นักเขียนที่แม่งเก่งที่สุดในการเปิดไฟฉายในหัวมนุษย์

 นักเขียนที่แม่งเก่งที่สุดในการเปิดไฟฉายในหัวมนุษย์

ก็คือ...
'Fyodor Dostoevsky'
ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายแบบภาษาชาวบ้านนะทุกคน
นักเขียนหลายคนเขียนเรื่อง “โลกสวย”
แต่ดอสโตเยฟสกีเขียนเรื่อง “โลกจริง”
บางคนบรรยายทุ่งลาเวนเดอร์
แต่พี่แกบรรยาย “ถังขยะใต้พรมในใจมนุษย์”
คือถ้าจิตใจมนุษย์เป็นบ้าน
คนอื่นอาจจะถ่ายรูปห้องรับแขก
แต่ดอสโตเยฟสกีเปิดประตูห้องเก็บศพให้ดูเลย
แล้วชีวิตพี่แกก็ไม่ได้สวยอะไรเลย
เขาเคยถูกจับเพราะไปอยู่ในกลุ่มปัญญาชนที่วิจารณ์รัฐบาลรัสเซีย สมัยจักรวรรดิรัสเซียยังเข้มงวดเรื่องความคิดมาก โทษคือ “ประหารชีวิต”
เรื่องพีคคือเขาถูกพาไปยืนหน้าลานยิงเป้าแล้วจริง ๆ
มีการอ่านคำตัดสินจริง
เตรียมยิงจริง
แล้ววินาทีสุดท้ายมีคำสั่งใหม่มาบอกว่า
“ลดโทษเป็นแรงงานหนักในไซบีเรีย”
พูดง่าย ๆ คือโดน “หลอกให้ตายก่อนตายจริง”
นักจิตวิทยาสมัยใหม่บอกว่าประสบการณ์แบบนี้เรียกว่า Existential Shock (การกระแทกทางการดำรงอยู่ — เหตุการณ์ที่ทำให้มนุษย์ตระหนักถึงความตายและความหมายของชีวิตแบบทันที)
หลังจากนั้นเขาไปใช้ชีวิตในค่ายแรงงานที่ไซบีเรียหลายปี
อยู่กับนักโทษ ฆาตกร โจร คนสิ้นหวัง
แล้วเขากลับมาเขียนวรรณกรรมที่แม่งจริงยิ่งกว่ากล้องวงจรปิด
ตัวอย่างคลาสสิกคือ
Crime and Punishment
เรื่องนี้มีคำถามที่โคตรอันตราย
ถ้ามีคนเลวคนหนึ่ง
แก่ ขูดรีดคนจน เอาเปรียบสังคม
ถ้ามึงฆ่าเขา แล้วเอาเงินไปทำดีช่วยคนจำนวนมาก
มันโอเคไหม
พระเอกเรื่องนี้คิดว่าตัวเองเป็น “คนพิเศษ”
แนวคิดนี้เรียกว่า Extraordinary Man Theory
(ทฤษฎีมนุษย์พิเศษ — คนบางคนเชื่อว่าตัวเองเหนือกฎศีลธรรม เพราะจะสร้างประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่า)
ฟังดูเหมือนฮีโร่ใช่ไหม
เหมือนฉากในหนังซูเปอร์ฮีโร่
ที่ต้องเลือกระหว่างช่วยคนหนึ่งคนกับช่วยโลก
แต่ดอสโตเยฟสกีบอกว่า
โลกจริงมันไม่เท่แบบนั้น
เพราะต่อให้เหตุผลสวยแค่ไหน
จิตสำนึก (conscience — เสียงศีลธรรมในใจมนุษย์)
มันจะกัดกินเราเอง
เหมือนฉากในการ์ตูนบางเรื่องที่ตัวเอกมีปีศาจกระซิบข้างหู
ปัญหาคือ… ปีศาจตัวนั้นไม่เคยหายไป
นี่แหละสิ่งที่ดอสโตเยฟสกีเข้าใจลึกมาก
มนุษย์ไม่ใช่เครื่องคิดเลขศีลธรรม
เราไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลล้วน ๆ
ในวิชาจิตวิทยาสมัยใหม่เรียกว่า
Cognitive Dissonance
(ความขัดแย้งในความคิด — เมื่อสิ่งที่เราทำไม่ตรงกับสิ่งที่เราเชื่อ)
สมองมนุษย์จะทรมานตัวเองทันที
พูดง่าย ๆ
เราทุกคนอยากเป็นคนดี
แต่เราก็มีด้านเฮงซวย
เรารักคน
แต่บางทีก็ทำร้ายเขา
นี่เรียกว่า Human Paradox
(ความย้อนแย้งของมนุษย์)
และดอสโตเยฟสกีคือคนที่มองเห็นมันก่อนนักจิตวิทยาสมัยใหม่อีก
