พล็อตมาตรฐานของชีวิตมนุษย์
เมื่อเช้ากูนั่งไถเธรดเล่นๆ เหมือนทุกวันที่มนุษย์ยุคนี้ชอบทำ คือเปิดมือถือแล้วก็เลื่อนชีวิตคนอื่นเหมือนเปิดช่อง Discovery แต่เป็นสารคดีชื่อ “มนุษย์กับหนี้สิน” แล้วกูไปเจอโพสต์หนึ่ง เขาเล่าว่า เมื่อก่อนชีวิตดีมาก ไม่มีหนี้ อยากกินอะไรก็กิน อยากเที่ยวก็เที่ยว เป็นลูกสาวคนโตที่ครอบครัวพึ่งพาได้ เป็นคนซัพพอร์ตทุกคนในบ้าน แต่วันนี้ กลายเป็นคนที่มีหนี้เต็มตัว ต้องทำให้ครอบครัวลำบาก ร้องไห้บ่อย ท้อจนบางครั้งก็ถามตัวเองว่า ตอนนี้มีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไรวะ แล้วเขาก็พิมพ์ทิ้งท้ายไว้แบบเงียบๆว่า อยากเคลียร์ชีวิตให้กลับไปเป็นคนเดิมภายในปีนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้ไหม ตอนอ่าน กูไม่ได้ขำ แต่ก็ไม่ได้เศร้าแบบดราม่า กูนั่งนิ่งๆแล้วคิดว่า เหี้ยเอ๊ย นี่มัน “พล็อตมาตรฐานของชีวิตมนุษย์” เลย ไม่ใช่พล็อตการ์ตูนดิสนีย์นะ พล็อตวรรณกรรมคลาสสิกระดับโลกเลย ถ้าทุกคนเคยอ่านเรื่องของ Victor Hugo หรือเรื่องราวของตัวละครอย่าง Jean Valjean ชีวิตมันไม่ใช่เส้นตรงจาก A ไป B มันคือกราฟหัวใจคนไข้ในโรงพยาบาล ขึ้นลง ขึ้นลง ถ้ากราฟมันตรงเมื่อไหร่ หมอบอกว่าตายแล้ว พูดง่ายๆคือ ชีวิตที่กำลังพัง ไม่ได้แปลว่าชีวิตจบ มันแปลว่า “กราฟยังเต้นอยู่” คำหนึ่งที่นักจิตวิทยาชอบใช้คือ Setback (เซ็ตแบ็ก – การถอยหลังชั่วคราว) ไม่ใช่ Failure (เฟลเยอร์ – ความล้มเหลวถาวร) สองคำนี้ต่างกันมาก Setback คือโดนหมัด Failure คือโดนน็อก มนุษย์ส่วนใหญ่ที่สำเร็จในโลก ผ่าน Setback มาเป็นสิบรอบ บางคนเป็นร้อย เรื่องนี้มีงานวิจัยจริงในสายจิตวิทยาพฤติกรรมที่เรียกว่า Resilience (รีซิเลียนซ์ – ความสามารถในการล้มแล้วลุก) นักวิจัยพบว่า คนที่ล้มแรงที่สุดในชีวิต มักพัฒนาทักษะการเอาตัวรอดสูงกว่าคนที่ไม่เคยล้มเลย พูดแบบบ้านๆ คนที่เคยตกหลุม มักเดินระวังหลุมเก่งกว่า ฟังดูเหมือนคำคมเฟซบุ๊ก แต่แม่งเป็นข้อมูลวิทยาศาสตร์จริง ทีนี้มาดูประโยคหนึ่งในโพสต์นั้นที่กูสะดุดมาก เขาบอกว่า “อยากกลับไปเป็นคนเดิม” อันนี้แหละประเด็น เพราะความจริงของโลกใบนี้คือ ไม่มีใครกลับไปเป็นคนเดิมได้ นี่ไม่ใช่คำปลอบใจ แต่มันคือกฎของชีววิทยา สมองมนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่า Neuroplasticity (นิวโรพลาสติกซิตี้ – ความสามารถของสมองในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง) ทุกประสบการณ์ ทุกความล้มเหลว ทุกความเจ็บปวด