เรื่อง "มีดที่คนอื่นปาใส่เรา ไม่ได้บอกว่าเราเป็นยังไง มันบอกว่าเขาเป็นใคร"
เรื่อง "มีดที่คนอื่นปาใส่เรา ไม่ได้บอกว่าเราเป็นยังไง มันบอกว่าเขาเป็นใคร"
เคยมีไหม ที่มีคนบอกว่าเราขี้เกียจ ไม่มีความพยายาม หรือบอกว่าเราไม่สวย ไม่เก่ง ไม่พอ
แล้วเราก็นั่งรับไปเต็มๆ เหมือนโดนยิงด้วยปืนกลที่ยิงคำพูดแทนกระสุน
เดี๋ยวก่อน ขอให้ทุกคนนึกภาพนี้
ถ้ามีคนขว้างมีดมาหาเรา เราก็รู้แหละว่ามีดนั้นอันตราย แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้คือ มีดนั้นบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับ "คนขว้าง" มากกว่าเกี่ยวกับ "คนโดนขว้าง"
นี่คือเรื่องของสิ่งที่เรียกว่า Projection ในจิตวิทยา ซึ่งก็คือการที่คนเอาความรู้สึกตัวเองไปโยนใส่คนอื่น เหมือนโปรเจกเตอร์ฉายหนัง ภาพที่ออกมาอยู่บนผนัง แต่ต้นทางมันมาจากเครื่องที่อยู่ข้างหลัง
คนที่บอกว่าเราไม่ขยัน มักจะเป็นคนที่ข้างในกำลังรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวอยู่เงียบๆ เขาไม่ได้วิเคราะห์เรา เขากำลังกรีดร้องความเจ็บปวดของตัวเองออกมา แล้วก็โชคร้ายที่เราอยู่ใกล้ที่สุด
คนที่บอกว่าเราไม่สวย ไม่มีค่า ส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นเราอย่างที่เราเป็น เขาเห็นตัวเองในกระจก แล้วกลัวว่าถ้าเรามีค่ามากเกินไป เขาจะควบคุมเราไม่ได้ มันคือความกลัว ไม่ใช่ความจริง
นักจิตวิทยาชื่อ Carl Jung เคยพูดประมาณว่า สิ่งที่เรารำคาญในคนอื่นมากที่สุด มักจะเป็นสิ่งที่เราปฏิเสธในตัวเอง อ่านอีกรอบนะ เพราะมันหนักมาก
สรุปง่ายๆ ก็คือ Opinion ไม่เท่ากับ Fact
Fact คือข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ เช่น น้ำเดือดที่ 100 องศา
Opinion คือความเห็นที่ปนแผลของคนพูด เช่น "แกไม่มีความสามารถ"
ปัญหาคือสมองเราไม่แยกสองอย่างนี้ออก โดยเฉพาะเวลาที่คนพูดมันเป็นคนใกล้ชิด พ่อแม่ แฟน เพื่อน เพราะสมองมันคิดว่า คนที่รักเราต้องรู้จักเราดีที่สุด แต่ความจริงคือบางทีคนที่ใกล้ที่สุดคือคนที่เอาปมตัวเองมายัดใส่เราเยอะที่สุดด้วย
ในหนังสือ The Body Keeps the Score ของ Dr. Bessel van der Kolk เขาอธิบายว่าคำพูดที่ทำร้ายจากคนใกล้ชิดสร้างบาดแผลในสมองได้จริงๆ ไม่ใช่แค่ความรู้สึก มันเปลี่ยนการทำงานของสมองส่วน amygdala ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมการตอบสนองต่อภัยคุกคาม พูดง่ายๆ คือถูกพูดซ้ำๆ นานพอ เราจะเริ่มเชื่อ แม้มันจะไม่จริง
แล้วเราจะทำยังไงกับเรื่องนี้
ขั้นแรกคือสิ่งที่เรียกว่า Disidentification หรือการ "ถอยออกมาจากคำพูดนั้น" ไม่ใช่การปฏิเสธมัน แต่คือการมองมันว่า "นี่คือความเห็นของเขา ไม่ใช่คำตัดสินชีวิตเรา" เหมือนกับที่ในหนัง Kung Fu Panda มีประโยคเด็ดว่า "เมื่อวานเป็นประวัติศาสตร์ พรุ่งนี้คือปริศนา แต่วันนี้คือของขวัญ" โอเคนั่นเป็นเรื่องเวลา แต่หลักการเดียวกันใช้ได้กับคำพูด เราไม่ได้ถูกกำหนดโดยสิ่งที่คนอื่นพูดถึงเรา
ขั้นต่อมาคือ Cognitive Defusion ซึ่งเป็นเทคนิคจาก ACT Therapy หรือ Acceptance and Commitment Therapy แปลง่ายๆ คือแทนที่จะคิดว่า "ฉันไม่เก่ง" ให้เปลี่ยนเป็น "ฉันกำลังมีความคิดว่าฉันไม่เก่ง" ฟังดูแปลก แต่มันทำให้สมองเริ่มมองความคิดนั้นเป็นแค่ความคิด ไม่ใช่ความจริง
สิ่งที่เราอยากให้ทุกคนเอาไปคือ เวลาใครพูดอะไรทำร้ายเรา ก่อนที่จะรับมันเข้ามาในอก ลองถามก่อนว่า "นี่มันเป็น Fact หรือ Opinion" และถ้าเป็น Opinion ก็ถามต่อว่า "เขากำลังพูดถึงเรา หรือกำลังพูดถึงตัวเขาเอง"
ดึงมีดออกจากตัวก่อน วิเคราะห์ทีหลัง
- คำพูดทำร้ายจากคนใกล้ชิดสร้างผลต่อสมองได้จริงทางวิทยาศาสตร์
- Projection คือการเอาปมตัวเองไปโยนใส่คนอื่น
- Opinion ไม่เท่ากับ Fact แม้จะมาจากคนที่รักเรา
- Cognitive Defusion ช่วยให้เราไม่ถูกกลืนโดยความคิดลบ
- ทุกคนมีสิทธิ์ตั้งคำถามกับคำพูดที่ได้รับ ก่อนจะเชื่อมัน

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น