กระแต อาร์สยาม กับโตชิ จิรทีปต์

 เรื่องนี้ต้องเล่าตั้งแต่ต้น เพราะมันไม่ใช่แค่ข่าวดารา มันคือวรรณกรรมโรแมนติกที่ชีวิตจริงเขียนได้ดีกว่านักเขียนอาชีพทุกคนบนโลกนี้รวมกัน



กระแต อาร์สยาม กับโตชิ จิรทีปต์ เจอกันครั้งแรกในโรงเรียนสอนเต้นเมื่อ 13 ปีที่แล้ว ตอนนั้นกระแตหยุดวงการไป 2 ปีเพื่อไปเรียนเต้นเพิ่ม ซึ่งถ้าใครเคยหยุดงานศิลปินไปสองปีก็รู้ว่ามันต้องกล้ามากและต้องมองเห็นอะไรบางอย่างที่คนอื่นยังมองไม่เห็น แล้วในคลาสนั้นก็มีผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นคนเดียวในห้องที่ไม่คุยกับเธอ ไม่แชทหา ไม่ขอเซลฟี่ ไม่ทำทีว่าสนใจเธอในฐานะดารา โตชิแค่นั่งเรียนเต้นของตัวเอง เงียบ ๆ นิ่ง ๆ แบบที่คนทั่วไปเรียกว่า "ลึกลับ" แต่จริง ๆ คือไม่ได้แคร์อะไรทั้งนั้น
และนั่นแหละที่ทำให้กระแตสนใจ
เราว่านี่คือปรากฏการณ์ที่นักจิตวิทยาสังคมเรียกว่า "scarcity effect" (เอฟเฟกต์ความหายาก) คือสมองมนุษย์จะให้คุณค่ากับสิ่งที่หาได้ยากโดยอัตโนมัติ ในห้องที่ทุกคนพยายามเข้าหา คนที่ไม่พยายามกลับกลายเป็นคนที่โดดเด่นที่สุด แต่ในกรณีนี้โตชิไม่ได้แกล้งทำ เขาไม่ได้เล่น hard to get เขาแค่เป็นแบบนั้นจริง ๆ ซึ่งต่างกันมาก
โตชิเป็นนักเต้นลีลาศเหรียญทองจาก มศว และเป็นนักเต้นฮิปฮอปทีมชาติไทยที่เคยไปแข่งชิงแชมป์โลก ทุกคนลองนึกภาพดู คือคนคนนี้เต้นได้ตั้งแต่วอลทซ์ยันฮิปฮอป ตั้งแต่สูทไปจนถึงรองเท้า Timberland และยังถนัดไอที คือสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์นี้หายากมากในธรรมชาติ
เพลง "ตื๊ด" ที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่างก็น่าสนใจมากในเชิงประวัติศาสตร์ ตอนออกมาใหม่ ๆ โดนด่าจากคนในวงการลูกทุ่งยับเยิน บอกว่าทำลายความเป็นลูกทุ่ง ท่าเต้นแรงเกินไป แต่ยุคนี้เราเรียกสิ่งนั้นว่า "genre fusion" (การผสมแนวดนตรี) และมันกลายเป็นสิ่งที่ทั้งโลกยอมรับไปแล้ว K-pop เอง Country-Trap เอง มันก็คือแนวคิดเดียวกัน กระแตแค่ทำก่อนที่มันจะมีชื่อเรียก ส่วนคนที่กด dislike (กดไม่ชอบ) ไปตอนนั้น หวังว่าตอนนี้สบายดีนะ
หลังจากนั้นโตชิก็กลายเป็นคนออกแบบท่าเต้นและแดนเซอร์ (นักเต้นประกอบ) ให้กระแตในหลายเพลง โดยไม่รับค่าตัว ซึ่งเขาเองก็พูดติดตลกไว้ว่า "ถือเป็นงานการกุศล ทำมา 12 ปีแล้ว" ประโยคนี้ฮาแต่ถ้าคิดดี ๆ มันก็แปลว่าเขาอยู่กับเธอมา 12 ปีโดยที่ไม่ต้องการอะไรตอบแทนเลย ซึ่งถ้าเอาไปเทียบกับทฤษฎีความรักของ Robert Sternberg ที่บอกว่าความรักที่สมบูรณ์ต้องมีสามองค์ประกอบคือ ความใกล้ชิด (intimacy) ความหลงใหล (passion) และความมุ่งมั่น (commitment) โตชิสะสม commitment มาตั้งแต่วันแรกโดยไม่รู้ตัว
ช่วงระหว่างนั้นกระแตมีคนคุยหลายคน และทุกคนก็ค่อย ๆ หายไป แต่โตชิไม่เคยหายไปไหนเลยแม้แต่ครั้งเดียว เรานึกถึงหนังเรื่อง When Harry Met Sally ขึ้นมาทันที ที่บอกว่าบางทีคนที่ใช่อยู่ตรงหน้ามาตลอด แค่เรายังไม่พร้อมมอง และเมื่อทุกเสียงรบกวนอื่น ๆ ในชีวิตค่อย ๆ เงียบลง เสียงที่แท้จริงก็ดังชัดขึ้นเอง