มันไปเขียนวงจรใหม่ในสมองเรา พูดง่ายๆคือ ต่อให้มึงอยากกลับไปเป็นคนเดิม สมองมันก็ไม่ยอม เพราะมันอัปเดตซอฟต์แวร์แล้ว ถ้าจะใช้ภาษาการ์ตูนหน่อย ชีวิตมันเหมือนตอนใน Spider-Man: Into the Spider-Verse ที่พระเอกถามว่า “แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเราพร้อมจะกระโดด” คำตอบคือ “มึงไม่มีทางรู้หรอก แค่กระโดด” ชีวิตจริงก็ประมาณนั้น ไม่มีใครเคลียร์ชีวิตได้ในปีเดียวแบบสูตรสำเร็จ แต่สิ่งที่ทำได้คือ ค่อยๆเก็บเศษซากชีวิตทีละชิ้น เหมือนตอนเมืองพังในหนัง แล้วตัวเอกเดินเก็บของจากซากตึก ทีละก้อน ช้าๆ เงียบๆ และที่ตลกร้ายคือ หลายครั้งชีวิตที่พังนี่แหละ มันกำลังสร้างเวอร์ชันใหม่ของเรา คำอังกฤษที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดีคือ Reinvention (รีอินเวนชัน – การสร้างตัวตนใหม่) ไม่ใช่กลับไปเป็นคนเดิม แต่เป็นคนใหม่ที่เก่งกว่าเดิม นักเขียนญี่ปุ่น Haruki Murakami เคยเขียนประโยคหนึ่งไว้โคตรดี “ความเจ็บปวดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความทุกข์เป็นสิ่งที่เราเลือกได้” พูดแบบแปลไทยบ้านๆ เจ็บมันห้ามไม่ได้ แต่จะจมอยู่กับมันไหม มึงเลือกได้ และถ้ากูจะพูดตรงๆแบบคนที่ผ่านโลกมาพอสมควร คนที่เขียนโพสต์นั้น ยังไม่ได้แพ้ชีวิตหรอก คนที่แพ้ชีวิตจริงๆ คือคนที่หยุดพยายาม ส่วนคนที่ยังตั้งคำถามว่า “กูจะผ่านมันไปได้ไหม” แปลว่าเกมยังไม่จบ เหมือนในเกม RPG ที่เลือดเหลือขีดเดียว แต่ตัวละครยังยืนอยู่ แปลว่าไฟต์ต่อได้ สุดท้ายกูอยากทิ้งประโยคหนึ่งให้ทุกคน ในภาษาอังกฤษมีคำว่า Rock Bottom (ร็อกบอททอม – จุดต่ำสุดของชีวิต) หลายคนกลัวคำนี้ แต่มีนักจิตวิทยาคนหนึ่งเคยพูดไว้ว่า Rock bottom คือพื้นแข็งที่สุดที่เราจะใช้ “เด้งกลับ” พูดง่ายๆ ถ้ามึงแตะพื้นแล้ว ขั้นต่อไปมีอย่างเดียว คือเด้งขึ้น ข่าวสั้นจากชีวิตมนุษย์วันนี้: คนจำนวนมากกำลังเจอช่วงตกต่ำของชีวิต ทั้งเรื่องหนี้ งาน และความกดดันครอบครัว แต่งานวิจัยด้าน Resilience พบว่าคนที่ผ่านวิกฤตหนักมักพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและความแข็งแรงทางจิตใจสูงขึ้นในระยะยาว การล้มไม่ได้ปิดเกมชีวิต มันมักเป็นช่วงเปลี่ยนเวอร์ชันของตัวเราเอง ถ้าคนที่เขียนโพสต์นั้นผ่านมาอ่าน กูอยากบอกสั้นๆแบบนี้ มึงอาจจะกลับไปเป็นคนเดิมไม่ได้ แต่มีโอกาสสูงมาก ที่มึงจะกลายเป็นคนที่เก่งกว่าเดิม และนั่นแหละ คือพล็อตที่ดีของเรื่องราวชีวิตมนุษย์.

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น