ทำไมเราถึงไปเรียนจาก Udemy และ Domestika แทนที่จะจ่ายคอร์สแพงๆในเมืองไทย

ทำไมเราถึงไปเรียนจาก Udemy และ Domestika แทนที่จะจ่ายคอร์สแพงๆในเมืองไทย
เอาเป็นว่าเรามาคุยกันตรงๆดีกว่า เรื่องการเรียนออนไลน์สมัยนี้มันเหมือนกับตอนที่ Neo ต้องเลือกระหว่างเม็ดยาสีแดงกับสีน้ำเงินใน The Matrix เลย ต่างกันตรงที่เราไม่ต้องเลือกแค่เม็ดเดียว แต่เราต้องเลือกว่าจะจ่ายเงินหลักหมื่นไปกับคอร์สในไทย หรือจะไปหาความรู้จาก Udemy กับ Domestika ที่บางทีลดราคามาแค่ 300-400 บาท
เรื่องมันเริ่มจากที่เราอยากเรียนอะไรสักอย่างใหม่ๆ อาจจะเป็นการทำ 3D modeling หรือเขียนโปรแกรม Python หรือแม้แต่การทำ Digital Marketing ก็ตาม พอเราเข้าไปดูคอร์สในเมืองไทย ราคามันทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกดูดเลือดโดยแวมไพร์ที่ไม่รู้จักอิ่ม คอร์สหนึ่งๆอาจจะอยู่ที่ 15,000-30,000 บาท แล้วมันก็มักจะบอกว่า "เรียนกับผู้เชี่ยวชาญ" "ได้ Certificate หรูหรา" "มี Networking กับเพื่อนร่วมรุ่น"
แต่พอเราไปเปิด Udemy กับ Domestika ดู อ๋อเว้ย คอร์สเดียวกันหรือดีกว่าเสียอีก สอนโดยคนที่ทำงานจริงๆในบริษัทระดับโลก มีคนรีวิวหลักหมื่นหลักแสนคน ราคาปกติอาจจะ 3,000 กว่าบาท แต่พอมี Sale ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยมากจนเราสงสัยว่าราคาจริงคือไหน มันลดเหลือแค่ 300-500 บาท นี่มันคือ "too good to be true" หรือเปล่า
มาดูกันหน่อยว่าสองแพลตฟอร์มนี้มันเกิดขึ้นมาได้ยังไง Udemy ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 2010 โดย Eren Bali ชาวเติร์กที่เคยอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ เขาเข้าใจดีว่าการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพมันยากแค่ไหนสำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในเมืองใหญ่ เขาเลยร่วมกับ Oktay Caglar และ Gagan Biyani สร้างแพลตฟอร์มที่ใครก็สอนได้ ใครก็เรียนได้ ปัจจุบัน Udemy มีคอร์สมากกว่า 220,000 คอร์ส มีนักเรียนกว่า 73 ล้านคนทั่วโลก จินตนาการดูสิ จากหมู่บ้านเล็กๆในเติร์กี กลายเป็นแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนชีวิตคนนับล้าน
ส่วน Domestika นี่เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ ก่อตั้งในปี 2002 ที่สเปนโดย Julio Cotler, Tomy Pelluz, Ernest Perera และ Carlos Fabrega แต่เดิมมันเริ่มเป็นแค่ชุมชนออนไลน์สำหรับครีเอทีฟ แต่พอมาถึงปี 2013 พวกเขาเปลี่ยนโมเดลมาเป็นแพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ที่โฟกัสเฉพาะด้าน creative fields ไม่ว่าจะเป็น illustration, photography, design, craft และ animation ปัจจุบัน Domestika มีผู้ใช้งานมากกว่า 14 ล้านคน และมีคอร์สมากกว่า 2,000 คอร์ส ทุกคอร์สถูกคัดสรรมาอย่างดี สอนโดยครีเอเตอร์ระดับโลกที่ทำงานให้กับแบรนด์ดังๆ
