ตั้งแต่ทำงานศิลปะมา อาจารย์คนหนึ่งทำให้เขาไม่ชอบงานตัวเองครั้งแรก
เมื่อคืนเราไปไถเธรดเพลิน ๆ แบบคนที่ตั้งใจจะนอนตั้งแต่สี่ทุ่ม แต่จบที่ตีหนึ่งเหมือนตัวประกอบในหนังซอมบี้ที่รู้ตัวอีกทีคือโดนกัดไปแล้ว
แล้วก็ไปเจอโพสต์หนึ่ง
เด็กคนหนึ่งเขียนประมาณว่า
ตั้งแต่ทำงานศิลปะมา อาจารย์คนหนึ่งทำให้เขาไม่ชอบงานตัวเองครั้งแรก
มันแย่มาก
หมดไฟเลย
อ่านจบ เรานั่งมองจออยู่พักหนึ่ง
ความรู้สึกแรกคือ…
เฮ้ย เรื่องนี้แม่งคลาสสิกมาก
คลาสสิกแบบเดียวกับพล็อตในหนังเรื่อง Whiplash นั่นแหละ
ที่ครูดนตรีตะโกนใส่เด็กจนเด็กจะเป็นบ้า
แต่ต่างกันนิดเดียว
ในหนังมันคือ “drama masterpiece”
ในชีวิตจริง บางทีมันคือ “trauma masterpiece”
คำว่า trauma ถ้าแปลแบบภาษาบ้าน ๆ
คือแผลในใจที่ไม่ได้เลือดไหล แต่แม่งเจ็บนาน
แล้วเราอ่านต่อไป
เขาบอกว่าเขาหมดไฟกับตัวเอง
คำว่า “หมดไฟ” เดี๋ยวนี้ใช้กันเยอะมาก
ภาษาอังกฤษเรียกว่า Burnout (ภาวะหมดไฟจากความเครียดสะสม)
เดิมทีคำนี้มาจากงานวิจัยด้านจิตวิทยาการทำงาน
หมายถึงสภาพที่คนทำงานจนพลังใจหมด
ไม่ใช่ขี้เกียจ
ไม่ใช่ไม่มีพรสวรรค์
แต่สมองมันล้า
สมองคนเรามีระบบหนึ่งชื่อว่า Reward System (ระบบรางวัลของสมอง)
เวลาทำอะไรแล้วมีคนชม
สมองจะปล่อย dopamine (สารแห่งแรงจูงใจ)
แต่ถ้ามีแต่คนด่า
dopamine ลด
สมองจะเข้าโหมดป้องกันตัว
คือเลิกพยายาม
ง่าย ๆ
มันเหมือนเกม RPG
ถ้าตีมอนแล้วโดนหัวหน้าปาร์ตี้ด่าทุกครั้ง
สุดท้ายมึงก็เลิกลงดันเจี้ยน
ทีนี้เราขอตอบในฐานะที่เคยสอนศิลปะมานานเหมือนกัน
เรื่องนี้มันมีสองโลก
โลกแรกคือ Critique (การวิจารณ์งานเพื่อพัฒนา)
โลกที่สองคือ Humiliation (การทำให้คนอับอาย)
สองอย่างนี้หน้าตาคล้ายกัน
แต่ความตั้งใจต่างกันคนละจักรวาล
Critique คือ
“ภาพนี้องค์ประกอบยังไม่บาลานซ์ ลองขยับจุดโฟกัสดู”
Humiliation คือ
“งานแบบนี้เด็กประถมยังทำดีกว่า”
ประโยคแรกทำให้สมองอยากลองใหม่
ประโยคหลังทำให้สมองอยากย้ายดาว
นักจิตวิทยาการเรียนรู้เรียกเรื่องนี้ว่า
Growth Mindset (กรอบความคิดแบบพัฒนา)
แนวคิดนี้ดังมากจากหนังสือของ
Carol Dweck
แนวคิดง่ายมากจนเด็กประถมเข้าใจได้
คนเก่งไม่ได้เกิดมาเก่ง
แต่เก่งเพราะฝึก
ถ้าครูทำให้เด็กเชื่อว่า
“มึงห่วยโดยกำเนิด”
เกมจบเลย
ทีนี้เรามาพูดเรื่องจริงที่วงการศิลปะไม่ค่อยพูดกัน
ศิลปะเป็นวงการที่มี Gatekeeping (การตั้งประตูคัดคน) สูงมาก
คำว่า gatekeeping แปลตรงตัวคือ
ยืนเฝ้าประตู
แต่ในสังคมหมายถึง
คนที่คอยบอกว่า
ใครมีสิทธิ์อยู่ในวงการ
ใครไม่มี
มันเกิดขึ้นในทุกวงการ
เกม หนัง เพลง ศิลปะ
บางทีครูบางคนเผลอทำตัวเป็น “ยามเฝ้าประตู”
แต่ลืมไปว่า
หน้าที่ครูจริง ๆ คือเปิดประตู
ตอนอ่านโพสต์นั้น
เรานึกถึงตัวละครหนึ่ง
Anton Ego
นักวิจารณ์อาหารในหนัง Ratatouille
