มาคุยกันเรื่อง Thucydides Trap

มาคุยกันเรื่อง Thucydides Trap
ก่อนอื่นต้องบอกว่าเรื่องนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับกับดักอะไรที่ใครขุดไว้รอให้เราตกหลุม แต่มันคือทฤษฎีที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่กำลังมีอำนาจกับประเทศที่กำลังขึ้นมาใหม่ ซึ่งมักจะจบลงด้วยการปะทะกันแบบสงคราม อันนี้ไม่ใช่เรื่องหลอนนะ แต่มันเกิดขึ้นจริงๆ ในประวัติศาสตร์มาหลายครั้งแล้ว
เริ่มต้นที่ต้นตอของชื่อกันก่อน ทูซิดีดีส หรือ Thucydides นี่คือนักประวัติศาสตร์ชาวกรีกโบราณที่เขียนหนังสือชื่อ History of the Peloponnesian War เล่าเรื่องสงครามระหว่างเอเธนส์กับสปาร์ตา ซึ่งเกิดขึ้นประมาณ 2,400 กว่าปีที่แล้ว เขาสังเกตเห็นว่าสาเหตุหลักของสงครามครั้งนั้นก็คือ เอเธนส์เริ่มรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ จนสปาร์ตาที่เป็นมหาอำนาจเก่าเริ่มกลัวว่าจะถูกแซง แล้วก็เลยตัดสินใจจัดการก่อนที่จะสายเกินไป
มาถึงยุคสมัยใหม่ นักวิชาการชื่อ Graham Allison จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเอาแนวคิดนี้มาพัฒนาต่อ เขาศึกษาประวัติศาสตร์ย้อนหลัง 500 ปี แล้วพบว่ามีกรณีที่มหาอำนาจเก่าเจอกับมหาอำนาจใหม่อยู่ 16 กรณี และในจำนวนนั้น 12 กรณีจบลงด้วยสงคราม นี่มันสถิติที่น่ากลัวมากเลยนะ คิดดูสิ 75% ที่จบด้วยการทำลายล้าง
ตรรกะของกับดักนี้ทำงานแบบนี้ เมื่อประเทศหนึ่งเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งทางเศรษฐกิจและการทหาร มหาอำนาจเดิมที่ครองโลกมานานก็จะเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ เหมือนตอนที่เราเป็นนักเรียนเก่งที่สุดในห้อง แล้วมีคนใหม่มาเรียนดีกว่าเราซะอีก แต่ต่างกันตรงที่ในระดับประเทศมันไม่ได้แค่เสียหน้า แต่มันเกี่ยวกับอำนาจ ผลประโยชน์ และความอยู่รอด
ที่น่าสนใจคือมหาอำนาจเดิมมักจะตีความการกระทำของประเทศที่กำลังเติบโตในแง่ร้ายเสมอ ถ้าประเทศใหม่สร้างกองทัพเรือ มหาอำนาจเก่าก็จะคิดว่ากำลังเตรียมรุก ถ้าขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ ก็จะถูกมองว่ากำลังบั่นทอนอำนาจ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Security Dilemma หรือ ภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางความมั่นคง ทุกฝ่ายพยายามทำให้ตัวเองปลอดภัย แต่กลับทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถูกคุกคาม
ยกตัวอย่างจากประวัติศาสตร์ให้เห็นภาพชัดขึ้น สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเกิดขึ้นเพราะอะไร หลายคนอาจจะบอกว่าเพราะเจ้าชายฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ถูกลอบสังหาร แต่สาเหตุลึกๆ มันคือเยอรมนีที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทำให้บริเตนใหญ่ที่เป็นมหาอำนาจเก่ารู้สึกกังวล เยอรมนีสร้างกองเรือรบ สร้างโรงงาน ขยายอาณานิคม บริเตนก็เลยต้องจับมือกับฝรั่งเศสและรัสเซียเพื่อคานอำนาจ ในที่สุดความตึงเครียดก็ระเบิดออกมาเป็นสงครามที่สังหารคนตายกว่า 17 ล้านคน
มาถึงยุคเราหลายคนก็พอจะนึกออกว่าทำไมเรื่องนี้ถึงกลับมาฮอตอีกครั้ง ก็เพราะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนนั่นเอง สหรัฐที่เป็นมหาอำนาจมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนนี้กำลังเจอกับจีนที่เติบโตขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจอันดับสองของโลก และในบางด้านก็แซงหน้าสหรัฐไปแล้วด้วยซ้ำ จีนสร้างเกาะเทียม สร้างกองทัพทันสมัย ขยายอิทธิพลผ่าน Belt and Road Initiative หรือโครงการสายไหมใหม่ที่พยายามเชื่อมโยงเอเชียกับยุโรปผ่านโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่สหรัฐก็พยายามตอบโต้ด้วยการจัดตั้งพันธมิตรใหม่ๆ อย่าง AUKUS ที่รวมออสเตรเลีย อังกฤษ และสหรัฐเข้าด้วยกัน
