อดีตนักร้องยุค 90's ที่ถือครองตำแหน่ง "สามีแห่งชาติ"

 โอเค ทุกคน วันนี้เราจะมาคุยเรื่องที่ร้อนฉ่าพอๆ กับหม้อต้มน้ำที่ลืมเปิดฝา นั่นก็คือดราม่าของ ไฮโซน้ำหวาน พัสวี พยัคฆบุตร เมียรักของ นาวิน ต้าร์ เยาวพลกุล อดีตนักร้องยุค 90's ที่ถือครองตำแหน่ง "สามีแห่งชาติ" มาแบบยาวนานจนแทบจะได้รับหมายเกณฑ์ทหารอีกรอบ

แต่ก่อนที่ทุกคนจะคิดว่านี่คือแค่เรื่องเมียหึง เราต้องบอกว่าตรงนี้มันซับซ้อนกว่านั้นมากนะ เพราะมันไม่ได้จบที่คำว่า "ผัวของทุกคน" ในอินเทอร์เน็ต
เรื่องมันเริ่มจากการที่มีนักไลฟ์ขายของมืออาชีพคนหนึ่งชื่อ "โค้ชส้ม ณัฐกนก" เข้าร่วมประชุมงานกับนาวินต้าร์ แล้วก็มีพฤติกรรมที่ไฮโซน้ำหวานมองว่าเกินเส้น คือไม่ใช่แค่พูดว่า "ผัวทุกคน ทุกคนอยากได้เป็นผัว" ต่อหน้าสามีของเธอ แล้วสามียังหันหน้าหนีไปเงียบๆ โดยไม่ทำอะไร แต่ยังมีพฤติกรรมทางกายที่ไม่เหมาะสมในที่ประชุมด้วย ตรงนี้แหละที่ทำให้ไฮโซน้ำหวานออกมาร้องไห้กลางสื่อ บอกว่าเคยคิดเรื่องหย่าเลยทีเดียว
ทีนี้เราเข้าใจนะ ว่าทำไมน้ำหวานถึงแยก context (บริบท หรือสถานการณ์แวดล้อม) ออกเป็นสองส่วน เธอบอกว่าคำว่า "สามีแห่งชาติ" รับได้ มันแปลว่าผัวเราดี ผัวเราเป็น ideal husband (สามีในอุดมคติ) ที่ใครก็อยากมี แต่คำว่า "ผัวทุกคน ทุกคนอยากได้" มันสื่อต่างกัน ฟังแล้วมันไม่ใช่การชม มันฟังดูเหมือนการ claim (อ้างสิทธิ์) ต่อหน้าเจ้าตัว
ฟังดูเหมือนเรื่องเล็กน้อยใช่ไหมทุกคน แต่มันไม่เล็กน้อยในทาง linguistics (ภาษาศาสตร์) เลย เพราะนักภาษาศาสตร์เขาแยกแยะกันระหว่างคำที่ใช้เพื่อชื่นชม กับคำที่ใช้เพื่อ assert dominance (แสดงอำนาจเหนือ) มันเหมือนในหนัง Parasite ที่ทุกอย่างดูปกติบนผิวน้ำ แต่ข้างใต้มีอะไรหลายอย่างซุ่มอยู่
แต่ประเด็นที่เราสนใจกว่านั้นคือเรื่องการจัดการปัญหาต่างหาก เพราะไฮโซน้ำหวานเลือกออกมาแถลงข่าว ตั้งโต๊ะ นัดสื่อ มาพร้อมทนาย และพูดถึงสามีต่อหน้าสาธารณะว่าทำไมสามีไม่ defend (ปกป้อง) เธอตอนเกิดเรื่อง ซึ่งนี่คือการตัดสินใจที่น่าคิดมากๆ เพราะพอออกมาเล่าในสื่อ ทุกคนก็จะมีความเห็น และสามีซึ่งเป็นดาราก็ต้องแบกภาพลักษณ์สาธารณะไปด้วย
มีนักจิตวิทยาการสื่อสารพูดถึงเรื่อง "oversharing in conflict" (การเปิดเผยข้อมูลมากเกินไปในความขัดแย้ง) ว่ามันมักทำให้ปัญหาใหญ่ขึ้น เพราะพอสาธารณะรับรู้ก็จะเกิด narrative (เรื่องเล่า) ที่เราควบคุมไม่ได้ คนนั้นว่าเมีย คนนี้ว่าผัว คนโน้นว่าโค้ชส้ม และสุดท้ายคู่สมรสก็ต้องมาแก้ภาพกันให้วุ่น
นาวินต้าร์เองก็ออกมาแล้วว่าจะฟ้องโค้ชส้มในข้อหาคุกคามทางเพศ (sexual harassment) ซึ่งถ้าทำจริงก็จะเป็น case ตัวอย่างที่ดีมากๆ เพราะสังคมไทยยังไม่ค่อยจริงจังกับเรื่องนี้ ดาราคนหนึ่งออกมาบอกว่า "ศิลปินไม่ใช่ใครจะมาละเมิดก็ได้" นี่มันสำคัญกว่าดราม่าเรื่องคำพูดมากเลย
สุดท้ายเราว่าเรื่องนี้สอนอะไรได้หลายอย่าง ทั้งเรื่องที่ว่าความหึงหวงที่มีเหตุผลกับที่ไม่มีเหตุผลมันต่างกัน และเรื่องของ boundaries (ขอบเขต) ในที่ทำงานมันสำคัญมาก ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ดาราหรือไม่ก็ตาม
- ความหึงหวงที่ productive (ก่อให้เกิดผล) คือการที่เราเอาพลังงานนั้นมาสื่อสารกับคู่ชีวิตตรงๆ ไม่ใช่การประกาศผ่านสื่อ เพราะ privacy (ความเป็นส่วนตัว) ของความสัมพันธ์คือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด
- ทุกคนควรรู้จักแยกแยะระหว่างการ celebrate someone (ชื่นชมคนๆ หนึ่ง) กับการ objectify them (ลดคุณค่าพวกเขาให้เป็นแค่วัตถุแห่งความปรารถนา) สองอย่างนี้ฟังดูคล้าย แต่ feeling ต่างกันราวฟ้ากับดิน
- การรู้จัก set boundaries (กำหนดขอบเขต) ในที่ทำงานคือทักษะชีวิตที่สำคัญมากกว่าที่เราคิด ไม่ว่าจะเป็นผู้ถูกกระทำหรือผู้อยู่ในเหตุการณ์

ความคิดเห็น