ตอนแรกเขาวิจารณ์อาหารโหดมาก
โหดแบบคนอ่านแล้วอยากเลิกทำอาหารไปปลูกผัก
แต่ตอนท้ายเขาพูดประโยคหนึ่งที่โคตรจริง
นักวิจารณ์มีความเสี่ยงต่ำ
แต่คนที่สร้างงาน
คือคนที่เอาตัวเองไปเสี่ยง
พูดง่าย ๆ
คนด่าศิลปะ
ไม่ได้เสี่ยงอะไรเลย
แต่คนสร้าง
เอาหัวใจลงไปในงาน
เราคิดว่าทุกคนควรรู้ fact หนึ่งของสมอง
เวลาคนเราถูกวิจารณ์แรง ๆ
สมองจะเปิดระบบเดียวกับตอนโดนทำร้ายทางกาย
นักประสาทวิทยาเรียกว่า
Social Pain (ความเจ็บปวดทางสังคม)
สมองใช้วงจรเดียวกับความเจ็บจริง
ดังนั้น
ถ้าคำพูดใครทำให้เราอยากเลิกวาดรูป
มันไม่ใช่เพราะเราอ่อนแอ
สมองเราทำงานปกติ
แต่ตรงนี้มี plot twist หนึ่ง
งานวิจัยใหม่ในช่วงสิบปีหลังพบว่า
ศิลปินที่เก่งจริง ๆ
มักผ่านช่วงที่ “เกลียดงานตัวเอง”
วงการศิลปะเรียกมันว่า
The Ugly Phase (ช่วงงานเหี้ยของตัวเอง)
เป็นช่วงที่สายตาเราพัฒนาเร็ว
แต่ฝีมือยังตามไม่ทัน
เหมือนเด็กที่เริ่มฟังดนตรีเก่งขึ้น
แต่เล่นกีตาร์ยังเพี้ยนอยู่
ช่วงนี้คนส่วนใหญ่จะเลิก
แต่คนที่รอด
จะข้ามไปอีกระดับ
ดังนั้นเรื่องที่เด็กในโพสต์เล่า
จริง ๆ มันคือด่านหนึ่งของเกม
ด่านที่โคตรน่ารำคาญ
แต่ทุกคนต้องผ่าน
เราว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ครูคนเดียว
ปัญหาคือระบบการเรียนที่บางทีสอนเหมือนฝึกทหาร
ทั้งที่ศิลปะควรเป็นสนามเด็กเล่น
ถ้าให้เราออกความเห็นตรง ๆ
ครูที่ดีไม่ใช่ครูที่ทำให้เด็กเก่งเร็วที่สุด
แต่เป็นครูที่ทำให้เด็ก
“ไม่เลิก”
เพราะศิลปะมันไม่ใช่การแข่งขันวิ่งร้อยเมตร
มันคือมาราธอน
มาราธอนแบบที่บางวัน
มึงวิ่งไปสองก้าว
แล้วนั่งร้องไห้ข้างทาง
แต่ก็ยังไม่กลับบ้าน
สุดท้ายก่อนเราจะปิดโพสต์
เราอยากสรุปข่าวจากเธรดนั้นแบบบ้าน ๆ
เด็กศิลปะคนหนึ่งหมดไฟเพราะคำพูดครู
เรื่องนี้ทำให้เห็นว่าคำวิจารณ์มีพลังมากกว่าที่คิด
ศิลปินเกือบทุกคนเคยผ่านช่วงเกลียดงานตัวเอง
คนที่ไปต่อได้คือคนที่ไม่เลิกในช่วงนั้น
ครูที่ดีควรช่วยให้เด็กกล้าลอง ไม่ใช่กลัวล้ม
สุดท้ายเราจะพูดกับทุกคนตรง ๆ
ถ้าวันหนึ่งมีคนดูงานเราแล้วบอกว่า
“งานมึงห่วย”
มันไม่ได้แปลว่าเราห่วย
มันแปลว่า
มีคนหนึ่งกำลังพูดประโยคหนึ่งอยู่
แค่นั้น
โลกนี้มีศิลปินระดับโลกจำนวนมาก
ที่เคยโดนด่าเหมือนกัน
บางคนโดนด่าหนักจนตอนมีชีวิต
ไม่มีใครซื้อผลงาน
เช่น
Vincent van Gogh
ตอนมีชีวิตขายภาพได้แค่ไม่กี่ชิ้น
แต่หลังตาย
งานเขาเปลี่ยนประวัติศาสตร์ศิลปะ
ดังนั้นถ้าวันหนึ่งมีใครทำให้ทุกคนไม่ชอบงานตัวเอง
เราขอพูดแบบสุภาพหน่อยนะ
อย่าเพิ่งเชื่อแม่ง
เพราะศิลปะไม่ใช่เสียงของคนคนเดียว
ศิลปะคือเสียงของคนที่ยังวาดต่อไป
แม้วันที่อยากปากกาทิ้งที่สุดก็ตาม
และบางที
เสียงนั้นอาจเป็นเสียงของทุกคนก็ได้.

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น