ภาพแบงก์ร้อย แบงก์ยี่สิบกระจัดกระจายเต็มพื้นหน้าฮอลล์อิมแพ็ค เมืองทองธานี พร้อมกับภาพเด็กอายุ 15 ที่กำลังยืนร้องไห้คนเดียว

 มีภาพนึงที่ไถฟีดเจอแล้วหยุดนิ้วได้ไม่ต้องตั้งใจ ไม่ใช่ภาพดาราส่งลูกเข้าโรงเรียนอินเตอร์ ไม่ใช่ภาพพอร์ตหุ้นสีเขียวที่ใครบางคนภูมิใจโชว์ แต่เป็นภาพแบงก์ร้อย แบงก์ยี่สิบกระจัดกระจายเต็มพื้นหน้าฮอลล์อิมแพ็ค เมืองทองธานี พร้อมกับภาพเด็กอายุ 15 ที่กำลังยืนร้องไห้คนเดียว เพราะเพิ่งต้องยอมฝากสร้อยพระหลวงปู่ทวด มรดกชิ้นสุดท้ายจากคุณตา ไว้กับป้าแปลกหน้าที่สุดท้ายก็เชิดหายไปในฝูงชน

นั่นแหละคือใบเสร็จที่ทำให้เราต้องมาเขียนเรื่องนี้
ก่อนจะไปถึงเรื่องใหญ่ ขอเล่าสถานการณ์ให้เห็นภาพก่อน การสอบคัดเลือกเข้า ม.4 เตรียมอุดมศึกษา ปี 2568 มีเด็กสมัครสอบรวม 13,361 คน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 17 ปี แต่รับจริงแค่ 1,520 คน อัตราการแข่งขันโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 1:8.79 และถ้าดูเฉพาะสายวิทย์-คณิตที่ฮอตที่สุด ตัวเลขจะพุ่งไปถึง 1:9.6 ทีเดียว และกฎเหล็กที่บีบหัวใจทุกคนที่มาสนามสอบวันนั้นคือ ห้ามนำของเข้าห้องสอบแทบทุกอย่าง ทั้งกระเป๋าตังค์ นาฬิกา สร้อยคอ และที่จุดฝากของมีคิวยาวเหยียดตั้งแต่ฟ้ายังมืด
ลองหลับตาจินตนาการดูสักวินาที เด็กอายุ 14-15 ที่นั่งรถทัวร์ข้ามคืนมาจากต่างจังหวัดคนเดียว เพราะพ่อแม่ลางานไม่ได้ มาถึงแล้วก็ต้องตัดสินใจทิ้งสิ่งของที่ตัวเองถือเงินค่าข้าวไว้ ทิ้งเงินค่ารถตู้กลับบ้าน หรือทิ้งสร้อยพระที่แม่กำชับให้ใส่ มันไม่ใช่ความประมาทเลินเล่อ แต่มันคือ Hunger Games (เกมล่าชีวิต) ของแท้ที่บีบให้เด็กต้องเลือกระหว่างเวลาสอบกับทุกสิ่งทุกอย่าง
ทำไมเด็กถึงดิ้นรนแบบนี้ มันเพราะเตรียมอุดมฯ ไม่ได้เป็นแค่โรงเรียน แต่มันคือลิฟต์ความเร็วสูงสู่ชีวิตอีกชั้นหนึ่ง ในห้องเรียนเดียวของที่นี่ ผลผลิตที่ออกมาคือหมอ วิศวกร และผู้ที่ชิงทุนไปเรียนต่างประเทศนับสิบคนต่อห้อง และ Connection (เครือข่ายสังคม) ที่สร้างได้ในโรงเรียนนี้คือสิ่งที่ติดตัวไปตลอดชีวิต ในประเทศที่ความเหลื่อมล้ำสูงปรี๊ด ไม่แปลกเลยที่ทุกคนอยากเบียดตัวเองขึ้นลิฟต์ตัวนี้ให้ได้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร
พอเรื่องนี้แพร่กระจายไปในโซเชียล ก็มีผู้ใหญ่หน้าตัวเมียบางคนออกมาสอนว่า "กฎคือกฎ สมัยก่อนฉันก็นั่งรถทัวร์มาสอบคนเดียวได้ เด็กสมัยนี้ไม่อ่านระเบียบการเอง" เราขอพูดตรงๆ นะ การที่คุณรอดจากระบบมาได้ในอดีต ไม่ได้แปลว่าระบบนั้นถูกต้อง มันเหมือนในหนัง Dead Poets Society (สมาคมกวีมรณะ, 1989) ที่ครูใหญ่ชอบพูดว่า "ระเบียบอยู่ได้ตั้งนานก็ต้องดีแล้ว" แต่ทุกคนรู้ดีว่ามันพังตำแหน่งไหน การผลักภาระมาด่าเด็กอายุ 15 แทนที่จะยอมรับว่าผู้ใหญ่จัดการระบบล้มเหลว นักวิชาการฝรั่งเรียกสิ่งนี้ว่า Victim Blaming (การโทษเหยื่อ) ซึ่งเป็นกลไกป้องกันตัวของคนที่ไม่อยากเจ็บปวดกับความจริงว่าโครงสร้างที่ตัวเองผ่านมาและยังได้ประโยชน์จากมันอยู่นั้น มันพังมาตั้งนานแล้ว