กระแตเคยไปขอพรจากพระแม่อุมาขอคนที่เป็นทั้งคู่บุญ คนรัก เพื่อน และกัลยาณมิตร (คนที่ช่วยพัฒนากันและกัน) ขอให้ศีลเสมอกันคือมีคุณธรรมใกล้เคียงกัน ส่งเสริมกันได้ และเมื่อนึกถึงคำขอนั้นแล้วมองกลับไปดูโตชิ ทุกอย่างมันก็ตรงหมดเลย เรานึกถึง Rumi กวีซูฟีชื่อดังที่บอกว่า "What you seek is seeking you" (สิ่งที่เธอกำลังมองหานั้น ก็กำลังมองหาเธออยู่เช่นกัน) บางทีเราไม่ได้ต้องออกไปหามัน มันแค่ต้องการเวลาให้เราเห็นมันเอง
ปี 2562 ก็เกิดสิ่งที่ฉลาดมากในเชิงธุรกิจ กระแตตั้งแบรนด์เครื่องสำอาง Kathy Cosmetics โดยใช้โรงงานผลิตเครื่องสำอางของครอบครัวโตชิที่เชียงใหม่เป็นผู้ผลิต และโตชิดูแลระบบไอทีหลังบ้าน ส่วนกระแตดูแลงานหน้าบ้านและการตลาด นี่คือ partnership (การเป็นหุ้นส่วน) ที่ใช้จุดแข็งของแต่ละคนอย่างตรงจุด นักธุรกิจเรียกโมเดลแบบนี้ว่า "vertical integration" (การรวมห่วงโซ่ธุรกิจในแนวตั้ง) คือควบคุมทั้ง supply chain ตั้งแต่ผลิตจนถึงขาย มันลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ และทำให้แบรนด์มีความยืดหยุ่นมากกว่าคู่แข่ง
แล้วเมื่อ 27 พ.ค. 2568 โตชิก็วางแผนเซอร์ไพรส์ (แผนที่ทำให้ตกใจแบบมีความสุข) โดยหลอกว่ากระแตได้รับงานร้องเพลงในงานวันเกิดที่โรงแรม แล้วระหว่างโชว์ก็เดินออกมาคุกเข่าขอแต่งงาน และเมื่อกระแตตอบตกลง ม่านด้านหลังก็เปิดออกเผยให้เห็นญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายที่นั่งรออยู่แล้ว งานหมั้นเกิดขึ้นทันทีในคืนเดียวกัน
ฉากนั้นมันโปรดักชั่น (การจัดการ) ดีกว่าหนัง Marvel หลายเรื่องในช่วงหลังด้วยซ้ำ
กระแตอายุ 38 โตชิอายุ 34 กระแตเคยบอกไว้ว่าตั้งใจแต่งงานก่อน 40 และนั่นก็กำลังจะเกิดขึ้นจริง สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในเรื่องนี้สำหรับเราคือทั้งคู่ทะเลาะกันแค่ 3 ครั้งในรอบ 12 ปี และทุกครั้งเป็นเรื่องจะกินอะไรวันนี้ ซึ่งฟังดูน่ารักมาก แต่เบื้องหลังความน่ารักนั้นมันหมายความว่าทั้งคู่สร้าง psychological safety (ความปลอดภัยทางจิตใจ) ในความสัมพันธ์ได้สูงมาก คือแต่ละคนรู้สึกปลอดภัยพอที่จะเป็นตัวเองโดยไม่ต้องระวังตัวตลอดเวลา ซึ่ง Google เคยทำวิจัยเรื่องนี้กับทีมงานในองค์กรและพบว่ามันคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นทีมงานหรือคู่รัก
ยินดีกับทั้งคู่จริง ๆ
- คนที่ใช่แค่นั่งอยู่ข้างกันและไม่เคยหายไปไหน
- การหยุดเพื่อเรียนรู้ใหม่ไม่ใช่การถอยหลัง มันคือการลงทุนกับตัวเองที่คืนทุนเร็วที่สุด
- ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ต้องการให้คุณเป็นคนละคน มันต้องการให้คุณเป็นตัวเองได้อย่างสมบูรณ์
- การสร้างธุรกิจกับคนที่รักได้อย่างยั่งยืนหมายความว่าคุณไม่ได้แค่ชอบหน้ากัน แต่เคารพวิธีคิดกัน
- "The best thing to hold onto in life is each other." — Audrey Hepburn

ความคิดเห็น