อีกเรื่องหนึ่งที่โคตรลึกคือ
The Brothers Karamazov
ในนั้นมีประโยคที่คนชอบเอาไปพูดกันว่า
“ถ้าไม่มีพระเจ้า ทุกอย่างก็เป็นสิ่งที่ทำได้”
นี่ไม่ใช่ประโยคสนับสนุนความชั่วนะ
แต่มันคือคำถาม
ถ้าไม่มีหลักศีลธรรมสูงสุด
มนุษย์จะหยุดตัวเองจากความชั่วได้ยังไง
นักปรัชญายุคหลังอย่าง
Friedrich Nietzsche
กับ
Jean-Paul Sartre
เอาโจทย์แบบนี้ไปถกกันต่อทั้งศตวรรษ
พูดง่าย ๆ
ดอสโตเยฟสกีคือคนที่เปิดประตูให้ “ปรัชญาสมัยใหม่”
แต่สิ่งที่เราโคตรชอบเกี่ยวกับเขาไม่ใช่ความมืด
มันคือ “ความหวัง”
ประโยคหนึ่งของเขาที่ดังมากคือ
“To live without hope is to cease to live.”
(การอยู่โดยไม่มีความหวังคือการหยุดมีชีวิต)
แต่ความหวังของดอสโตเยฟสกีไม่ใช่โลกสวย
มันคือแนวคิดแบบคริสต์ที่เรียกว่า
Redemptive Suffering
(ความทุกข์ที่นำไปสู่การไถ่บาปหรือการเติบโต)
พูดง่าย ๆ
มนุษย์ไม่ได้สูงส่งเพราะไม่มีความมืด
แต่มนุษย์สูงส่งเพราะเรากล้ายอมรับความมืดของตัวเอง
เหมือนในหนังหลายเรื่อง
ฮีโร่ไม่ได้ชนะเพราะเก่งที่สุด
แต่เพราะเขา “ไม่ยอมแพ้ด้านมืดของตัวเอง”
ถ้าจะสรุปแบบภาษาการลงทุนหน่อย
ชีวิตดอสโตเยฟสกีแม่งคือหุ้นพัง
หนี้
โรคลมชัก
ติดการพนัน
โดนคุก
แต่ Intrinsic Value
(มูลค่าที่แท้จริงของความคิด)
แม่งสูงโคตร
เหมือนหุ้นที่ตลาดไม่เห็นค่า แต่โลกอนาคตต้องกราบ
ถ้าอ่านวรรณกรรมเขาจริง ๆ จะรู้ว่า
เขาไม่ได้สอนให้เราหนีความมืด
เขาสอนให้เรา “รู้จักมัน”
เหมือนประโยคในหนังบางเรื่องที่เราชอบ
“The monster is inside us.”
ปีศาจไม่ได้อยู่ในป่า
มันอยู่ในใจมนุษย์
แต่ข่าวดีคือ
แสงสว่างก็อยู่ที่นั่นเหมือนกัน
ถ้าวันไหนทุกคนรู้สึกว่าชีวิตตัวเองพัง
รู้สึกว่าตัวเองมีด้านเฮงซวย
หรือกำลังสู้กับอะไรบางอย่างในใจ
จำไว้อย่างหนึ่ง
แม้แต่ในคุกไซบีเรีย
ชายคนหนึ่งยังมองเห็นความงามของวิญญาณมนุษย์
ถ้าเขาหาแสงเจอในที่แบบนั้นได้
พวกเราก็หาได้เหมือนกันวะ
ชีวิตมันไม่ใช่นิยาย
แต่มันก็โคตรเหมือนนิยายดอสโตเยฟสกี
จริง
ดิบ
และมีหวังอยู่ลึก ๆ
สรุปบทเรียนชีวิตแบบสั้น ๆ
โลกไม่ได้มีแค่คนดีหรือคนเลว มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วย paradox (ความย้อนแย้ง)
ความรู้สึกผิดในใจคือระบบศีลธรรมธรรมชาติของมนุษย์ เรียกว่า conscience
การยอมรับความทุกข์เป็นขั้นตอนสำคัญของการเติบโต เรียกว่า redemptive suffering
คนที่ผ่านความมืดมักเข้าใจมนุษย์ลึกกว่าคนที่ไม่เคยเจ็บ
คุณค่าที่แท้จริงของคน ไม่ได้อยู่ที่ชีวิตสมบูรณ์แบบ แต่อยู่ที่การลุกขึ้นหลังจากล้ม
บางทีนี่แหละเหตุผลที่วรรณกรรมของดอสโตเยฟสกี
ยังคงแทงใจคนอ่านมาเกินร้อยปี
เพราะมันไม่ได้พูดถึง “มนุษย์ในอุดมคติ”
มันพูดถึง “มนุษย์จริง ๆ”
รวมถึงเราด้วย.

ความคิดเห็น