ภาพเด็กต่างจังหวัดแบกกระเป๋าแห่เข้ากรุงมาสอบ มันไม่ได้เปลี่ยนไปสักนิดในสามทศวรรษ ซึ่งนั่นน่าประหลาดใจมากถ้าเราดูตัวเลข เพราะปีงบประมาณ 2569 กระทรวงศึกษาธิการได้รับจัดสรรงบถึง 355,108 ล้านบาท อยู่ในอันดับ 3 ของทุกกระทรวง แต่เงินก้อนมหึมานั้นส่วนใหญ่ไหลไปที่เงินเดือนบุคลากร ส่วนงบที่จะพัฒนาโรงเรียนจริงๆ ทั่วประเทศมีให้แบ่งกันเป็นเศษเนื้อข้างเขียง รัฐไม่เคยมีเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) จริงๆ ที่จะสร้าง "เตรียมอุดม 2, 3, 4" ให้ผุดขึ้นทุกภูมิภาคเหมือนระบบของฟินแลนด์ที่กระจายโรงเรียนคุณภาพดีออกไปทั่วประเทศจนไม่มีแนวคิด "โรงเรียนดัง" เลย
ผลที่ตามมาคือ Domino Effect (ปฏิกิริยาลูกโซ่) ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน โรงเรียนขนาดเล็กในต่างจังหวัดทยอยล้มหายตายจาก ผู้ปกครองยอมกู้หนี้เพื่อส่งลูกเข้ากรุง เด็กต้องตื่นตีสี่ฝ่ารถติด แบกความคาดหวังของทั้งตระกูล สุขภาพจิตพังตั้งแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ขณะที่คนรวยระดับบนไม่ต้องยุ่งกับเกมนี้เลย เพราะจ่ายปีละล้านส่งลูกเรียนอินเตอร์ Tier 1 ซื้อ Network ซื้อพัฒนาการที่ถูกต้องให้ลูกไปตั้งนานแล้ว ระบบนี้จึงกลายเป็นตาข่ายที่รัดคอให้เฉพาะชนชั้นกลางและคนรากหญ้าต้องดิ้นรนกันอยู่ฝ่ายเดียว
John Rawls นักปรัชญาชาวอเมริกันเสนอทฤษฎีที่เรียกว่า Veil of Ignorance (ม่านแห่งความไม่รู้) หมายความว่าถ้าเราออกแบบสังคม โดยไม่รู้ว่าตัวเองจะเกิดมาเป็นใคร เป็นคนรวยหรือคนจน เกิดกรุงเทพหรือต่างจังหวัด เราจะออกแบบระบบการศึกษาแบบนี้ไหม คำตอบคือไม่มีทางเลย เพราะระบบที่ดีต้องทำให้ทุกคนรู้สึกปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีเท่ากัน ไม่ใช่ระบบที่บังคับให้เด็กอายุ 15 ต้องเลือกระหว่างตั๋วสู่อนาคตกับสร้อยพระมรดกจากคุณตา
ภาพแบงก์กระจัดกระจายเต็มพื้นหน้าอิมแพ็คนั้นไม่ใช่แค่ดราม่าชั่วข้ามคืน มันคือใบเสร็จที่ประจานว่ารัฐล้มเหลวในการสร้างทางเลือกที่มีศักดิ์ศรีให้ประชาชน งบ 355,108 ล้านบาทจะมีประโยชน์อะไรถ้ายังทำให้สวัสดิการการศึกษากลายเป็นตั๋วคนรวยและสนามรบของคนรากหญ้าอยู่เช่นนี้
เลิกด่าเด็กที่ทิ้งสร้อยพระ เลิกแซะพ่อแม่ที่กู้หนี้มาจ่ายค่าติว แล้วหันไปชี้หน้าตั้งคำถามกับโครงสร้างรัฐให้ดังกว่านี้ได้แล้ว
- ความกล้าที่จะมองตรงๆ ว่าโครงสร้างสังคมไหนที่กดทับเรา คือก้าวแรกที่จะไม่ตกเป็นเครื่องมือของระบบนั้นต่อไป
- เมื่อเราเข้าใจว่าปัญหาอยู่ที่ระบบ ไม่ใช่ที่ตัวเอง เราจะหยุดโทษตัวเองและเริ่มใช้พลังงานไปหาทางออกที่แท้จริงได้
- ทุกคนที่เกิดมาในครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวย แต่ยังดิ้นรนเพื่ออนาคตตัวเองอยู่ทุกวัน นั่นแหละคือความกล้าหาญที่ควรได้รับการยอมรับ ไม่ใช่การตัดสิน

ความคิดเห็น