วันนี้เราเดินผ่านb2s เขาขายปืนฉีดน้ำ
วันนี้เราเดินผ่านb2s เขาขายปืนฉีดน้ำ แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนโดนแฟลชแบ็คใส่หน้าแบบในหนังเรื่อง *Inception* คือไม่ได้ย้อนเวลา แต่ความทรงจำมันพุ่งเข้ามาแบบไม่ขออนุญาต
เออ…กูเคยสนุกกับสงกรานต์นี่หว่า
แต่พอโตขึ้น ชีวิตมันเริ่มมี “โหมดประหยัดพลังงาน” โดยอัตโนมัติ เหมือนมือถือแบต 20% ที่ไม่อยากเปิดแอปอะไรเพิ่ม เราไม่ได้เกลียดสงกรานต์นะเว้ย แค่ไม่อินกับการโดนสาดน้ำแบบไม่ถาม หรือโดนทาแป้งแบบที่ร่างกายเรายังไม่ทัน consent (consent = การยินยอม) มันเลยกลายเป็นเทศกาลที่เรายืนดูอยู่ข้างๆ มากกว่าเข้าไปเล่น
แต่พอเห็น “ปืนฉีดน้ำ” เท่านั้นแหละ ความรู้สึกมันต่างออกไปเลย
เพราะปืนฉีดน้ำมันมี “ขอบเขต”
มันไม่ใช่การสาดแบบใส่อารมณ์ แต่มันคือการ “เล็ง”
เล็ง = คิดก่อนทำ
เล็ง = เคารพพื้นที่กันนิดนึง
เล็ง = สนุกแบบมีสติ (mindful fun)
แล้วกูก็เพิ่งรู้ว่า เออว่ะ…แบบนี้แหละที่เรียกว่า “โต”
โตไม่ได้แปลว่าเลิกเล่น
แต่โตคือ “เลือกวิธีเล่นที่ไม่ทำให้ตัวเองเหนื่อยเกินไป”
หลายคนอาจคิดว่าสงกรานต์ต้องเปียกแบบสุด ต้องเปียกแบบโลกจะแตก แต่เอาเข้าจริง ประเทศเรากำลังเจอปัญหาเรื่องน้ำทุกปี การใช้น้ำแบบพอดีมันไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวนะ มันคือเรื่องส่วนรวมเลย
ปืนฉีดน้ำเลยกลายเป็นสัญลักษณ์เล็กๆ ของคำว่า
“พอดี” (balance)
แล้วแม่งตลกดีนะ ชีวิตคนเราก็เหมือนกัน
ตอนเด็ก เราอยาก “สาดทุกอย่าง” ใส่โลก
อยากรักแบบสุด อยากทำแบบสุด อยากเป็นทุกอย่างพร้อมกัน
แต่พอโตขึ้น เราเริ่มรู้ว่า
การ “เล็งทีละอย่าง” มันแม่นกว่าเยอะ
เหมือนใน *Spider-Man* เวอร์ชั่นโทบี้ ที่ลุงเบนพูดว่า
“With great power comes great responsibility”
(พลังที่มากขึ้น ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบที่มากขึ้น)
เราเลยเริ่มเล็งคำพูด
เล็งความสัมพันธ์
เล็งความฝัน
แล้วกูว่ามันโคตรเท่เลยนะ
เพราะมันไม่ใช่การลดความสนุก
แต่มันคือการ “ควบคุมความสนุก” ให้มันไม่ย้อนมาทำร้ายเรา
เอาจริงๆ อีกเรื่องที่กูคิดคือ
หลายปีที่ผ่านมา เราไม่ได้ไปเล่นสงกรานต์เลย ไม่ใช่เพราะไม่อยากไป
แต่เพราะ “ไม่มีใครไปกับเรา”
ฟังดูเศร้านิดๆ แต่กูว่าแม่งเป็นเรื่องปกติของผู้ใหญ่
ความสัมพันธ์มันไม่ได้มาเองเหมือนตอนเรียนแล้ว
ไม่มีใครตะโกน “ไปเล่นน้ำกัน!” แล้วเราก็วิ่งตาม
ชีวิตจริงมันคือ
ต่างคนต่างยุ่ง
ต่างคนต่างมีโลกของตัวเอง
สุดท้าย เราเลยต้องถามตัวเองว่า
“ถ้าไม่มีใครไปกับกู…กูยังอยากไปอยู่ไหม”
แล้วคำตอบของเราปีนี้คือ
ไม่ไปก็ได้ว่ะ
ไม่ได้แพ้
ไม่ได้เหงา
แค่ “เลือก”
เลือกอยู่บ้าน
เลือกเขียน
เลือกฝึกสิ่งที่เรารู้สึกว่าใช่
แล้วกูเพิ่งค้นพบอะไรโคตรสำคัญเลย
เราชอบ “เขียน” มากกว่า “วาด”
ทั้งที่เมื่อก่อนคิดว่าตัวเองสายภาพมาตลอด
นี่แหละที่เขาเรียกว่า
“Identity shift” (การเปลี่ยนตัวตน)
มันคือจังหวะที่เราเริ่มรู้ว่า
สิ่งที่เคยนิยามตัวเรา อาจไม่ใช่ทั้งหมดของเรา
เหมือนในวรรณกรรมเรื่อง *Siddhartha* ที่ตัวเอกต้องลองผิดลองถูกหลายทาง กว่าจะเจอทางของตัวเองจริงๆ
การเขียนมันยากกว่าวาดนะเว้ย
เพราะมันต้อง “คิดให้ชัดก่อน” ถึงจะเขียนออกมาได้
วาดบางทีเรายังมั่วๆ แล้วออกมาสวยได้
แต่เขียนนี่ ถ้าคิดไม่ชัด มึงเขียนยังไงก็เละ
แต่นั่นแหละ…มันเลยสนุก
มันเหมือนการเอาปืนฉีดน้ำมาเล็งคำในหัวเรา
แล้วพ่นมันออกมาให้ตรงเป้า
ทุกคำคือการฝึก
ทุกประโยคคือการยิง
และทุกบทความคือสนามรบเล็กๆ ของตัวเอง
สุดท้ายกูเลยรู้ว่า
สงกรานต์ปีนี้ กูไม่ได้เล่นน้ำ
แต่กูกำลัง “เล่นชีวิต” ในอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง
เวอร์ชั่นที่ไม่ต้องเปียก
แต่แม่งลึก
* เทศกาลไม่จำเป็นต้องทำเหมือนคนอื่น เราสร้างเวอร์ชั่นของตัวเองได้ (create your own version)
* ความสนุกที่ยั่งยืน คือความสนุกที่ไม่ทำร้ายตัวเองหรือคนอื่น (sustainable joy)
* การไม่มีคนชวน ไม่ได้แปลว่าไม่มีค่า แต่มันคือโอกาสให้เราเลือกชีวิตเอง (self-direction)
* การค้นพบตัวเองใหม่ ไม่สายเกินไป ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ (it’s never too late)
* การโฟกัสทีละอย่าง ทำให้ชีวิตแม่นขึ้น เหมือนเล็งก่อนยิง (focus leads to precision)
แล้วถ้าทุกคนกำลังรู้สึกว่า ชีวิตมันเงียบไปหน่อยในช่วงเทศกาล
บางทีมันอาจไม่ใช่ความเหงา
แต่มันคือ “พื้นที่ว่าง” ที่รอให้เราใส่อะไรบางอย่างที่เป็นตัวเองจริงๆ ลงไปก็ได้


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น