจะยังไม่พร้อมเปิดใจรับใครเข้ามา แต่อย่างน้อยก็ควรเปิดใจให้ตัวเองได้รับความรักที่สมควรได้รับ เริ่มต้นจากการหยุดยอมรับสิ่งที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น เพราะถ้าเราไม่เห็นคุณค่าตัวเอง คนอื่นก็จะไม่เห็นเหมือนกัน
อย่างที่ Maya Angelou (นักเขียนและกวีสตรีชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่) เคยพูดว่า "Never make someone a priority when all you are to them is an option" (อย่าทำให้ใครเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งในชีวิต ในเมื่อเราเป็นแค่ตัวเลือกหนึ่งในชีวิตเขา)
จำไว้ว่าทุกคนสมควรได้รับความรักที่ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องขอร้อง และไม่ต้องพิสูจน์ตัวเอง และถ้าต้องทำทั้งหมดนี้ นั่นไม่ใช่ความรักแล้ว มันคืองานพาร์ทไทม์ที่ไม่มีวันได้เงินเดือน

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น