ความจริงก็คือทั้ง Udemy และ Domestika มันใช้ระบบ marketplace แบบ global scale ทุกคนรู้จักคำว่า economies of scale มั้ย ก็คือยิ่งขายเยอะยิ่งถูก เพราะเมื่อคอร์สหนึ่งมีคนซื้อหลักแสนหลักล้านคนทั่วโลก ผู้สอนก็ยังได้กำไรมหาศาล แม้จะขายราคาถูก แต่คอร์สในไทยล่ะ ตลาดมันเล็ก ขายได้แค่ไม่กี่สิบไม่กี่ร้อยคน เลยต้องตั้งราคาสูงเพื่อให้คุ้มทุน
แล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องพูดถึง นั่นก็คือคุณภาพของเนื้อหา คอร์สบน Udemy หลายๆคอร์สสอนโดยคนที่ทำงานจริงในบริษัทใหญ่ๆ เช่น Google, Meta, Amazon พวกเขาเอาประสบการณ์จริงมาสอน ไม่ใช่แค่ทฤษฎีในตำรา ระบบรีวิวของ Udemy ก็โปร่งใสมาก ถ้าคอร์สไหนห่วยจริง คนก็จะให้ดาวน้อย ให้รีวิวแรงๆจนผู้สอนต้องปรับปรุ หรือไม่ก็ไปตายเงียบๆ
ส่วน Domestika นี่ถ้าพูดถึงเรื่อง creative หรือศิลปะ มันคือสวรรค์เลย คอร์สแต่ละคอร์สมีคุณภาพการถ่ายทำระดับสารคดี สวยงามมาก ผู้สอนส่วนใหญ่เป็นศิลปินชื่อดังระดับโลก เช่น Paula Scher ที่เป็น partner ของ Pentagram หรือ Kyle Webster ที่ทำ brushes ให้ Adobe Photoshop ทุกคอร์สมีคำบรรยายหลายภาษา ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมากสำหรับคนที่ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงมาก
ส่วนคอร์สในไทยบางคอร์ส ซื่อๆนะ มันก็มีคุณภาพดีอยู่บ้าง แต่ปัญหาคือเรายากที่จะรู้ว่าคอร์สไหนดีคอร์สไหนห่วยก่อนจ่ายเงิน เพราะไม่มีระบบรีวิวที่โปร่งใสเหมือน Udemy หรือ Domestika บางทีก็เจอแต่รีวิวดาว 5 ดาวที่ดูเหมือนจะเขียนโดยทีมการตลาดมากกว่าคนจริง
อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ lifetime access พอเราซื้อคอร์สจาก Udemy หรือ Domestika เราก็เข้าถึงได้ตลอดชีพ ผู้สอนอัปเดตเนื้อหาใหม่เราก็ได้ดูฟรี แต่คอร์สบางคอร์สในไทย เรียนจบ 3 เดือนแล้วก็เท่านั้นแหละ อยากดูซ้ำ ขอโทษนะ ต้องจ่ายเพิ่ม หรือไม่ก็ access หมดอายุไปแล้ว มันเหมือนซื้อหนังสือแล้วเจ้าของร้านบอกว่าให้อ่านได้แค่ครั้งเดียว อ่านจบแล้วต้องคืนนะ
สำหรับคนที่เป็น creative ทั้งหลาย Domestika มีจุดเด่นที่พิเศษกว่า
Udemy ตรงที่ว่าทุกคอร์สจะมี project-based learning ชัดเจน เราจะได้ทำงานจริงๆตั้งแต่ต้นจนจบคอร์ส และมี community gallery ให้เราโพสต์ผลงานของเรา ได้รับ feedback จากเพื่อนๆที่เรียนคอร์สเดียวกันทั่วโลก มันเหมือนมี global portfolio แบบฟรีๆเลย บางคนโพสต์ผลงานที่ทำใน Domestika แล้วได้งานจริงๆด้วยซ้ำ