แต่คำถามสำคัญคือ มันจำเป็นต้องจบด้วยสงครามเสมอไปหรือเปล่า คำตอบคือไม่ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือการที่สหรัฐขึ้นมาแทนที่บริเตนใหญ่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ทั้งสองประเทศไม่ได้ทำสงครามกัน เพราะมีความเข้าใจร่วมกันหลายอย่าง ทั้งภาษา วัฒนธรรม ระบบการเมือง และที่สำคัญคือบริเตนรู้ตัวว่าตัวเองกำลังอ่อนแอลง ก็เลยค่อยๆ ถ่ายทอดบทบาทผู้นำให้สหรัฐอย่างสงบ
จุดสำคัญที่จะหลุดจากกับดักนี้ได้ก็คือการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ความไว้เนื้อเชื่อใจ และการมีผลประโยชน์ร่วมกันที่ใหญ่กว่าความขัดแย้ง เหมือนในการ์ตูน Avatar The Last Airbender ที่ว่า When we hit our lowest point, we are open to the greatest change บางทีวิกฤตอาจเป็นโอกาสให้ทุกฝ่ายนั่งคุยกันจริงจัง
สิ่งที่น่าคิดอีกอย่างก็คือในยุคที่โลกเชื่อมโยงกันผ่านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีแบบนี้ สงครามมันจะทำร้ายทุกฝ่ายหมด ไม่มีใครชนะจริงๆ ดูจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนสิ มันส่งผลกระทบไปทั่วโลก ราคาอาหารพุ่ง ราคาพลังงานพุ่ง คนที่ห่างไกลจากสนามรบหลายพันกิโลเมตรก็ยังได้รับผลกระทบ
ถ้าจะเอาหนังมาเปรียบเทียบ มันก็เหมือนใน The Dark Knight ที่โจ๊กเกอร์บอกว่า Madness is like gravity, all it takes is a little push ความกลัวและความไม่ไว้วางใจถ้าถูกเติมเชื้อเพียงนิดหน่อย มันก็สามารถลากโลกไปสู่ความวุ่นวายได้
ทางออกที่นักวิชาการหลายคนเสนอก็คือต้องสร้างกลไกที่เรียกว่า Mutual Assurance หรือการทำให้แน่ใจร่วมกัน สร้างช่องทางสื่อสารที่เปิดกว้าง มีกติกาที่ชัดเจน และที่สำคัญคือต้องยอมรับว่าโลกมันไม่ได้มีแค่มหาอำนาจเดียว การแบ่งปันอำนาจและความรับผิดชอบอาจจะดีกว่าการผูกขาดแล้วก็กลัวว่าจะถูกแย่งไป
สำนวนภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็มีหลายคำน่าสนใจ อย่าง Rising power หมายถึงประเทศที่กำลังเติบโตขึ้นมา Established power คือมหาอำนาจเดิม Power transition หรือการเปลี่ยนถ่ายอำนาจ Hegemony แปลว่าการครอบงำ แล้วก็ Containment strategy ที่หมายถึงกลยุทธ์การปิดล้อม
ถ้าจะให้ความคิดเห็นส่วนตัว เราคิดว่าโลกยุคนี้มันซับซ้อนกว่า 2,400 ปีที่แล้วมาก ปัญหาที่ต้องแก้ร่วมกันมีเพียบ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด ความมั่นคงทางไซเบอร์ การก่อการร้าย ถ้าเราจะมัวแต่มาแย่งชิงอำนาจกันจนลืมมองภาพใหญ่ มนุษยชาติทั้งโลกอาจจะเสียหายไปพร้อมกัน
สิ่งที่ทุกคนควรเรียนรู้จากกับดักทูซิดีดีสก็คือ ความกลัวมันอันตราย ความกลัวทำให้เราตัดสินใจผิดพลาด ทำให้เรามองทุกอย่างเป็นภัยคุกคาม แม้กระทั่งสิ่งที่อาจจะเป็นโอกาสก็ตาม การที่จะเอาชนะกับดักนี้ได้ เราต้องมีสติมากพอที่จะหยุดคิด หายใจลึกๆ
แล้วถามตัวเองว่าเราจะสร้างอนาคตร่วมกันได้อย่างไร แทนที่จะพยายามทำลายกัน
นี่คือบทเรียนจากอดีตที่ยังใช้ได้กับปัจจุบัน และมันก็จะยังใช้ได้กับอนาคตด้วย ตราบใดที่มนุษย์ยังเป็นมนุษย์ ยังมีอัตตา ยังมีความกลัว ก็ต้องระวังไม่ให้ตกหลุมพรางเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ความคิดเห็น