แต่เดี๋ยวก่อน เราไม่ได้บอกว่าคอร์สในไทยทุกคอร์สห่วยนะ บางคอร์สก็ดีจริงๆ โดยเฉพาะคอร์สที่เน้นเรื่องเฉพาะทางที่เกี่ยวกับบริบทไทย เช่น กฎหมายไทย การทำการตลาดในตลาดไทย หรือทักษะที่ต้องใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร สิ่งเหล่านี้เรียนจากคอร์สไทยจะเข้าใจง่ายกว่า และถ้าทุกคนเป็นคนที่ต้องการ hands-on workshop แบบเจอหน้ากัน มีการทำ project ร่วมกันจริงๆ คอร์สออฟไลน์ในไทยก็มีข้อได้เปรียบ
เรื่อง certificate หรือใบประกาศนียบัตรนี่ก็อีกเรื่อง บางคนอาจจะคิดว่าใบเซอร์จากสถาบันไทยมีน้ำหนักกว่า แต่ตามความเป็นจริง ในยุคนี้นายจ้างหลายคนไม่ได้สนใจใบเซอร์มากเท่ากับ portfolio และ skill จริงๆของทุกคน ถ้าทุกคนเรียนจาก Udemy หรือ Domestika แล้วทำโปรเจคจริงๆได้ มันมีค่ามากกว่าใบเซอร์สวยๆที่จ่ายเงินหลักหมื่นมาเสียอีก
มีสำนวนภาษาอังกฤษอันหนึ่งว่า "Don't judge a book by its cover" แปลตรงตัวว่าอย่าตัดสินหนังสือจากปก แต่ในบริบทนี้ก็คือ อย่าตัดสินคุณภาพของคอร์สจากราคาหรือชื่อเสียงของสถาบันเพียงอย่างเดียว มันเหมือนกับที่ราชาแห่งหนอนหนังสือ Matilda ในนิยายของ Roald Dahl ที่ไปหาความรู้จากห้องสมุดท้องถิ่นแทนที่จะรอให้โรงเรียนมาสอน เธอก็ได้ความรู้ที่ยอดเยี่ยมเหมือนกัน
จุดสำคัญอีกอย่างคือ self-directed learning หรือการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ทั้ง Udemy และ Domestika มันบังคับให้เราต้องมีวินัย ต้องจัดการเวลาเอง ไม่มีใครมาคอยเช็คว่าเราทำการบ้านหรือยัง แต่นี่กลับเป็นทักษะที่สำคัญมากในโลกการทำงานจริง เพราะไม่มีใครมาคอยจูงมือเราตลอดเวลา
คอร์สในไทยบางคอร์สมีจุดเด่นเรื่อง accountability คือมีครูคอยตามทวง มี deadline ชัดเจน มีเพื่อนร่วมชั้นที่เรียนไปด้วยกัน ถ้าทุกคนเป็นคนที่ต้องการแรงกดดันภายนอกเพื่อให้ตัวเองทำงาน สิ่งนี้ก็มีค่ามาก แต่ถ้าทุกคนเป็นคนที่มีวินัยในตัวเองอยู่แล้ว Udemy หรือ Domestika ก็เพียงพอแล้ว
มีอีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นก็คือเรื่องของ diversity of perspectives บน Udemy เราได้เรียนจากผู้สอนที่มาจากทั่วทุกมุมโลก แต่ละคนก็มีมุมมองและวิธีการสอนที่แตกต่างกัน เราจะได้เห็นว่าคนในอเมริกาเขาทำงานกันยังไง คนในยุโรปเขาคิดกันยังไง มันทำให้เรามี global mindset มากขึ้น ส่วน Domestika นี่ก็เช่นกัน แต่มันจะเน้นมุมมองของครีเอทีฟจากยุโรปและละตินอเมริกาเป็นพิเศษ ซึ่งต่างจากสไตล์อเมริกันที่เราคุ้นเคย มันทำให้เรามี visual vocabulary ที่หลากหลายขึ้น
ส่วนคอร์สในไทยก็มีข้อดีคือเข้าใจบริบทของเรา เข้าใจปัญหาที่คนไทยเจอจริงๆ ถ้าเราทำงานในตลาดไทยล้วนๆ สิ่งนี้ก็มีประโยชน์มาก แต่ถ้าเราอยากทำงานกับบริษัทต่างชาติ หรืออยากทำงาน remote กับบริษัทนอก การได้เรียนรู้มุมมองที่หลากหลายจากทั่วโลกมันจำเป็นจริงๆ
อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องพูดถึงคือเรื่อง up-to-date content ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไวมาก โดยเฉพาะด้าน AI และ machine learning พวกแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Udemy จะมีคอร์สใหม่ๆออกมาตลอด บางทีเทคโนโลยีใหม่เพิ่งออกมาไม่ถึงเดือน ก็มีคอร์สสอนแล้ว ส่วน Domestika ก็เช่นกัน เครื่องมือใหม่ๆใน Adobe Creative Suite เพิ่งออกมา ก็มีคอร์สสอนการใช้งานแล้ว
คอร์สในไทยบางทีก็ช้ากว่า ไม่ใช่เพราะคนสอนไม่เก่ง แต่เพราะขั้นตอนการผลิตคอร์สมันซับซ้อนกว่า ต้องหาห้องเรียน ต้องจัดตารางเวลา ต้องรอให้มีคนสมัครครบจึงจะเปิดสอน พอเปิดสอนได้สักพักหนึ่ง เทคโนโลยีที่สอนก็เริ่มล้าสมัยไปแล้ว
แต่ทั้งหมดที่เราพูดมานี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนควรเลิกเรียนคอร์สในไทยไปเลย มันขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคน ถ้าทุกคนต้องการเรียนสิ่งที่เกี่ยวกับบริบทไทย ต้องการพบปะผู้คนจริงๆ ต้องการแรงผลักดันจากภายนอก คอร์สในไทยก็ยังมีที่ยืน แต่ถ้าทุกคนมีวินัย อยากเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก อยากประหยัดเงิน และอยากมี lifetime access ในสิ่งที่เรียน Udemy กับ Domestika ก็คือทางเลือกที่ดีมากๆ
อีกอย่าง เราสามารถเรียนทั้งสองแบบไปพร้อมกันได้ นี่มันไม่ใช่ either-or situation เราอาจจะเรียน technical skills จาก Udemy เรียน creative skills จาก Domestika และเรียนเรื่องที่เฉพาะเจาะจงกับบริบทไทยจากคอร์สในไทย มันเหมือนกับในการ์ตูน Avatar: The Last Airbender ที่ Aang ต้องเรียนรู้จากครูหลายคนเพื่อให้ได้ master ทุก element การเรียนรู้ในยุคนี้ก็เช่นกัน เราควรเปิดใจรับความรู้จากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มโลกหรือครูคนไทย
สิ่งสำคัญที่สุดคือ learning to learn หรือการเรียนรู้ที่จะเรียนรู้ ไม่ว่าเราจะเรียนจากที่ไหน ถ้าเราไม่มีทัศนคติที่ถูกต้อง ไม่ลงมือทำจริง ไม่ฝึกฝนจริง มันก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี มีคำว่า "knowledge without application is just entertainment" ความรู้ที่ไม่นำไปใช้ มันก็แค่ความบันเทิง เราอาจจะเก็บคอร์สไว้ในบัญชีเป็นร้อยคอร์ส แต่ถ้าไม่เคยเปิดดูหรือไม่เคยทำตามจริงๆ มันก็เท่ากับศูนย์
ในท้ายที่สุดแล้ว การเลือกเรียนจากที่ไหนมันคือ investment in yourself หรือการลงทุนในตัวเอง เราควรมองว่าเงินที่จ่ายไปนั้นจะกลับมาในรูปแบบของทักษะที่เราได้ โอกาสในการทำงานที่ดีขึ้น รายได้ที่เพิ่มขึ้น หรือแม้แต่ความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่เรารัก และถ้ามองในแง่นี้ การจ่าย 300-500 บาทเพื่อเรียนรู้ทักษะใหม่ๆจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมันคุ้มค่าเหลือเกิน

ความคิดเห็น